ชินวรณ์ แจงแก้รัฐธรรมนูญระบบบัตรสองใบ เสริมเสถียรภาพ-เปิด participación

รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๔

ชินวรณ์ บุณยเกียรติ ชี้แจงเกี่ยวกับบทบัญญัติมาตรา 83 ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอธิบายข้อจำกัดจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและย้ำความสำคัญของการเคารพกระบวนการประชาธิปไตยรวมถึงการประชามติ พร้อมยืนยันความชอบธรรมของคณะกรรมาธิการที่ดำเนินการตามมติรัฐสภา ขณะเดียวกันเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนระบบเลือกตั้งเป็นแบบบัตรสองใบ โดยกำหนด ส.ส. 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน เพื่อเพิ่มความชัดเจน ลดความซับซ้อน และเสริมเสถียรภาพรัฐบาล พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันเพื่อให้การเมืองไทยก้าวสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านประธานครับ ในมาตรานี้มีแปรญัตติไว้ จำนวน ๓๒ ฉบับ และยังมีคณะกรรมาธิการ สงวนความเห็นไว้ ๑๐ กว่าท่าน และยังมีเพื่อนสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ได้ขอใช้สิทธิในฐานะที่ กรรมาธิการมีการแก้ไข ซึ่งได้ใช้เวลาในการอภิปรายไปมากพอสมควร ผมในฐานะที่ได้รับ มอบหมายจากคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก จึงขออนุญาตท่านประธานที่จะได้กราบเรียน ชี้แจงก่อนที่เพื่อนสมาชิกในรัฐสภาจะได้ตัดสินใจ เพราะว่าการตัดสินใจในการลงมติ แต่ละรายมาตรานั้น ผมถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นถึง ประเด็นสำคัญหรือโจทก์ทางการเมือง ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ที่ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้กรุณาพูดในสภาเมื่อสักครู่นี้ เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าบ้านเมืองของเรานั้น มีโจทย์ทางการเมืองหลายโจทย์จริง ๆ ในขณะนี้ มีปัญหาวิกฤติเกี่ยวกับโรคระบาด มีปัญหา วิกฤติเกี่ยวกับเศรษฐกิจ มีปัญหาวิกฤติเกี่ยวกับทางการเมืองครับท่านประธาน และแน่นอน โจทย์หนึ่งในทางการเมือง ก็คือเรื่องของรัฐธรรมนูญ ผมอยากจะกราบเรียนว่าท่านพิธา ได้พูดถึงว่าความต้องการที่แท้จริง ก็คือต้องการที่จะมี ส.ส.ร. ขึ้นมาร่างทั้งฉบับ เพื่อที่จะได้ เป็นกฎหมายของฉบับประชาชน ผมคิดว่าก็ไม่แตกต่างกับสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ ในที่ประชุมนี้ โดยเฉพาะพวกผมคนหนึ่งที่ได้เสนอร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมา แต่เนื่องจากว่ามีข้อจำกัดในการที่จะต้อง ถูกศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าไม่สามารถกระทำได้ เพราะจะต้องไปถามประชามติ พี่น้องประชาชนก่อน เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้ผ่านการทำ ประชามติมาแล้ว ซึ่งเราก็ต้องยอมรับกติกา เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น เราจะต้องเป็นการปกครองโดยกฎหมาย ถึงแม้ว่าแต่ละท่านจะมีความคิดอย่างไรก็แล้วแต่ จริง ๆ สาระสำคัญของมาตรา ๘๓ นั้นก็คงไม่มากนัก แต่ผมจะไม่กล่าวถึงเหตุผล และข้อคิดเห็นบางประการก็คงไม่ได้ครับ

ประการแรกที่ผมอยากจะกราบเรียน ก็คือว่ามีข้อกล่าวหาเบื้องต้นเกี่ยวกับ คณะกรรมาธิการ เปรียบประหนึ่งว่าเหมือนคณะกรรมาธิการนั้นได้มีการแก้ไขตามอำเภอใจ หรือได้มีการแก้ไขที่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับหรือรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ต้องขออนุญาต ที่จะกราบเรียนท่านประธานที่จะเรียนยืนยัน เพราะมีมติในรัฐสภาแห่งนี้ เมื่อวานนี้ ได้ให้ความเห็นชอบในรัฐสภาแห่งนี้แล้วครับว่า การดำเนินการของคณะกรรมาธิการนั้น ไม่ได้เป็นไปตามญัตติที่ได้มีการให้ตีความข้อบังคับดังกล่าว

ประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียน ก็คือว่าคณะกรรมาธิการก็ดำเนินการ ตามมติของรัฐสภาแห่งนี้ ถ้าพูดตามความเป็นจริงพรรคประชาธิปัตย์ได้มีการเสนอ ให้มีการศึกษาแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วหลังจากนั้นก็ได้มีการเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่ก็ไม่ผ่าน แล้วเราก็รวมกัน ๓ พรรค พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา ก็ได้เสนอขอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญมาทั้งหมด ๘ ฉบับ มีทั้งเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีทั้งเรื่องของกระบวนการยุติธรรม มีทั้งเรื่อง การกระจายอำนาจให้กับพี่น้องประชาชน แต่เมื่อผ่านหลักการมาเพียงฉบับเดียวเราก็ต้อง ทำหน้าที่ในฐานะกรรมาธิการที่จะต้องดำเนินการต่อไป และวันนี้ผมขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า เราได้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับทุกประการ และแน่นอนที่สุดที่เป็น ข้อกล่าวหาในประเด็นที่ผมคิดว่าอาจจะทำให้ประชาชนสับสนได้ก็คือว่าพี่น้องประชาชน อยากได้รัฐธรรมนูญที่กินได้ รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เราก็หวัง เป็นอย่างยิ่งครับว่า วันนี้ถ้าร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ก็เท่ากับเป็นจุดเริ่มต้นจุดหนึ่งที่สำคัญที่จะถอดสลักทางการเมือง เพื่อต้องการที่จะให้ การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น เป็นไปตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่พวกเราได้พูดกัน ในที่นี่ ในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ทีนี้ถ้ามาดูถึงมาตรา ๘๓ ซึ่งก็มีสาระสำคัญ ที่ชัดเจนสั้น ๆ นิดเดียวครับท่านประธาน มาตรา ๘๓ นั้นเป็นมาตราหลักที่พวกกระผม ได้เสนอร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้และผ่านความเห็นชอบมา มีแค่เพียง ๒ มาตรา คือมาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑ มาตรา ๘๓ ก็คือเป็นมาตราที่ได้มีบทบัญญัติว่าด้วย สภาผู้แทนราษฎรต้องประกอบด้วยสมาชิก จำนวน ๕๐๐ คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจาก การเลือกตั้งแบบเขตเลือกตั้ง จำนวน ๔๐๐ คน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน ๑๐๐ คน หรือสรุปอย่างสั้นที่ให้ฟังและเข้าใจง่าย ก็คือว่าเรา ได้เสนอระบบการเลือกตั้งที่เป็นระบบบัตร ๒ ใบ และให้มีสัดส่วนระหว่าง ส.ส. เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ โดยให้มี ส.ส. เขต ๔๐๐ คน และบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน และมีการ เพิ่มเติมประเด็นในข้อความให้เกิดความชัดเจน เนื่องจากว่าเราได้ตัดมาตรา ๘๕ ออกไป ก็เลยได้เพิ่มเติมในวรรคสองว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียง ลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบละ ๑ ใบ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นแพลน (Plan) ที่ผมอยากจะกราบเรียนเพื่อนสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ว่า เป็นร่างหลักที่มีความสำคัญ ที่เปลี่ยนระบบการเลือกตั้งจากระบบบัตรใบเดียวและมีสัดส่วน จำนวนสมาชิกที่แตกต่างไปจากปี ๒๕๖๐ นั่นจึงเป็นที่มาที่นำไปสู่การที่จะต้องไปแก้ไข เพิ่มเติมกฎหมายรัฐธรรมนูญในมาตรา ๘๖ ที่ว่าด้วยจำนวน ส.ส. แต่ละจังหวัดที่พึงมี และว่าด้วย ส.ส. เขตในการเลือกตั้ง และนำไปสู่การแก้ไขมาตรา ๙๑ เป็นการคำนวณสัดส่วน ของบัญชีรายชื่อ โดยคิดฐานที่มีความสัมพันธ์กับคะแนนรวมทั้งหมด หรือพูดให้เข้าใจ โดยง่ายก็คือว่าฐานละร้อยหรือฐานร้อยละของจำนวนสมาชิก ทำไมถึงจะต้องย้อนกลับไป เป็นเหมือนกับว่าเราต้องใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ครับท่านประธาน กระผมอยากกราบเรียนว่าความจริงเหตุผลสนับสนุนทางด้านนี้ ก็มีเพื่อนสมาชิกได้กรุณา ชี้แจงแล้วครับว่าเราก็เริ่มต้นจากรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน ก็คือ ส.ส.ร. เป็นคนยกร่าง ขึ้นมา และที่สำคัญที่สุดก็คือว่าได้มีการใช้มาแล้วทั้งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ และผมคิดว่าในระบบการเลือกตั้งที่ดีจะต้องเป็นระบบการเลือกตั้งที่ไม่สลับซับซ้อน ไม่นำไปสู่การมี ส.ส. แบบปัดเศษ ไม่นำไปสู่การนับคะแนนแบบเขย่ง และไม่นำไปสู่ การที่จะต้องมีรัฐบาลแบบผสมที่มีพรรคเล็กพรรคน้อยจำนวนมาก ซึ่งทำให้เสถียรภาพ ของรัฐบาลนั้นไม่เข้มแข็งพอ

แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงไปมากกว่านั้นที่อยากจะกราบเรียนเพื่อนสมาชิกในรัฐสภา ว่าเมื่อเรามีข้อจำกัดในการได้รับความเห็นชอบมาเพียงฉบับเดียวเช่นนี้ สิ่งที่เราจะต้อง มาดำเนินการต่อไป ก็คือว่าเราจะทำอย่างไรที่จะให้กระบวนการที่เราจะเปลี่ยนระบบการเลือกตั้ง จากบัตรใบเดียวตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาเป็นระบบบัตร ๒ ใบนี้ ให้มีความสมบูรณ์ที่สุด สิ่งที่ยึดโยงที่เราจะต้องพูดกันต่อไป และผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ต้องร่วมกัน รับผิดชอบต่อไป ก็คือว่าเราต้องมาร่วมมือกันในการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง และเราต้องมาร่วมมือกันในการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง หัวใจอยู่ที่ว่าระบบการเลือกตั้งจะเป็นแบบใดก็แล้วแต่ แต่การเลือกตั้งนั้น จะต้องสุจริตเที่ยงธรรม ถ้าเมื่อไรการเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม แน่นอนที่สุด ก็จะเป็นที่ยอมรับ ของพี่น้องประชาชน มีหลายท่านบอกว่าการเลือกตั้งแบบระบบสัดส่วนอาจจะนำไปสู่การที่ ทำให้คะแนนไม่ตกน้ำและทำให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม ผมอยากกราบเรียนครับว่า การเลือกตั้งที่เป็นระบบเขต ที่มี ๔๐๐ เขต ไม่ได้หมายความว่าจะผลักดันให้ ส.ส. ไปทำงาน ในระดับท้องถิ่น ผมคนหนึ่งที่ผ่านระบบการเลือกตั้งมา ๙ สมัย เป็น ส.ส. เขตคนหนึ่ง ในรัฐสภาแห่งนี้ที่อาวุโสที่สุดในขณะนี้ ที่อาวุโสมากกว่าผมก็เป็นระบบบัญชีรายชื่อ แต่ผมยืนยันว่าในการทำหน้าที่ และบทบาททางการเมืองของผมจะเป็นบทบาททางการเมือง ในระดับชาติพอ ๆ กันกับการที่จะต้องดูแลพี่น้องประชาชน ในฐานะที่เป็นตัวแทน ในฐานะ ที่เป็นนักการเมือง เพราะฉะนั้นการจัดวางระบบเขตเลือกตั้งไม่ได้เป็นเรื่องสะท้อนให้เห็นว่า นักการเมืองจะไม่มีโอกาสที่จะมาแสดงบทบาทในทางการเมือง ผมคิดว่าบริบทในทาง การเมืองเปลี่ยนไป แน่นอนที่สุด ผมก็อยากเห็นทุกภาคส่วนทางการเมืองมีส่วนร่วม แต่การขยายตัวในระบบเขตเป็น ๔๐๐ เขต เป็นการเปิดกว้างให้ทุกเขตมีโอกาสที่จะเลือกคนที่ดี คนที่จะมาเป็นตัวแทนที่ดีของเขา และแน่นอนที่สุดครับ สิ่งที่เราคาดหวังก็คือว่าถ้าเรา ได้เริ่มต้นในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เท่ากับเราเริ่มต้นในการที่จะทำให้เป็น ประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ทำไมผมจึงบอกว่าวันนี้การเสนอร่างของพรรคประชาธิปัตย์ทำให้ การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้นครับท่านประธาน ผมอยาก กราบเรียนว่าการเลือกตั้งแบบระบบบัตร ๒ ใบนั้น เป็นการตอบโจทย์ที่ชัดเจนที่ไปส่งเสริม เสรีภาพ ในการเลือกของพี่น้องประชาชนที่พร้อมจะเลือกได้ทั้งคนและเลือกได้ทั้งพรรค และแน่นอนการเลือกคนในระบบเขต ๔๐๐ คน ไม่ได้สะท้อนเพียงแต่ว่าไปสนองตอบ ต่อผลประโยชน์หรือความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน บัดนี้สังคมในชนบทก็เปลี่ยนแปลงไป เยอะครับ ประชาชนสามารถที่จะเลือกผู้แทนที่จะมีบทบาทในการทำงานในระดับชาติ ได้สูงมากขึ้น และในขณะเดียวกันก็เปิดกว้างในเรื่องที่ท่านจะสามารถไปเลือกชนเผ่า กลุ่มทางเลือกทางเพศหรือผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ เข้ามาเป็นระบบบัญชีรายชื่อ ผมคิดว่า ถ้าการเมืองตอบโจทย์เช่นนี้ ก็จะทำให้เป็นจุดเริ่มต้นว่าเราจะได้การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ไปถอดสลักทางการเมือง ว่าสมาชิกรัฐสภาก็ได้เริ่มต้นในการยอมรับความคิดเห็น ในการที่จะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญต่อไป แต่ว่าการที่จะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามเป้าหมายที่พวกเราต้องการ ก็คือว่าให้มีการแก้ไขโดยประชาชนนั้น ผมคิดว่าเป็นขั้นตอน ที่ในทางกฎหมายเราก็เตรียมความพร้อมไว้แล้ว กฎหมายประชามติผ่านสภาเราก็สามารถ ที่จะดำเนินการในการที่จะทำประชามติถ้าพวกเราเห็นพ้องต้องกัน สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นอุปสรรคเลยครับ เพียงแต่วันนี้ผมคิดว่าแทนที่เราจะมาตั้งข้อแม้ว่า ข้อเสนอเพื่อให้ผ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญในฉบับนี้ มาตรา ๘๓ มาตรา ๙๑ โดยข้อจำกัด เล็ก ๆ น้อย ๆที่พูดถึงและมาตีความ แต่ผมอยากให้ท่านมองไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ว่านี่คือ จุดเริ่มต้นที่เราจะได้เปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และผมเชื่อว่าถ้าเราเปลี่ยนบริบททางการเมือง ในเรื่องของการเลือกตั้งได้ ท่านประธานครับ ทำให้การเมืองก็จะไม่กลับไปสู่วังวนเดิม ถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในวันนี้ การเลือกนายกรัฐมนตรีก็จะต้องนำไปสู่ระบบ ที่มาจากการเลือกตั้งที่เป็นระบบบัตร ๒ ใบ และแน่นอนที่สุดนั่นคือว่าการที่จะทำให้ การเมืองไม่กลับไปสู่วังวนเดิมและเป็นการถอดสลักทางการเมือง ผมจึงขอเรียกร้องพี่น้อง เพื่อนในรัฐสภาแห่งนี้ ได้ร่วมใจกันในการที่จะทำให้กฎหมายรัฐธรรมนูญในคราวนี้ได้เป็น จุดเริ่มต้นที่แท้จริงที่ทำให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น และผมหวังว่าถ้าระบบการเลือกตั้งที่ดี เราก็จะได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดีเข้ามา และถ้าหากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดี เราก็จะได้รัฐบาลที่มีคุณภาพ ขอขอบคุณท่านประธานครับ