จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ หารือประเด็นการแก้ไขมาตรา 83 รัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับระบบเลือกตั้ง โดยชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของระบบบัตรใบเดียวตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ทำให้พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงต่ำสามารถได้ที่นั่ง ส.ส. บัญชีรายชื่อโดยไม่มีเกณฑ์ขั้นต่ำ ส่งผลให้เกิดรัฐบาลผสมที่มีพรรคการเมืองจำนวนมากถึง 20 พรรค รวมถึงพรรคที่ได้คะแนนต่ำกว่า 70,000 คะแนนถึง 11 พรรค จึงเสนอให้กลับไปใช้ระบบบัตรสองใบตามรัฐธรรมนูญปี 2540 เพื่อสร้างความเป็นธรรม เสถียรภาพทางการเมือง และป้องกันการบิดเบือนเจตจำนงของประชาชน
ขออนุญาตท่านประธานนะครับ ผมขออนุญาตพูดในตรงนี้ เนื่องจากใส่หน้ากากมานาน เรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรียนท่านประธานว่าผมก็ติดตามการอภิปราย ณ ตอนนี้เราก็มีมาตราหลักในการอภิปราย อยู่ ๓ มาตรา ซึ่งผมขอใช้สิทธิในการอภิปรายในมาตรา ๘๓ และในมาตราอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผมจะได้ใช้สิทธิในการอภิปรายต่อไป ท่านประธานครับ ในมาตรา ๘๓ นี้เป็นเรื่องที่ มีกรรมาธิการแก้ไข ผมไม่ได้ใช้สิทธิในการแปรญัตติ แต่ว่าก็อยากที่จะได้มีโอกาสในการแสดง ความเห็นเหตุผลก่อนที่จะนำไปสู่การลงมติ เพื่อที่จะให้มีความสัมพันธ์สอดคล้องกันกับ สิ่งที่ผมได้อภิปราย ในประเด็นที่กรรมาธิการแก้ไขในมาตรา ๘๓ นั้น มีประเด็นที่สำคัญ อยู่หลัก ๆ ก็คือการเปลี่ยนบัตรเลือกตั้งจากบัตรใบเดียวเป็นบัตร ๒ ใบ และในประเด็น สาระสำคัญอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือการเปลี่ยนจำนวนสมาชิก ส.ส. แบบแบ่งเขต เป็น ๔๐๐ คน และบัญชีรายชื่อเป็น ๑๕๐ คน แต่ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า บรรยากาศที่ผ่านมาในการอภิปรายในมาตรา ๘๓ นี้ ผมคิดว่ามันมีบรรยากาศที่พวกเรา และการอภิปรายนี้อาจจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ว่าทำไมรัฐสภาพูดแต่เรื่องระบบเลือกตั้ง การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทำไมพวกเราอภิปรายถึงแต่ระบบเลือกตั้ง อันนี้ความเป็นจริงแล้ว ต้องเรียนพี่น้องประชาชนทางบ้านว่าท่านอย่าเพิ่งเบื่อ ท่านอย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าเราเอาแต่ ประโยชน์ของพวกเราเอง ซึ่งไม่ใช่ครับ เพราะว่าก่อนที่จะมาประชุมในวันนี้เราได้มีการ ยื่นญัตติทั้งหมด ๑๓ ฉบับ แต่ปรากฏว่า ๑๓ ฉบับนี้มันผ่านฉบับเดียว คือฉบับว่าด้วย การเลือกตั้ง แต่สิ่งที่เราพูดกัน มาตรา ๒๗๒ ก็ดี ยกเลิกอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีก็ดี มีประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๕๖ ก็ดี ที่ใช้เสียง ส.ว. ๑ ใน ๓ ๘๔ ตัดออก เหลือ ๒ ใน ๓ ของรัฐสภาคือ ๕๐๐ เสียง สิ่งเหล่านี้เราถูกตัดออกครับ ดังนั้นก็ไม่แปลกที่ว่าวันนี้เราต้องพูดเรื่องระบบเลือกตั้ง เรียนท่านประธานต่อมาครับว่า แล้วปัญหาที่ต้องเปลี่ยนจากบัตรใบเดียวมาเป็นบัตร ๒ ใบ เพราะอะไร มันมีที่มา มันมีเหตุผล ไม่ใช่ว่าทึกทักปุ๊บ แล้วพอผมบอกว่าใบเดียวไม่เอา เอา ๒ ใบ หรือจะเอาอย่างไร ดังนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่ามันมีที่มา มันมีเหตุผล ผมเองก่อนที่ผมจะพูดว่าผมเห็นด้วยกับบัตรใบเดียวหรือ ๒ ใบ หรือ ๒ ใบ จะแบบ เอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) หรือจะเป็นเอ็มเอ็มเอ (MMA) ก็ตาม
แต่กราบเรียนท่านประธานครับ ว่าจุดที่เราต้องมาแก้ไขระบบเลือกตั้ง เพราะเหตุว่าระบบการเลือกตั้งมันมีปัญหาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านประธานครับ ถ้าเรา จำกันได้มีการอภิปรายสนับสนุนมากว่าระบบการเลือกตั้งปี ๒๕๖๐ นั้นคะแนนเสียงไม่ตกน้ำ นำมาคำนวณ ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อ แต่ข้อเท็จจริงก็คืออะไร ก็ปรากฏว่ามีปัญหาตามมา มากมายเหมือนที่ท่านสมาชิกได้อภิปราย ผมยกตัวอย่างนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การไม่มีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำในการคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ฐาน ๗๐,๐๐๐ คะแนน ปรากฏว่าก่อนมีการจัดตั้งรัฐบาลไปอย่างไรก็แล้วแต่ ก็เลยไปกำหนดเกณฑ์ใหม่ กลายเป็นว่า เราได้ ส.ส. จำนวนต่อราษฎรเพียงแค่ ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ คะแนน ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น ผมก็เรียนท่านประธานว่ามันทำให้เกิดพรรคการเมืองที่มีรัฐบาลผสมถึง ๒๐ พรรค และมีพรรคการเมืองที่ได้คะแนนต่ำกว่า ๗๐,๐๐๐ คะแนน ถึง ๑๑ พรรค ขออภัยที่เอ่ย ถึงท่านนะครับ แต่ว่าผมจำเป็นต้องพูดในหลักการ
ประเด็นต่อมาการใช้บัตรใบเดียวก็มีปัญหา ผมมีข้อความจากอาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่านหนึ่ง แต่ว่าผมไม่ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ เป็นอาจารย์ รัฐศาสตร์ เขาได้วิพากษ์ระบบการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียว ปี ๒๕๖๐ ว่ามันเป็นระบบ การเลือกตั้งผสมที่ไม่ได้เป็นที่นิยมแล้ว ใช้เพียง ๔-๕ ประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เคยใช้ในประเทศเกาหลีใต้ ศาลรัฐธรรมนูญประเทศเกาหลีใต้วินิจฉัยตัดสินในปี ๒๐๐๑ ว่า ระบบการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียวเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะไม่สอดคล้องกับ เจตนารมณ์ของประชาชน และสร้างระบบที่บิดเบือนจึงทำให้ประเทศเกาหลีใต้กลับมาใช้ บัตร ๒ ใบ ดังนั้นอันนี้คือฐานที่มา ส่วนว่าในมาตรา ๙๑ จะไปเถียงกันว่าจะเป็นระบบ บัญชีรายชื่อแบบบัตร ๒ ใบ คำนวณอย่างไรเดี๋ยวว่ากัน เดี๋ยวผมจะใช้สิทธิในการอภิปราย แต่ผมจะชี้ให้เห็นว่าที่ต้องเปลี่ยนจากบัตรใบเดียวมาเป็นแบบบัตร ๒ ใบ เพราะมันมีที่มา เพราะปัญหาก็คือเกิดจากระบบการเลือกตั้งในปี ๒๕๖๐ แล้วสุดท้ายเราก็ได้รัฐบาล แบบผสม มีรัฐบาลผสมมากถึง ๒๖ พรรค แต่ท่านอย่าลืม รัฐบาลเขาอยู่ภายใต้รัฐบาล ที่มีความต่อเนื่องจาก คสช. แต่เราเป็นภาวะการเมืองปกติ ผมบอกว่ามีปัญหาแน่นอน เราจะเห็นรัฐบาลที่อยู่ไม่ถึง ๒ ปีหรอกครับ เพราะมีการต่อรองบรรยากาศทางการเมืองกัน มากมาย ดังนั้นผมเห็นว่าเรากลับมาใช้การเลือกตั้งแบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ต้องให้เหตุผล ไม่ได้พูดลอย ๆ แต่เหตุผลของกระผมก็คือว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ใครจะบอกแย่ โบราณ ก็สุดแท้แต่ท่าน แต่ท่านอย่าลืมสิว่าปี ๒๕๔๐ นี้มันมาจาก ส.ส.ร. ก็มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน บางท่านยังบอกเลยว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ของประเทศไทย ผมไม่ได้พูดนะครับ แต่มีบางท่านพูด ดังนั้นในเมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขาผ่านระบบกระบวนการ ส.ส.ร. มาแล้ว ผ่านการถกเถียงต่อรัฐสภามาแล้วว่าเอาอย่างไร ระบบเลือกตั้งนี้ก็ผ่านมาเป็นแบบบัตร ๒ ใบ ๔๐๐ เสียง บวก ๑๐๐ เสียง และยังเปิดโอกาส ให้กับ ส.ส. บัญชีรายชื่อให้เข้ามาในรัฐสภา เข้ามาสู่กระบวนการทางการเมือง ผมขอใช้เวลา ต่ออีกนิดหนึ่งนะครับท่านประธาน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ผมกราบเรียนต่อมาครับ ท่านประธาน