ปดิพัทธ์ สันติภาดา หารือการปฏิรูประบบเลือกตั้งโดยเน้นย้ำความจำเป็นในการออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบัน ไม่ย้อนกลับไปใช้ระบบเก่าที่มีข้อบกพร่อง โดยตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของระบบเลือกตั้งแบบคู่ขนานและสัดส่วน ส.ส. ปาร์ตีลิสต์ พร้อมแสดงความกังวลต่อการจัดสรรเขตเลือกตั้ง 400 เขตที่ไม่สะท้อนความเป็นจริงของประชากรและภาระงานของ ส.ส. ที่เพิ่มขึ้นเกินขีดจำกัด รวมถึงวิพากษ์วิจารณ์การเมืองท้องถิ่นในพิษณุโลกที่ขาดความต่อเนื่องและนโยบายที่ยังไม่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขต จังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วก็ผมไม่ได้แปรญัตติไว้ในมาตรานี้ แต่เมื่อฟังความคิดเห็นของพี่น้องสมาชิกแล้ว แล้วก็มาตรานี้มีการแก้ไข ผมถือโอกาสที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสู่รัฐสภาแห่งนี้ด้วย ท่านประธานครับ ในวันที่เราเลือกพูดคุยเรื่องระบบเลือกตั้งนี้ ผมคิดว่าเวลาที่เรามาคุยกัน เรื่องรายละเอียดนี้มันเป็นเรื่องของเทคนิคแล้ว แล้วก็เป็นเรื่องผลประโยชน์ของ พรรคการเมืองต่าง ๆ จริง ๆ แล้วแต่ประเทศที่จะออกแบบระบบการเลือกตั้งได้มันออกแบบ มาจากเรื่องของบริบททางสังคม ว่าเราจะออกแบบรัฐสภาอย่างไร เราจะออกแบบน้ำหนัก ของสัดส่วนต่าง ๆ อย่างไร เราจะแก้ปัญหาแบบไหนที่มันเกิดขึ้นในกลุ่มประชากรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการที่เรามาคุยกันในรายละเอียดเรื่องของตัวเลขอย่างเดียว จึงไม่ได้แก้ปัญหาว่า เราจะสร้างระบบเลือกตั้งที่ดีได้อย่างไร อันนี้จึงเป็นเหตุผลที่พรรคก้าวไกลไม่ได้เสนอที่จะ แก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง เพราะเรายังเชื่อมั่นว่าการถกเถียงเรื่องนี้ใช้เวลาสั้น ๆ ไม่ได้ จำเป็นที่จะต้องถกเถียงกันในชั้นของ ส.ส.ร. จำเป็นที่จะต้องมีนักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็น นักคณิตศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ นักนิติศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ หรือแม้แต่ต้องมีการทดลองใช้ ในการเลือกตั้งท้องถิ่นหรือว่าการเลือกตั้งบางอย่างมาก่อนด้วย เพราะฉะนั้นการออกแบบ การเลือกตั้งอย่างประณีตจะทำให้สามารถออกแบบรัฐสภาอย่างประณีต แล้วก็มีผลต่อ คุณภาพของพรรคการเมืองและคุณภาพของสังคมไทยโดยรวม แต่ในเมื่อเราต้องมาถกเถียงกัน ในเรื่องของกติกาการเลือกตั้ง ซึ่งอาจจะจำเป็นที่จะต้องใช้เร็ว ๆ นี้ แล้วเรายอมรับว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น ได้มีระบบการเลือกตั้งที่มีปัญหา เราจึงปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่า วันนี้เราเลยต้องมาพูดคุยกันเรื่องของระบบเลือกตั้ง
เพราะฉะนั้นสิ่งที่พรรคก้าวไกลแล้วก็ตัวผมเองพยายามจะผลักดันมาตลอด ก็คือจริง ๆ แล้วต่อให้มีข้อจำกัดว่าทางสภาแห่งนี้จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องของระบบเลือกตั้ง และกรรมาธิการชุดนี้ก็คิดเรื่องระบบเลือกตั้ง มันจึงต้องคิดไปข้างหน้าครับท่านประธาน เราไม่สามารถจะคิดได้ว่าเมื่อประเทศมีปัญหา เราจะกลับไปใช้ระบบการเลือกตั้งเมื่อ ๒๔ ปี ที่แล้วมาแก้ปัญหาในปีนี้ ๒ ปีที่แล้วเรายังไม่รู้จัดโควิด (COVID) ใช่ไหม ๑๐ ปีที่แล้วเรา ยังไม่รู้จักสมาร์ตโฟน (Smart Phone) สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เห็นว่าระบบการเลือกตั้ง ที่ออกแบบจากบริบทสังคมไทยเมื่อ ๒๔ ปีก่อน จะไม่มีทางเลยที่จะตอบโจทย์บริบท ทางการเมืองในปี ๒๕๖๔ ได้ เพราะฉะนั้นหลักการที่ทางสภารับมานี้ แน่นอนมันไปกำหนดตัวเลขเอาไว้ ๔๐๐ : ๑๐๐ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันไปมากแล้ว ผมคงไม่ขอลงรายละเอียด แต่ผมอยากจะเน้นย้ำ อย่างนี้ ว่าสัดส่วนมันต้องคำนึงถึงเรื่องของระบบด้วย การที่เรามาพูดถึงตัวเลขแค่ลอย ๆ ว่าแบบไหนดีกว่ากันมันเถียงกันไม่จบหรอกครับ เพราะเป็นมุมมองที่แตกต่างกันว่า เขตหรือปาร์ตี ลิสต์ (Party list) ที่ทำหน้าที่ทำหน้าที่อย่างไร จริง ๆ หลายประเทศก็ไม่มี ปาร์ตี ลิสต์ (Party list) แต่ ส.ส. ระบบแบ่งเขตทุกคนทำหน้าที่ทางนิติบัญญัติอย่างดี ไม่ได้ไปดูแลประชาชนในวงเล็บนะครับ ไปดูแลถนนหนทาง ไฟส่องสว่าง ไปดูเรื่อง ของน้ำประปา เพราะนั่นคือหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยราชการ เพราะฉะนั้นการมี ส.ส. เขตทั้งหมดก็ยังสามารถทำหน้าที่ของนิติบัญญัติได้ ถ้าเราไม่ผิดฝา ผิดตัว หรือหลงประเด็นในหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ทำไมเราออกแบบระบบ ปาร์ตี ลิสต์ (Party list) มาครับ เพราะเราจำกันได้ไหมว่าก่อน ปี ๒๕๔๐ ตั้งแต่ผมเกิดมา นักการเมืองในจังหวัดพิษณุโลกมีแค่ ๓ แบบเท่านั้นเอง มีเจ้าพ่อ มีมาเฟีย นายทุนเกษตร คนธรรมดาที่มีความรู้ความสามารถไม่สามารถเข้ามาได้ เพราะการชนะการเลือกตั้งให้ได้ จะต้องเป็น ๓ แบบนี้เท่านั้น ต้องเป็นนายทุนเกษตรที่ผูกขาดเศรษฐกิจชุมชนเอาไว้ได้ จะต้อง เป็นผู้มีอิทธิพลที่มีลูกน้องมากมายจึงจะสามารถชนะการเลือกตั้งได้ เราเลยคิดถึงระบบ ปาร์ตี ลิสต์ (Party list) ขึ้นมา พรรคการเมืองจึงเริ่มหาเสียงด้วยนโยบาย นี่คือมรดกอันดี ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่มรดกอันดีแบบนี้ก็ถูกพิสูจน์โดยการทดลองใช้ในการเลือกตั้ง ถึง ๒ ครั้ง ปี ๒๕๔๔ และปี ๒๕๔๘ เราจึงพบว่าสัดส่วนในการคิดคำนวณแบบนี้ต่อให้เรา มีมรดกอันดีเข้ามาก็มีข้อผิดพลาดเช่นเดียวกัน ข้อผิดพลาดนั้นก็คือจำนวนคะแนนเสียงที่เป็น แบบคู่ขนานคิดแยกกันนั้น ทำให้เกิดเก้าอี้ ส.ส. ที่เกินความเป็นจริงต่อคะแนนนิยมของ พรรคการเมืองนั้น ๆ เดี๋ยวตรงนี้นะครับ ทางท่าน ส.ส. ณัฐพงษ์ แล้วก็ ส.ส. ศิริกัญญา จะนำเสนอตัวเลขให้พวกเราได้ดูกัน
เพราะฉะนั้นถ้าเราถอยกลับไปก็แปลว่าเราไม่เรียนรู้อะไรเลยกับข้อผิดพลาด ที่เกิดขึ้น และเหมือนที่ท่าน ส.ว. บางท่านได้อภิปรายนะครับ เราปรับสัดส่วนจาก ๔๐๐ : ๑๐๐ เป็น ๓๗๕ : ๑๒๕ จนมาถึง ๓๕๐ : ๑๕๐ มันต้องมีเหตุผลในการปรับครับ ท่านประธาน แล้วเราจะทิ้งเหตุผลเหล่านั้นไปหรือครับ เหตุผลที่เราพยายามต่อยอด รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ เพราะเราคิดถึงสัดส่วนพึงมี ว่าทำอย่างไรเราจะมี การคำนวณคะแนนที่เป็นธรรม ทำอย่างไรเราจะไม่เสียการถ่วงดุลตรวจสอบในสภา และผมยืนยันครับว่าระบบการเลือกตั้งแบบเอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) นั้น จะทำให้เกิดโพลาไรซ์ (Polarized) ก็คือการแบ่งพรรคการเมืองเป็น ๒ ข้างจริง ๆ เพราะว่าพรรคที่ได้คะแนน เสียงมาก ชนะเขตมาก จะได้คะแนนปาร์ตี ลิสต์ (Party list) มากเกินจริง และพรรค ขนาดกลางและขนาดเล็กจะค่อย ๆ เล็กลง แต่ท่านประธานครับ การยืนยันเพื่อความถูกต้องนี้ กลับทำให้ถูกบิดเบือนว่าพรรคก้าวไกลนั้นกลัวการเลือกตั้งแบบเอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ไม่จริงนะครับ ผมคิดว่าพรรคก้าวไกลพร้อมปรับตัวสู่สนามการเลือกตั้งทุกรูปแบบ แต่เราไม่สบายใจเลยว่าเราจะกลับไปสู่ระบบที่มีข้อผิดพลาดแบบนี้ โดยความเห็นชอบของ รัฐสภาแห่งนี้ได้อย่างไร
ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ตอนนี้ผมพยายามจะผลักดันบรรยากาศ ทางการเมืองในจังหวัดพิษณุโลกให้เปลี่ยนแปลง ตอนนี้ผมไปหาเสียงกลุ่มคนที่เลือก พรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลในตอนนี้ไล่ผมไปประชุมสภา ไม่ให้ผมไปดูเรื่องน้ำประปา สีแดงของเขาแล้ว เขาบอกว่านี่มันหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เวลาที่ผมลงไปพบ พี่น้องประชาชนเขาถามว่ากฎหมายที่สัญญาไว้ตอนเลือกตั้งผลักดันถึงไหนแล้ว รัฐสวัสดิการผลักดันหรือยัง กฎหมายความเท่าเทียมทางเพศผลักดันหรือยัง เขาไม่ได้บอกว่า ช่วยมาดูหลังคาบ้านให้หน่อยนะครับ ท่านประธานนี่คือสิ่งที่เราพยายามจะพัฒนา และเปลี่ยนแปลงแล้ว แล้วนี่คือการทำให้ทำให้หน้าที่ของ ส.ส. เป็น ส.ส. จริง ๆ แต่เหตุผล ที่เราจะกลับไป ๔๐๐ เขตนี้ บอกว่าแล้ว ส.ส. จะได้ดูแลประชาชนได้ทั่วถึงบ้าง ขอโทษ นะครับท่านประธาน ประชากร ๓๕๐ เขต กลายเป็น ๔๐๐ เขต ประชาชนหายไปแค่ ๒๐,๐๐๐ คนเท่านั้นเอง ทุกวันนี้ผมดูแลภรรยา ลูก ๓ คนยังไม่ได้เลย แล้วตอนนี้ให้ผมดูแล คนเป็นแสนคน แล้วบอกว่าให้ทั่วถึงขึ้น เพราะลดให้ผม ๒๐,๐๐๐ คน เหตุผลนี้เป็นเหตุผลที่ ขออภัยนะครับ เป็นเหตุผลที่ผมคิดว่าไม่หนักแน่นพอที่จะมาคุยเรื่องสัดส่วนเลือกตั้งแบบนี้ แล้วถ้าเราไม่ออกแบบระบบให้ดี เราก็จะกลับไปสู่การผิดพลาดที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น มอบบทเรียนให้กับเราได้เรียบร้อยแล้วนะครับ ขอบคุณมากครับ