เฉลิมชัย ชี้เจตนารมณ์เลือกตั้งโดยตรง-ลับ หวังป้องกันปัญหาผู้พิการ-ผู้สูงอายุ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๔

เฉลิมชัย เครืองาม หารือเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของคำว่า "โดยตรงและลับ" ในการเลือกตั้ง ส.ส. โดยเฉพาะในกลุ่มผู้พิการและผู้สูงอายุ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันและป้องกันปัญหาในอนาคต พร้อมเสนอให้ทบทวนข้อความในรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้งแบบกระดาษเพียงใบเดียว ซึ่งอาจขัดกับแนวโน้มการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคต และเรียกร้องให้ปรับปรุงถ้อยคำเพื่อเปิดทางให้กฎหมายสามารถรองรับการพัฒนาระบบการเลือกตั้งในรูปแบบใหม่ได้

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม พลอากาศตรีนายแพทย์ เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมจำเป็นที่จะต้องรอคอยจนกระทั่งถึงเวลานี้ เพราะว่าเป็นผู้ที่ไม่ได้ขอแปรญัตติไว้ เป็นสมาชิกธรรมดาคิวจึงต้องอยู่ในอันดับท้าย ๆ จำเป็นต้องอดทนรอคอย เพราะสิ่งที่ผมจะอภิปรายนั้นคิดว่ามีความจำเป็นเหมือนจะเป็น เรื่องเล็กน้อย แต่คิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ขออนุญาตฝากกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ เห็นบนบัลลังก์บนเวทีมีแล้วนั่งอยู่ท่านเดียวครับ แต่ผมฝากไว้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ประเด็นที่ผมจะอภิปรายนั้นเป็นประเด็น ที่อยู่ในสิ่งที่กรรมาธิการเพิ่มขึ้นมา ผมจะไม่แปรนอกไปจากสิ่งที่กรรมาธิการเพิ่มขึ้นมา เพราะอันนั้นเป็นกติกาที่เราวางเอาไว้ นั่นคือวรรคสองของการแก้ไขมาตรา ๘๓ ตามมาตรา ๓ ของการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๓ ในสิ่งที่กรรมาธิการท่านได้เพิ่มขึ้นมานั้นอยู่ใน วรรคสองผมอ่านเร็ว ๆ ดังนี้ มีสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายแล้วแต่ว่าก็ผ่านไป แต่สิ่งที่ผม จะอภิปรายนั้นจะไม่ซ้ำประเด็นเลย นั่นก็คือประเด็นในวรรคสองที่กล่าวเอาไว้ว่าการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบละ ๑ ใบ ที่จะไม่ซ้ำเลยเป็นดังนี้ครับท่านประธาน คือคำว่า โดยตรงและลับ นั้นผมก็ไม่ได้ขัดข้อง ผมก็เห็นด้วย เพียงแต่ผมอภิปรายเอาไว้เพื่อที่จะให้ บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ ว่าเจตนารมณ์ของถ้อยคำที่เขียนไว้เพิ่มในวรรคสองนั้นจริง ๆ ไม่ได้ พิสดารอะไร มีอยู่แล้วในมาตรา ๘๕ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แต่คำว่า โดยตรงและลับ นั้น เคยมีปัญหา จำเป็นจะต้องเขียนเอาไว้ กล่าวเอาไว้ในที่นี้เพื่อบันทึกเอาไว้ เป็นดังนี้ ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากในรัฐธรรมนูญนั้นเราให้มีกฎหมายลูก คือกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปรากฏว่าในมาตรา ๙๒ ของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นเขียนไว้ว่า ในกรณีของผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ ผู้สูงอายุนั้น ท่านมีความลำบากในการเข้าคูหาแล้ว ไปกาเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เลือก ส.ส. กฎหมายเขียนไว้ว่าให้อนุญาตให้มีเจ้าหน้าที่ ที่ กกต. หน่วยเลือกตั้งนั้นเข้าไปในคูหาด้วยกันกับผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพหรือผู้สูงอายุ บางครั้ง ท่านอาจจะพิการทางสายตา บางครั้งท่านอาจจะพิการไม่มีแขนทั้ง ๒ ข้าง ท่านไม่สะดวก ที่กาเครื่องหมายใด ๆ ลงบนบัตรเลือกตั้ง จำเป็นจะต้องมีเจ้าหน้าที่เข้าไปหรือมีใครเข้าไป ในคูหา ช่วยในการลงคะแนนเลือกตั้ง สิ่งที่ตามมาก็คือปรากฏว่าเคยมีการพิจารณาหรือ คิดกันว่าเรื่องนี้มันจะสอดคล้องกับกฎหมายที่เขียนไว้ว่าโดยตรงและลับหรือไม่ เรื่องนี้เคย มีการส่งศาลรัฐธรรมนูญและวินิจฉัย เพื่อให้วินิจฉัยว่าการกระทำหรือบทบัญญัติในมาตรา ๙๒ ของ พ.รบ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นสอดคล้อง กับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๕ หรือไม่ สมัย สนช. ศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยออกมาว่า การกระทำเช่นนั้นสอดคล้องกับมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เขียนเอาไว้ว่า มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้น เพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพ ได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น หรือเพื่อคุ้มครองอำนวยความสะดวกแต่เด็กและสตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือผู้ด้อยโอกาส ให้สามารถกระทำได้ คือเพื่อให้ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพนั้นสามารถ ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ แม้มีคนเข้าไปในคูหาด้วย ช่วยกาขีดผู้ที่จะเลือก ส.ส. ด้วย แม้กฎหมาย จะเขียนไว้ว่าด้วยโดยตรงและลับ แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นวินิจฉัยว่า เช่นนั้น ถูกต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกล่าวนี้เพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐาน เพื่อให้ แสดงถึงเจตนารมณ์ของมาตรานี้ ในถ้อยคำนี้ให้เข้าใจตรงกัน เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในอนาคต

ถ้อยคำถัดมาที่มีปัญหา และผมฝากกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาวินิจฉัยและ พิจารณาเรื่องนี้ คือถ้อยคำที่ท่านเพิ่มเข้ามา คำว่า โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบละ ๑ ใบ บทบัญญัตินี้ไม่เคยมีเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็ไม่ได้เขียน ในปี ๒๕๕๐ ก็ไม่ได้เขียน ในปี ๒๕๔๐ ก็ไม่ได้เขียน เพราะอะไร เพราะเรากำลังคิดกันว่า เราพยายามที่จะมีพิพัฒนาการวัฒนาการของการเลือกตั้งอาจจะมีการเลือกตั้งแบบ อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งไม่มีบัตรเลือกตั้ง การเลือกตั้ง ส.ส. นอกราชอาณาจักรที่ต่างประเทศ อาจจะใช้วิธีอื่นซึ่งอาจจะไม่ได้ใช้บัตรเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นสิ่งนี้มีความคิดกันอยู่ มีความพยายามกันอยู่ แม้แต่ในกฎหมายเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ผ่านสภาไป คือ พ.ร.บ. ว่าด้วย การออกเสียงประชามติ มีบทบัญญัติ มีหมวดโดยเฉพาะว่าด้วยการออกเสียงลงประชามติ โดยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งไม่ได้ใช้บัตร และแม้แต่วิธีการเลือกตั้ง ส.ส. นี้ กกต. เขาก็คิดกันอยู่ มีการใช้งบประมาณจัดซื้อเครื่องบางส่วนไปแล้ว ทดลองใช้ไปบ้างแล้ว เพื่อให้มีการ ใช้การเลือกตั้งโดยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ เพราะฉะนั้นถ้าท่านเขียนเอาไว้เช่นนี้ หมายความว่า ต่อไปนี้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่สามารถที่จะไปเขียน บทบัญญัติให้มีการเลือกตั้งด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับเรื่องนี้ได้ งบประมาณที่ กกต. ใช้ไปแล้ว จ่ายไปแล้วเป็นร้อย ๆ ล้าน เรื่องนี้เป็นอันว่าล้มพับไป เพราะกฎหมายแม่ เขียนเอาไว้ว่าคือการเลือกตั้งนั้นให้ใช้บัตร ๒ คำว่า บัตร ๒ ใบ มันชัดเจนอยู่แล้วครับว่า ใช้วิธีอื่นไม่ได้ วิธีแก้ คณะกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาพิจารณาตัดถ้อยคำตรงนี้เท่านั้นเอง คือถ้อยคำ คำว่า โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบละ ๑ ใบ เพื่อเปิดช่อง ไว้ในอนาคต เพื่อไปรองรับให้สอดคล้องกับมาตรา ๘๕ ของรัฐธรรมนูญ ที่เขียนไว้ว่ากฎเกณฑ์ หลักเกณฑ์วิธีการต่าง ๆ นั้นให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วหลังจากนั้น กกต. ท่านอาจจะไปคิดวิธีอื่นในการเลือกตั้ง ซึ่ง โลกเขาไปไกลมากแล้ว ต่างประเทศทั่วโลกหลายประเทศเขามีการเลือกตั้งด้วยวิธี อิเล็กทรอนิกส์เราดันกลับถอยหลังไปเขียนรัฐธรรมนูญล็อกเอาไว้เลยว่าให้ใช้บัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ ผมฝากท่านประธานผ่านไปทางกรรมาธิการเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ