รังสิมันต์ สนับสนุนบัตรสองใบ-ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 ที่นั่ง เพิ่มตัวแทนหลากหลาย

รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๔

รังสิมันต์ โรม ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องในการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 83 และ 85 ที่มีถ้อยคำซ้ำจากการย้ายบทบัญญัติ พร้อมเสนอแนวคิดสนับสนุนระบบเลือกตั้งแบบบัตรสองใบและผลักดันให้มี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ 150 ที่นั่ง เพื่อเพิ่มความหลากหลายของตัวแทนในสภา โดยเฉพาะกลุ่มเฉพาะประเด็น เช่น LGBTQ และกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงเสนอปรับปรุงระบบเลือกตั้งให้ทันสมัย สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบัน พร้อมเน้นการเสริมบทบาทท้องถิ่นและเพิ่มประสิทธิภาพของ ส.ส. ในการผลักดันนโยบายและตรวจสอบรัฐบาล เพื่อเสริมความเข้มแข็งของรัฐสภาและลดการทุจริต

นายรังสิมันต์ โรม กรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนจะเริ่ม ในส่วนที่ผมได้สงวนความเห็นเอาไว้ ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตนิดหนึ่งนะครับท่านประธาน เรากำลังพิจารณาในส่วนของมาตรา ๘๓ ซึ่งมันมีจุดหนึ่งที่เป็นจุดสังเกต คือในมาตรา ๘๓ ในวรรคสอง ที่กรรมาธิการได้จัดทำขึ้น ก็มีการระบุถ้อยคำว่าให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนน โดยตรงและลับ ซึ่งถ้อยคำแบบนี้เป็นถ้อยคำที่ดี แต่ความจริงแล้วที่มันมีการเพิ่มเติมตรงนี้มา มาจากในมาตรา ๘๕ ซึ่งได้มีการระบุเอาไว้แล้ว ก่อนหน้านี้กรรมาธิการโยกจากมาตรา ๘๕ มาใส่มาตรา ๘๓ แต่พอกรรมาธิการไปขอแก้เมื่อวานตอนเช้า กลายเป็นว่าเราก็มีถ้อยคำที่ซ้ำกัน ใน ๒ มาตรา ก็ต้องยอมรับครับว่าเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญที่ไม่เรียบร้อยเอาเสียเลย อย่างไรก็ตามในเมื่อมาถึงจุดนี้กันแล้ว ผมก็ขออนุญาตพูดถึงในเนื้อหาสาระที่ผมได้มีการ สงวนความเห็นเอาไว้ ในการสงวนความเห็นในมาตรา ๘๓ ผมได้เขียนไว้ดังนี้ มาตรา ๘๓ สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก จำนวน ๕๐๐ คน ดังนี้

(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน ๓๕๐ คน

(๒) สมาชิกแบบบัญชีรายชื่อซึ่งมาจากการเลือกตั้งพรรคการเมือง จำนวน ๑๕๐ คน

วรรคถัดมาครับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้บัตรเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ๑ ใบ และบัตรเลือกตั้งพรรคการเมือง ๑ ใบ ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใด และยังไม่มีการเลือกตั้ง หรือประกาศชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ ในกรณีมีเหตุใด ๆ ที่ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อมีจำนวนไม่ถึง ๑๕๐ คน ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่

ท่านประธานครับ ในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องของระบบ เลือกตั้งนั้น ผมต้องย้ำอีกครั้งว่าพรรคก้าวไกลเรามีความเห็นว่าระบบเลือกตั้งที่พรรคก้าวไกล สนับสนุน คือระบบเลือกตั้งแบบบัตร ๒ ใบ โดยใบที่ ๑ ใช้สำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต ส่วนใบที่ ๒ ใช้สำหรับเลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลไม่เคยมีความเห็นในการ สนับสนุนบัตรเลือกตั้งใบเดียว อย่างไรก็ตามผมต้องเรียนต่อท่านประธานว่าการเลือกตั้ง ด้วยบัตร ๒ ใบ ไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นต้องใช้วิธีการคำนวณแบบวิธีโบราณที่เรา เคยทำกันมา เราสามารถที่จะเรียนรู้วิธีใหม่ ๆ ได้ ซึ่งในรายละเอียดผมจะอภิปรายต่อไป ในมาตรา ๙๑ หรือบัญชีรายชื่อ ๑๕๐ คนนั้น ผมมีความเห็นว่าตัวเลขนี้มีความเหมาะสมมากกว่าตัวเลข ๔๐๐ : ๑๐๐ คน เหตุว่าในการทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกลุ่มคน ที่หลากหลายในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเปิดโอกาสให้มีตัวแทนของพวกเขาเข้ามาได้มากขึ้น กลุ่มคนที่จะได้รับประโยชน์ทันทีที่จำนวนบัญชีรายชื่อมีมากขึ้น คือกลุ่มคนที่เป็นตัวแทน รายประเด็น ยกตัวอย่างเช่น คนที่เป็นกลุ่มแอลจีบีทีคิว (LGBTQ) กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มคนเหล่านี้ อยู่กระจัดกระจายหลายจังหวัด หากเราไปมุ่งเน้นการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเท่านั้น โอกาสที่ กลุ่มคนเหล่านี้จะเข้ามาแทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้เมื่อคิดเป็นต่อเขตย่อมมี สัดส่วนที่เล็กมาก ดังนั้นเพื่อให้พวกเขาเข้ามา เพราะหากเรานับรวมกันทั้งประเทศพวกเขา มีเป็นล้านคน การขยายให้ระบบบัญชีรายชื่อที่มีมากขึ้นมากกว่า ๑๐๐ คน จึงมีโอกาสที่จะ ให้พวกเขาเข้ามาสู่สภาแห่งนี้ได้มากขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมคิดว่าทำไมการมีบัญชีรายชื่อ ๑๕๐ คน จึงเป็นประโยชน์ที่มากกว่าจำนวนบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ซึ่งในประวัติที่ผ่านมา กลุ่มคนตามที่ผมได้เอ่ยถึงมีโอกาสน้อยมากที่จะเข้ามาในสภา

ท่านประธานครับ เมื่อกลับมาพิจารณาถึงการมีเขต ๔๐๐ คน กับเขตแบบ ๓๕๐ คน ผมต้องเรียนต่อท่านประธานว่าในทางปฏิบัติประชากรที่ลดลงไปต่อเขตที่อ้างกันว่า จะทำให้ ส.ส. กับพี่น้องประชาชนใกล้ชิดกันมากขึ้น หากเรามาทำความเข้าใจโดยใช้ คณิตศาสตร์เข้าไปดู เราจะพบว่าเมื่อคิดเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์แล้ว อัตราที่ลดลงไป แทบไม่มากเลย ผมลองยกตัวอย่าง อย่างนี้ครับท่านประธาน ถ้าเรามีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน ๕๑ ล้านคน หากเราแบ่งออกเป็น ๔๐๐ เขต ประชากรต่อเขตจะคิดเป็น ๑๒๗,๐๐๐ คน หากเราแบ่งเป็น ๓๕๐ เขต จำนวนประชากรต่อเขตจะคิดเป็น ๑๔๕,๗๑๔ คน สัดส่วน แตกต่างกันไม่ถึง ๒๐,๐๐๐ คน จำนวนประชากรที่ ส.ส. เขตต้องเป็นตัวแทนของพวกเขา ในระบบแบ่งเขตแบบ ๔๐๐ คน ก็ยังมากอยู่ดี การดูแลพี่น้องประชาชนในเขตให้มี ประสิทธิภาพ ผมคิดว่าเรามีท้องถิ่นอยู่แล้ว ซึ่งกรณีเช่นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้อง ประชาชนมากกว่า เพราะท้องถิ่นมีอำนาจ มีงบประมาณ การแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน ย่อมสามารถทำได้ดีกว่า ส.ส. เขตที่ทำได้เต็มที่ คือแค่การประสานงานให้หน่วยงานต่าง ๆ เท่านั้น ดังนั้นการแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนระยะยาว จึงต้องอาศัยความเข้มแข็งของ ท้องถิ่นเป็นหลัก ท่านประธานครับ บทบาทของ ส.ส. เขต จึงควรเป็นการเอาปัญหาของ พี่น้องประชาชนมาพูดในสภา ผลักดันกฎหมายให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภารกิจ เหล่านี้คือภารกิจที่สำคัญของพวกเรา บทบาทหน้าที่ของพวกเราคือการช่วยกันดู ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ ผมทราบดีครับท่านประธานว่าทุกข์สุขของพี่น้องในพื้นที่ของท่าน มีความสำคัญ แต่เราต้องยอมรับว่าหากสภาของเราเข้มแข็งเราก็จะมีรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ ไปด้วย ประเภทการไปวิ่งของบประมาณลงพื้นที่ก็อาจจะไม่มีความจำเป็นต่อไป การทุจริต คอร์รัปชันก็จะมีโอกาสน้อยลงไปด้วย เมื่อเรามีการบริหารที่มีประสิทธิภาพ เม็ดเงิน ของประเทศไม่รั่วไหลไปตามช่องทางต่าง ๆ โอกาสที่เม็ดเงินจะลงไปสู่พี่น้องประชาชน ก็จะมีมากยิ่งขึ้น

ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวผมจึงมีความเห็นว่าในการออกแบบ ระบบเลือกตั้งที่ก้าวหน้าไปในอนาคต เราจึงไม่ควรแค่เพียงอาศัยความเคยชินในสิ่งที่เรา ทำ ๆ กันมา ผมเข้าใจดีว่าการเลือกตั้งที่เราเคยใช้เมื่อตอนปี ๒๕๔๐ ที่ให้มี ส.ส. เขต ๔๐๐ คน ส.ส. บัญชีรายชื่อมี ๑๐๐ คน เพื่อนสมาชิกหลายคนอาจจะคุ้นเคยกับวิธีการแบบนี้ แต่ผมคิดว่า การก้าวเดินไปข้างหน้าที่เราถือหลักในการสร้างท้องถิ่นที่เข้มแข็ง การมีส่วนร่วมของพี่น้อง ประชาชนผ่านเครื่องมือต่าง ๆ ที่ทันสมัยในยุคสมัยที่เทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงไปอย่าง รวดเร็ว ไม่มีความจำเป็นอะไรที่เราจะต้องกลับไปใช้วิธีการแบบเดิม และไม่ได้หมายความว่า การกลับไปใช้วิธีการแบบเดิมมันจะดี เพราะสังคมไทยก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะมากแล้ว ผมยืนยันกับท่านประธานครับว่าระบบเลือกตั้ง เมื่อเราเรียนรู้ว่ามันมีข้อผิดพลาดประการใด เราสามารถปรับปรุงอุดช่องโหว่ได้ ระบบเลือกตั้ง ถึงจะมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ระบบเลือกตั้งไม่ใช่วัตถุโบราณที่เราจะต้องเก็บเอาไว้ กอดเอาไว้แน่น ๆ ไม่ให้มีความ เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เพราะหากเราทำแบบนั้นต่อไป เราอาจจะนำพาสังคมไทยไปสู่วังวน แห่งปัญหาที่สังคมไทยเคยประสบมาก็ได้ ก็เรียนท่านประธานครับ ขอบคุณครับ