เพชรชมพู กิจบูรณะ อภิปรายการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยแบ่งเนื้อหาเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่ การเพิ่มสิทธิเสรีภาพของประชาชนและการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการปกครองประเทศ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงเจตนารมณ์และผลกระทบระยะยาวของการแก้ไข โดยสนับสนุนการเสริมสร้างสิทธิในกระบวนการยุติธรรม แต่แสดงความกังวลต่อการตัดบทบัญญัติเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งอาจเปิดช่องให้พรรคการเมืองถูกครอบงำจากบุคคลภายนอกและทำให้การปฏิรูปการเมืองย้อนกลับ ทั้งยังวิพากษ์การแก้ไขมาตรา 144 และมาตรา 185 ที่ลดบทลงโทษและถอดข้อห้ามการแทรกแซงของ ส.ส. และ ส.ว. ต่อการจัดสรรงบประมาณและอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ ว่าขัดกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง และอาจเปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้ ก่อนทั้งนี้ยังตั้งคำถามถึงผู้ได้ประโยชน์จากการแก้ไขแต่ละมาตรา และย้ำถึงความสำคัญของการรักษาเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญเพื่อส่งเสริมการปฏิรูปการเมืองและการต่อต้านการทุจริตอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวเพชรชมพู กิจบูรณะ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ รัฐธรรมนูญที่เรากำลังพิจารณาอยู่ขณะนี้เป็นกฎหมายสูงสุดของ ประเทศที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ ขอบเขต สิทธิเสรีภาพของประชาชน รวมถึงหน้าที่ของ พลเมือง ทั้งนี้ก็ยังเป็นการกำหนดโครงสร้างของประเทศ นี่คือสิ่งสำคัญคือแก่นสาระที่จะ ส่งผลต่อการบริหารประเทศค่ะ และที่สำคัญนะคะจะเป็นการบอกถึงภาระของรัฐ ที่จะต้องจัดสรร อำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงทรัพยากรของรัฐตามสิทธิที่ได้รับรอง ไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยค่ะ ทั้งนี้การแก้ไขในแต่ละครั้งคำถามที่เราจะต้องตั้งแล้วก็ต้องได้รับ คำตอบที่ชัดเจนมี ๒ ประเด็นหลัก ๆ ด้วยกันค่ะ ในประเด็นแรกค่ะ เราจะต้องถามว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้จัดอยู่ในสัดส่วนไหน คือการแก้ไขที่จะเพิ่มสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขโครงสร้างการปกครองของประเทศ แก้ไขระบอบเลือกตั้ง แก้ไขมาตราต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสถาบันการเมือง และที่สำคัญใครจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จาก การแก้ไขครั้งนั้น ๆ ประชาชนหรือว่านักการเมืองคะ ในประเด็นที่ ๒ ค่ะ ที่เราจะต้องถาม และต้องได้รับคำตอบนะคะก็คือการแก้ไขในครั้งนั้น ๆ จะส่งผลกระทบอย่างไรในระยะยาว และการแก้ไขนั้นจะมีความคลาดเคลื่อนไปจากจุดมุ่งหมายจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในฉบับปัจจุบันหรือไม่ค่ะ
ในการพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับนี้ดิฉันก็ได้ศึกษาร่างที่ได้นำเสนอมาทั้งหมด ๑๓ ร่าง ก็ได้พบว่ามีบางร่างที่ขอแก้ไข บางร่างที่ขอเพิ่มเติม แล้วก็บางร่างที่จะเสนอให้ ยกเลิกบางมาตราออกไปทั้งหมดเลยค่ะ รวมทั้งสิ้นก็คือ ๔๕ มาตราด้วยกัน ในการอภิปราย ครั้งนี้ของดิฉันก็ขอแบ่งเป็น ๒ ส่วนหลัก ๆ ด้วยกันค่ะ ในส่วนแรกค่ะก็คือการอภิปรายเพื่อ จะพูดถึงมาตราที่มีความเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน และในส่วนที่ ๒ คือการ พูดถึงมาตราที่มีผลต่อการปกครองของประเทศค่ะ
ในส่วนที่ ๑ ค่ะ การแก้ไขมาตราที่อยู่ในหมวดที่ ๓ ที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิและ เสรีภาพของปวงชนชาวไทย นี่คือสิ่งที่ดีนะคะ เพราะนี่คือการที่รัฐจะรับรองสิทธิเพิ่มเติมให้กับ ประชาชนค่ะ ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างค่ะ การเพิ่มข้อความในมาตรา ๒๙ ให้มีอนุมาตรา เพิ่มขึ้นอีก ๘ ข้อ นี่คือการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่เราทุกคนกำลังมองหา กำลังคาดหวัง ให้เกิดขึ้นค่ะ ยกตัวอย่างนะคะมีการเพิ่มสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปโดยง่าย สะดวก รวดเร็วและทั่วถึง สิทธิของบุคคลที่จะให้คดีของตนได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม แล้วก็มีอีกอย่างหนึ่งค่ะที่ดิฉันก็สนับสนุนเป็นพิเศษนะคะ ก็คือสิทธิของเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ที่จะได้รับความคุ้มครองในการดำเนินกระบวนการพิจารณา คดีอย่างเหมาะสม แล้วก็มีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในคดีที่เกี่ยวกับความรุนแรง ทางเพศ ข้อความทั้งหลายเหล่านี้นะคะก็จะเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การปรับปรุง กฎเกณฑ์ในลักษณะนี้คือสิ่งที่ดี คือการที่จะทำให้สังคมเราเดินก้าวหน้าไปได้ ไม่ใช่ถอยหลัง อย่างที่บางคนกังวลค่ะ ในขณะเดียวกันค่ะท่านประธาน ก็มีอีกหลายมาตราที่อยู่ในหมวด ๓ เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ก็ทำให้ดิฉันมีคำถามว่าจะนำไปสู่การพัฒนาสิทธิและ เสรีภาพของประชาชนอย่างไรคะ การแก้ไขข้อความในมาตรา ๔๕ ว่าด้วยเสรีภาพของ ประชาชนในการรวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมือง จากเดิมข้อความในวรรคสองของมาตรานี้ ได้บัญญัติไว้ว่าจะต้องมีการเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ในการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และการกำหนดมาตรการให้สามารถ ดำเนินการได้โดยอิสระ ไม่ถูกครอบงำ หรือชี้นำโดยบุคคลซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกของ พรรคการเมืองนั้น และต้องรวมถึงมาตรการกำกับดูแลด้วยค่ะที่ไม่ให้สมาชิกของ พรรคการเมืองกระทำการใดที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ท่านประธาน ที่เคารพคะ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในฉบับนี้สิ่งที่ดิฉันได้กล่าวมาทั้งหมดถูกตัดออกค่ะ ไม่เหลือ เลยค่ะ ตามเหตุผลที่ได้ระบุไว้แนบมากับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนะคะก็บอกว่า เพื่อขจัด อุปสรรคการดำเนินการของพรรคการเมือง ซึ่งดูผิวเผินแล้วอาจจะเป็นเรื่องดีนะคะ แต่เรา ต้องมาพิจารณากันด้วยว่าถ้าเกิดตัดความหมาย ตัดถ้อยคำออกไปอย่างนี้แล้วท่านอาจจะ มองว่าเป็นการลดภาระของประชาชน แต่ประชาชนจะเสียประโยชน์อย่างไร ในเมื่อเขา ไม่สามารถจะมีปากมีเสียงในการที่จะกำหนดนโยบายของพรรคการเมือง เขาไม่สามารถ เลือกได้เลยว่าผู้สมัครที่เขาอยากให้ลงในนามพรรคที่จะอยู่ในเขตของเขาจะเป็นใคร และ โอกาสที่พรรคการเมืองนั้นจะถูกครอบงำโดยบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคก็เพิ่มขึ้นไปอีก การแก้ไขในลักษณะนี้ที่ประชาชนเสียประโยชน์อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนะคะ แล้วเราก็ต้องมา พิจารณากันอีกด้วยว่านี่จะทำให้ความมุ่งหมายในการพยายามจะปฏิรูปการเมือง ปฏิรูประบบพรรคการเมืองถอยหลังลงไปหรือเปล่า สุดท้ายแล้วพรรคการเมืองก็จะถูก ครอบงำโดยคนไม่กี่คน คนไม่กี่กลุ่ม ความคาดหวังของประชาชนที่จะเห็นพรรคการเมือง เป็นสถาบันการเมืองก็ลดน้อยลงไปทุกทีค่ะ
ในส่วนที่ ๒ นะคะที่ดิฉันต้องการพูดถึงก็คือมาตราที่มีผลเกี่ยวกับโครงสร้าง การปกครองและการขัดกันแห่งผลประโยชน์ค่ะ ซึ่งจำเป็นต้องพูดเป็นพิเศษก็คือมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ ค่ะ ดิฉันทราบดีว่าท่านสมาชิกหลายท่านได้พูดแล้ว แต่ว่าเรื่องนี้จำเป็นต้อง จำเป็นพิเศษค่ะ มาตรา ๑๔๔ ก็การแก้ไข ลดโทษของ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการที่มีการ แทรกแซงการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินค่ะ จากเดิมถ้าพบว่ามีการแทรกแซงจริง ๆ ส.ส. ส.ว. ท่านนั้นต้องพ้นสมาชิกภาพและถูกตัดสิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้ง ถ้า ครม. เป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง ครม. ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะแล้วก็ถูกตัดสิทธิในการ รับสมัครเลือกตั้งเช่นกันค่ะ นั่นก็หมายความว่าการแก้ไขในครั้งนี้ บทลงโทษใหม่บอกว่า ผลของการแทรกแซงคือคำแปรญัตตินั้นตกลงไป หมายความว่าผู้ที่แทรกแซงไม่ต้อง รับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้นค่ะ ในส่วนของมาตราที่มีความเกี่ยวโยงกันนะคะอยู่ที่มาตรา ๑๘๕ การแก้ไขข้อความที่ตัดข้อห้ามไม่ให้ ส.ส. ส.ว. แทรกแซงการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ออกไป จากเดิมค่ะ มีถ้อยคำว่า ห้ามไม่ให้ ส.ส. ส.ว. ใช้ตำแหน่งหน้าที่ก้าวก่ายการทำงาน เพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น ของพรรคการเมือง ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ข้อความเหล่านี้ตกหล่น ตกหาย ไม่มีปรากฏอีกเลยค่ะ ผลลัพธ์ของการแก้ไข ๒ มาตรานี้ คืออะไร นี่คือการเปิดช่องให้มีการทุจริตคอร์รัปชันมากขึ้นค่ะ นี่คือการเปิดโอกาสให้มีการใช้ หน้าที่ อำนาจ ใช้ตำแหน่งของ ส.ส. เข้าไปก้าวก่ายการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐและเข้าไป แทรกแซงในกระบวนการจัดสรรงบประมาณในแต่ละปี ท่านประธานที่เคารพคะ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้รับการขนานนามว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับปราบโกง แต่การที่เรากำลังแก้ไขกันอยู่ทุกวันนี้ควรจะต้องมาพิจารณาด้วยค่ะว่าเราจะ ทำให้เจตนารมณ์ในการต่อต้านคอร์รัปชันนั้นตกหล่นหายไปหรือไม่ เรากำลังจะส่งเสริมเปิด ช่องทางให้การคอร์รัปชัน การทุจริตเป็นวัฒนธรรมแห่งชาติที่ไม่มีวันแก้ไขสำเร็จอย่างนั้น หรือคะ ดิฉันไม่เห็นด้วยค่ะ
สุดท้ายนี้ค่ะท่านประธาน ดิฉันทราบดีค่ะว่าการออกเสียงว่าจะรับหรือไม่รับ ร่างฉบับไหนเป็นเอกสิทธิ์เด็ดขาดของท่านสมาชิกแต่ละท่าน แต่ดิฉันก็อยากจะให้ทุกท่าน ได้พิจารณาตามคำถามที่ดิฉันได้ตั้งไว้ในข้างต้นนะคะก็คือ ๑. การแก้ไขในแต่ละมาตรานั้น ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ ประชาชนหรือว่านักการเมือง แล้วก็ ๒. การแก้ไขในแต่ละมาตรา สุดท้ายแล้วผลประโยชน์ ผลกระทบ ความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญตกไปหรือไม่ ดิฉันก็มี ความคาดหวังนะคะว่าถ้ามีการรับร่างบางฉบับเข้าไปและอยู่ในขั้นกรรมาธิการ ข้อห่วงกังวล ของดิฉัน คำอภิปรายในวันนี้ของดิฉันจะถูกนำไปพิจารณาโดยท่านคณะกรรมาธิการ แล้วก็ ต้องช่วยกันรักษาไว้ซึ่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการพัฒนาการเมือง ปฏิรูปพรรคการเมือง และก็ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันให้หายไปจากประเทศไทยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ