รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๔

ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ เพื่อแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน แต่แสดงความไม่เห็นด้วย โดยอ้างว่าการแก้ไขจะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศด้านการต่อต้านคอร์รัปชันไม่ดี และจะก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอขอความเห็นชอบต่อรัฐสภา ซึ่งกระผม มีความเห็นที่จะขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ ดังนี้

ท่านประธานที่เคารพครับ ในฐานะที่กระผมได้เคยปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงาน ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นเวลานานพอสมควร และได้มีโอกาสไปร่วม ประชุมกับนานาอารยประเทศที่เกี่ยวกับการต่อต้านคอร์รัปชันมาอย่างต่อเนื่อง ขอกราบเรียนว่า ทุกประเทศมีความเห็นตรงกันว่าการคอร์รัปชันซึ่งเป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศที่ส่งผล กระทบต่อความเจริญของประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจและทางสังคมเป็นอย่างมากมีสาเหตุ สำคัญมาจากเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐในทางที่มิชอบ กล่าวคือ ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคม และก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมมาก ด้วยเหตุนี้รัฐสมาชิกสหประชาชาติจึงได้มีมติ เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๓๙ หรือเมื่อ ๒๕ ปีมาแล้วครับ กำหนดมาตรฐานจริยธรรมของ เจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อให้เป็นแนวทางให้รัฐภาคีนำไปกำหนดเป็นมาตรฐานจริยธรรมของ เจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีหลักการที่สำคัญ ๓ ประการครับ คือประการที่ ๑ ต้องปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประโยชน์สาธารณะ มีความซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายหรือนโยบายบริหาร อยู่เสมอ ประการที่ ๒ ไม่พึงให้การปฏิบัติเป็นพิเศษต่อกลุ่มหรือบุคคลใดโดยไม่สมควร และประการที่ ๓ ไม่พึงใช้อำนาจหน้าที่ของตนในทางมิชอบ

ต่อมาในปี ๒๕๔๖ รัฐภาคีสหประชาชาติได้ให้ความเห็นชอบต่อสิ่งที่เรา เรียกว่าอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชัน หรือยูเอ็นซีเอซี ๒๐๐๓ (UNCAC 2003) ซึ่งได้บัญญัติในข้อ ๗ ให้รัฐภาคีรับหลักการนี้และเสริมสร้างระบบงาน ที่โปร่งใส และป้องกันการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนร่วม และในข้อ ๘ ได้กำหนดให้นำมาตรฐานจริยธรรมสากลตามมติในปี ๒๕๓๙ ดังกล่าวมาเป็นแนวทาง การปฏิบัติโดยให้เป็นหลักการพื้นฐานในกฎหมายภายในของแต่ละประเทศนะครับ ด้วยเหตุนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จึงได้มีการอนุวัติ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติดังกล่าวด้วยการบัญญัติเรื่องการขัดกันระหว่างประโยชน์ ส่วนตัวกับประโยชน์ส่วนรวมไว้ในหมวด ๑๒ การตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ ส่วนที่ ๒ การกระทำการขัดกันแห่งผลประโยชน์ มาตรา ๒๖๕ ถึงมาตรา ๒๖๙ และนอกจากนั้น ตามหลักการเดียวกันนี้ รัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้บัญญัติ ในหมวด ๘ เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ มาตรา ๑๘๔ ถึงมาตรา ๑๘๗ โดยเฉพาะ ในมาตรา ๑๘๕ บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ใช้สถานะหรือ ตำแหน่งหน้าที่กระทำการใด ๆ อันมีลักษณะเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ ของตนเอง ของผู้อื่น และของพรรคการเมือง ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมในเรื่องที่ กำหนดไว้ ๓ เรื่องด้วยกันครับ คือ ๑. การปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการประจำ ๒. การทำให้ ตนมีส่วนร่วมในการใช้งบประมาณ และ ๓. การบริหารงานบุคคลของข้าราชการ เว้นแต่เป็น การดำเนินการในกิจการของรัฐสภา นอกจากนั้นได้บัญญัติห้ามไว้ในมาตรา ๑๔๔ วรรคสอง มิให้สมาชิกรัฐสภาเสนอแปรญัตติหรือกระทำการใด ๆ ที่มีผลให้ตนเองมีส่วนใช้งบประมาณ รายจ่ายทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ซึ่งข้อบัญญัตินี้ก็ตรงกับลักษณะการขัดกันแห่ง ผลประโยชน์ประการหนึ่งคือการนำโครงการสาธารณะลงในพื้นที่เลือกตั้งเพื่อประโยชน์ทาง การเมือง เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วการเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๔๔ และ มาตรา ๑๘๕ เป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาบางคน บางส่วน สามารถเข้ามาก้าวก่าย หรือแทรกแซงการปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง รวมทั้งพรรคการเมือง อันเป็นการใช้อำนาจเป็นการไปเอาเปรียบผู้อื่น ซึ่งขัดต่อหลักปฏิบัติระหว่างประเทศได้ นอกจากนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน ๒ มาตรานี้เป็นการขัดต่อบทบัญญัติในอนุสัญญา สหประชาชาติซึ่งประเทศไทยเราในฐานะรัฐภาคีต้องอนุวัติกฎหมายตามมติขอสหประชาชาติ ที่กระผมได้กราบเรียนให้ทราบแล้ว อันจะเป็นผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศในด้าน การต่อต้านคอร์รัปชันให้ด้อยลงในสายตาของมิตรประเทศ ตลอดจนทำให้ขาดความเชื่อถือ ศรัทธาในการดำเนินงานการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากการปฏิบัติงานที่ไม่มีธรรมาภิบาล ขาดความโปร่งใสและเปิดช่องในกฎหมายที่ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบจากการใช้ อำนาจของรัฐที่ไม่ถูกต้องและเป็นธรรม อีกทั้งจะก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมด้วย ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้กระผมจึงยังไม่เห็นด้วยกับหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ และ มาตรา ๑๘๕ ขอบพระคุณครับ