พลเดช ปิ่นประทีป เสนอแนวทางเสริมสร้างประชาธิปไตยทั้งในพรรคการเมืองและภาคประชาชน โดยชี้ว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๑๓ ฉบับส่วนใหญ่เน้นผลประโยชน์ของนักการเมือง ซึ่งสวนทางกับแผนปฏิรูปประเทศ และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งนำร่างที่เกี่ยวกับประโยชน์ของประชาชนมาประกบเพื่อพิจารณาต่อไป
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายพลเดช ปิ่นประทีป สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมเองไม่ค่อยแน่ใจครับว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอ ทั้ง ๑๓ ญัตติ หรือแม้แต่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาทั้งฉบับว่ามันจะสามารถแก้ไข หรือว่าซ้ำเติมปัญหาสถานการณ์ความแตกแยกทางสังคมที่ดำรงอยู่นะครับ รวมทั้งผมเอง ก็สงสัยว่าแผนปฏิรูปประเทศด้านการเมืองที่คนกลุ่มหนึ่งกำลังดำเนินการกันอยู่นั้นจะเกิด ผลสัมฤทธิ์ได้อย่างไร ผมขอใช้โอกาสนี้ในการสื่อสารอธิบายสิ่งที่ผมกำลังเผชิญหน้าอยู่ ณ หน้างานแห่งนี้นะครับ เพื่อให้พี่น้องประชาชนและภาคีเครือข่ายทั่วประเทศที่กำลัง ติดตามอยู่ได้รับรู้รับทราบว่าในฐานะของ ส.ว. คนหนึ่งผมกำลังคิดและตัดสินใจกระทำการ อย่างไรนะครับ
ประการแรกครับในเรื่องของแผนปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ในฐานะ ส.ว. โดยส่วนตัวผมผมร่วมเป็นกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงมีภารกิจในการที่จะต้องติดตาม เสนอแนะและเร่งรัดการดำเนินงานตามแผนปฏิรูป ประเทศด้านการเมืองอยู่ด้วยนะครับ ผมจะขออนุญาตแสดงแง่คิดมุมมองไปบนกรอบของ การดำเนินงานขับเคลื่อนแผนปฏิรูปประเทศด้านการเมืองเป็นสำคัญครับ ในแผนปฏิรูป ประเทศด้านการเมืองมีเนื้องานที่สำคัญอยู่ ๒ อย่างเท่านั้นครับ อย่างที่ ๑ มุ่งทำให้ พรรคการเมืองเป็นประชาธิปไตย ประการที่ ๒ มุ่งทำให้ประชาชนเป็นพลเมืองนะครับ
ในอย่างแรกนั้นมุ่งเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นภายใน พรรคการเมืองทุกพรรค ทั้งพรรคเก่า พรรคใหม่ พรรคใหญ่ พรรคเล็ก ให้สมาชิก มีความสำคัญและมีบทบาท ไม่ใช่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับนายทุนพรรคหรือกลุ่มผู้บริหารพรรค เท่านั้นนะครับ ในเรื่องนี้เรามี พ.ร.บ. พรรคการเมืองและ พ.ร.บ. การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือ มี กกต. เป็นกลไกกำกับกติกานะครับ ส่วนอย่างหลังนั้นมุ่งเสริมสร้างจิตสำนึกสาธารณะ และความตื่นตัวกระตือรือร้นในทางการเมืองของประชาชนทุกหมู่เหล่า ซึ่งในเรื่องนี้มี ภาคประชาชนโดยสภาประชาสังคมไทย ๗๗ จังหวัด เขาได้รวบรวมรายชื่อ ๑๔,๖๐๐ รายชื่อ เสนอร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยส่งมาถึง ประธานรัฐสภาเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๖๓ ครับ ก็รอแต่ร่างของรัฐบาลจะ เข้ามาประกบเท่านั้นครับ ท่านประธานครับเมื่อผมได้นำหลักการแนวคิดของ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้ง ๑๓ ฉบับมาทาบกับภารกิจการปฏิรูปการเมืองตามแผน การปฏิรูปประเทศ ผมค่อนข้างหนักใจครับ เพราะมันสวนทางกัน
ประการที่ ๒ ผมขออนุญาตวิเคราะห์ข้อเสนอการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๑๓ ฉบับจาก ส.ส. ๔ กลุ่ม มีความเกี่ยวข้องกับสารัตถะที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ จำนวน ๑๐ หมวด ๕๑ มาตรา เมื่อวิเคราะห์ข้อเสนอทั้งหมดผมพบว่ามีส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ผลประโยชน์ของประชาชนโดยตรงนะครับ มีจำนวน ๕ ฉบับ ๑๘ มาตรา ได้แก่ ฉบับที่ ๒ ฉบับที่ ๖ ฉบับที่ ๗ ฉบับที่ ๘ และฉบับที่ ๑๒ ครับ ส่วนที่เหลืออีก ๘ ฉบับนั้นเป็นเรื่อง อำนาจและผลประโยชน์ของนักการเมือง ชาวบ้านไม่ค่อยเกี่ยวนะครับ ได้แก่ ฉบับที่ ๑ ฉบับที่ ๓ ฉบับที่ ๔ ฉบับที่ ๕ ฉบับที่ ๙ ฉบับที่ ๑๐ ฉบับที่ ๑๑ และฉบับที่ ๑๒ ครับ
ในกลุ่มของข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์โดยตรงของประชาชน มีฉบับที่ ๒ มีข้อเสนอในเรื่องของการขยายสิทธิคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลนะครับ ให้รวมไปถึงสิทธิและเสรีภาพตามพันธสัญญาและกติการะหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็น ภาคีอยู่ด้วย รวมทั้งเรื่องของสิทธิของจำเลย มีเรื่องของการห้ามนิรโทษกรรมแก่ผู้ทำ รัฐประหารเพิ่มเข้ามาด้วย ฉบับที่ ๖ เป็นเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมและยุทธศาสตร์ชาติ ฉบับที่ ๗ เป็นเรื่องที่รัฐต้องจัดให้ประชาชนได้รับรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า เรื่องนี้ผมถือว่า ในแง่ของการลดความเหลื่อมล้ำก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจทีเดียวนะครับ เรื่องนี้ควรจะ พิจารณาควบคู่ไปกับเรื่องอื่นก็คือเรื่องของภาษีความมั่งคั่งที่เรียกว่าเวลท์แท็กซ์ (Wealth Tax) จะทำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นฉบับที่ ๘ เป็นเรื่องของการคุ้มครองสิทธิบุคคล ในกระบวนการยุติธรรม สิทธิชุมชนสิทธิผู้บริโภค และเรื่องที่ดินทำกิน ฉบับที่ ๑๒ เป็นเรื่อง ของอำนาจท้องถิ่นและการกำกับดูแลทั้งหมด ๕ ฉบับเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของ ประชาชนนะครับ
ทีนี้มาอีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ของ นักการเมือง ในข้อเสนอญัตติทั้งหมดนะครับมี ๘ ฉบับ เมื่อผมเปรียบเทียบกับหลักการ แนวคิดและทิศทางของการปฏิรูปประเทศในด้านการเมืองที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่สวนทางกันโดยสิ้นเชิงครับ เท่าที่ผมพอสรุปได้ผมจะสรุปเป็น ๔ ลักษณะครับ
ลักษณะที่ ๑ เป็นเรื่องของการเอื้อพรรคใหญ่และสนองนายทุนพรรค อันนี้ จะสวนทางกับแนวคิดแนวทางในการทำให้พรรคการเมืองเป็นประชาธิปไตยจากภายใน พรรคครับ
ลักษณะที่ ๒ เป็นเรื่องของการยกเลิกระบบการเลือกตั้งขั้นต้น หรือที่เรียกว่า ไพรมารีโหวต (Primary Vote) นะครับ อันนี้ก็เป็นการตัดบทบาทและอำนาจของประชาชน ออกไปเลยนะครับหมายถึงว่าประชาชนในที่นี้หมายถึงมวลสมาชิกพรรค สาขาพรรค และ ตัวแทนพรรคประจำจังหวัดอันเป็นโครงสร้างฐานรากขององค์กรพรรคการเมืองนะครับ อำนาจที่สำคัญจึงจะถูกรวบไว้ที่ผู้บริหารพรรคและนายทุนพรรคเท่านั้น อันนี้ก็สวนทางกับ แนวคิดการปฏิรูปการเมืองเช่นกันครับ
ลักษณะที่ ๓ การลดปาร์ตีลิสต์ (Party list) กีดกันพรรคเล็ก อันนี้ดูผิวเผิน อาจจะเข้าใจยากสักนิดสำหรับประชาชนทั่วไปแต่ถ้าศึกษาพัฒนาการของระบบปาร์ตีลิสต์ (Party list) ในเมืองไทยตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ อย่างที่ท่าน ส.ว. สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ท่านอภิปรายไว้เมื่อวานนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ก็จะทำให้เข้าใจทิศทางและเป้าหมายได้ไม่ยากครับ กล่าวคือว่า เป้าหมายของการพัฒนาการเมืองไทยนั้นเป้าหมายอยู่ที่การทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบัน การเมืองที่มีศักยภาพในการทำงานนิติบัญญัติในระดับชาติส่วนการดูแลเรื่องสารทุกข์สุขดิบ ของประชาชนเป็นบทบาทของการเมืองท้องถิ่นครับ ดังนั้นระบบปาร์ตีลิสต์ (Party list) ของ เราจึงมีแนวโน้มไปตามพัฒนาการแบบนี้นะครับจาก ๔๐๐ : ๑๐๐ มาเป็น ๓๗๕ : ๑๒๕ และปัจจุบันอยู่ที่ ๓๕๐ : ๑๕๐ นะครับ ดังนั้นถ้าหากว่าจะให้สอดคล้องกับแผนปฏิรูป ประเทศด้านการเมืองสัดส่วนของปาร์ตีลิสต์ (Party list) ควรจะพัฒนาจากวันนี้ ๓๕๐ : ๑๕๐ น่าจะไปสู่ ๓๐๐ : ๒๐๐ นะครับ หรืออาจจะคงไว้ที่ ๓๕๐ : ๑๕๐ ตามเดิม ก็ได้ครับ แต่ไม่ใช่ถอยหลังกลับไปที่ ๔๐๐ : ๑๐๐ อย่างที่ทุกฉบับเสนอมานะครับ
ส่วนใครที่ต้องการจะดูแลทุกข์สุขของประชาชนท่านสามารถไปแสดงบทบาท นั้นที่การเมืองในระดับท้องถิ่นครับ ซึ่งถ้าทำอย่างนั้นได้ก็จะทำให้ท้องถิ่นแข็งแรงและมี ศักยภาพเต็มที่มากขึ้นครับ นอกจากนั้นในระบบบัตร ๒ ใบกับบัตร ๑ ใบ ผมเองเห็นด้วยกับ สิ่งที่ท่าน ส.ส. พรรคก้าวไกลได้เสนอมาเมื่อสักครู่นะครับ ซึ่งหมายความว่าแทนที่เราจะถอย กลับไปที่ระบบปี ๒๕๔๐ ซึ่งก็มีปัญหาวิกฤติอีกแบบหนึ่งนะครับ ผมเห็นด้วยกับการใช้ระบบ เอ็มเอ็มพี (MMP) ครับ
ลักษณะที่ ๔ เปิดทางนักการเมืองประพฤติมิชอบ อันนี้ก็เกี่ยวข้องกับ มาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ เป็นเรื่องการจัดการงบประมาณ การแทรกแซงการทำงาน ของข้าราชการฝ่ายประจำ แล้วก็ผลประโยชน์ทับซ้อนนะครับ ซึ่งเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา ได้อภิปรายไปมากแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ ในเรื่องของการลงมติในการรับหลักการในวาระที่ ๑ กระผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งผมจะพิจารณาเนื้อหาสาระข้อเสนอทั้ง ๑๓ ญัตติ ด้วยดุลพินิจที่เป็นอิสระแล้วครับ ผมจะยึดประโยชน์ประเทศเป็นหลัก ไม่มีอคติต่อร่างใด กลุ่มใด พรรคใด ไม่เกี่ยวกับว่าใครเป็นฝ่ายค้าน หรือใครเป็นฝ่ายรัฐบาล หรือว่าคนที่ เสนอนั้นเสนอขายแบบกระโชกโฮกฮากหรือแบบนิ่มนวลนะครับ ส่วนผลการลงมติ ในภาพรวมออกมาอย่างไร เสียงส่วนใหญ่เอาอย่างไรผมเอาด้วย แล้วก็เคารพและยินดีที่จะ ร่วมดำเนินการอย่างเป็นระเบียบแบบแผนต่อไปครับ ขอบคุณท่านประธานครับ