สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 272 และมาตรา 256 เน้นการเปิดทางให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสันติและเป็นประชาธิปไตย พร้อมเสนอแนวทางการลงมติเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองและป้องกันวิกฤตสังคมที่อาจรุนแรงขึ้นในอนาคต
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้วันที่ ๒๔ มิถุนายน ย้อนหลังกลับไปเมื่อ ๘๙ ปีที่แล้ว เป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง สำหรับผมถือว่าเป็นเรื่องของการต่อสู้เรื่องแนวคิดในเรื่อง ของการเมืองการปกครอง และในที่สุดก็เปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบการปกครอง แบบประชาธิปไตย อย่างที่ท่านประธานเห็นในปัจจุบัน ผ่านมา ๘๙ ปี การต่อสู้เรื่องแนวคิด ทางการเมืองเป็นเรื่องธรรมดาครับ ยังไม่จบ วันนี้ประเทศไทยของเราก็เหมือนกับ หลายประเทศทั่วโลก เรามีทั้งประชาธิปไตย เสรีนิยมแบบสุดขั้วที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลง ในเรื่องของโครงสร้างในสังคมนี้ เรามีประชาธิปไตยแบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งก็ไม่อยากที่จะ เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก แต่ในขณะเดียวกันเราก็มีประชาธิปไตยแบบปฏิรูปซึ่งไม่หวัง ที่จะเห็นความรุนแรงเกิดขึ้น แต่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ทุกฝ่ายยอมรับกันได้ เรื่องของรัฐธรรมนูญก็เช่นเดียวกันครับ แนวคิดก็มีทั้งกลุ่มที่ไม่อยากที่จะแก้ไขอะไรเลย และแนวคิดที่ต้องการที่จะแก้ไข แต่สำหรับผมเป็นคนหนึ่งครับ ผมรับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มา แต่ผมเห็นว่าถึงเวลาหนึ่งความเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ครับ ในเมื่อเราพบปัญหาเราก็ต้อง นำไปสู่การแก้ไขครับ ผมยอมรับว่าถึงจุดหนึ่งต้องมีการแก้ไข แต่ประเด็นของการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นเป็นประเด็นที่เรากำลังถกกันอยู่ในปัจจุบัน ประเทศไทย ๘๙ ปีมีรัฐธรรมนูญ มาแล้วถึงฉบับปัจจุบันที่บังคับใช้ ๒๐ ฉบับ เฉลี่ย ๔ ปีกว่าต่อฉบับ และมีการแก้ไขสำเร็จ มาแล้ว ๒๒ ครั้ง สำหรับบางคนอาจจะเห็นว่านี่คือปัญหาของรัฐธรรมนูญ แต่สำหรับผม ผมเห็นว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาครับ แนวคิดในประเทศประชาธิปไตยต้นแบบอย่างอเมริกา ก็ยังมีปัญหาการบุกแคปปิตอลฮิล (Capitol Hill) มาแล้ว เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เราต้อง ยอมรับ แต่เราจะประคับประคองสังคมของเราให้เปลี่ยนแปลงไปสู่จุดที่ทุกคนสามารถที่จะ อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และไม่มีความรุนแรงอย่างไรเท่านั้น รัฐธรรมนูญที่เสนอแก้ไขกันมา ทั้ง ๑๓ ฉบับนี้ ผมเรียนท่านประธานครับว่าก็จะแบ่งออกเป็นของพรรคพลังประชารัฐ ๑ ฉบับ เป็นของพรรคร่วมรัฐบาล ๓ พรรคทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และ พรรคชาติไทยพัฒนา ๘ ฉบับ เป็นของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ๔ ฉบับครับ ใน ๑๓ ฉบับที่เรา พิจารณากันอยู่นี้ ถ้าจะแบ่งเป็นประเด็นใหญ่ ๆ ก็จะมีเรื่องของระบบเลือกตั้ง มีเรื่องของการ เข้าสู่ตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี คือมาตรา ๒๗๒ และเรื่องของมาตรา ๒๕๖ ๓ เรื่องนี้ต้อง ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ครับ นอกนั้นก็จะเป็นเรื่องของการขยายสิทธิของประชาชน เป็นเรื่องของ การกระจายอำนาจ เป็นเรื่องของการเพิ่มสวัสดิการของประชาชนอย่างที่ร่างของ พรรคภูมิใจไทยเสนอ อีก ๒ ฉบับที่จะจัดกลุ่มก็เป็นเรื่องของกลไกป้องกันรัฐประหารและ เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ผมเรียนท่านประธานว่าเรื่องของการขยายสิทธิซึ่งแยกออกเป็นร่าง ในรายประเด็นแล้วหรือเรื่องของการเพิ่มสวัสดิการประชาชนไม่น่าเป็นปัญหาที่เรามี ความเห็นขัดแย้งกันครับ แม้ว่าบางฝ่ายจะบอกว่านี่เสมือนกับเป็นไม้ประดับ เป็นเหมือนกับ เป็นโรยหน้า แต่การทำที่เป็นไม้ประดับที่เป็นโรยหน้านี้ เป็นการเพิ่มสิทธิประชาชน นี่เป็น โลกที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปครับ ผมคิดว่าเราไม่น่ามีปัญหา กลไกป้องกันรัฐประหารสำหรับผม ผมคิดว่าเป็นประเด็นน่าสนใจเพราะใน พ.ศ. นี้ รัฐประหารอาจไม่ใช่เป็นทางออกของ ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตอีกต่อไป เช่นเดียวกับเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งถึงจุดหนึ่งก็ต้องมีความเปลี่ยนแปลง แต่ปัญหาการโหวตในวันนี้ของหลายคนก็จะอยู่ที่ระบบ เลือกตั้งครับบางคนบอกว่าคนที่เขียนระบบเลือกตั้งอาจจะมีความต้องการที่ทำเพื่อประโยชน์ ของตนเอง หรือของพรรคการเมืองของตนเอง แต่ผมชี้ข้อเท็จจริงให้ท่านประธานเห็นครับว่า การเลือกตั้ง ๕ ครั้งหลังสุด ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ตอนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ถึงปัจจุบันปี ๒๕๖๐ ๕ ครั้งหลังเราใช้การเลือกตั้งมาแล้ว ๔ ระบบครับ ใน ๔ ระบบนี้มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็มีการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาครั้งหนึ่งเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้ง แล้วก็มาเปลี่ยนแปลงเมื่อปี ๒๕๖๐ คนที่เคลื่อนไหวอยู่นอกสภาบางคนที่จะไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญก็เคยลงมติแก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญเรื่องระบบเลือกตั้งมาแล้วในรัฐสภาแห่งนี้ครับ เพราะฉะนั้นผมจึงมองว่าการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเรื่องระบบเลือกตั้งเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเรา เห็นว่ามันมีปัญหาเราก็เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ผมจึงเรียกร้องสมาชิกรัฐสภาว่าเรารับร่างนี้ เข้าไปแล้วนำไปสู่เรื่องของการแก้ไขระบบเลือกตั้งได้ แต่ประเด็นที่เป็นปัญหามี ๒ ฉบับ ซึ่งเกี่ยวเนื่องครับ ๑. ก็คือเรื่องของมาตรา ๒๗๒ เรื่องของวุฒิสมาชิก ผมเรียนท่านประธาน ก่อนว่าผมเองก็ไม่สบายใจที่เราเห็นการปะทะกันด้วยวาทะก็ดีหรือไม่สบายใจที่เห็น มีความขัดแย้งกันเกิดขึ้นในสภานี้ระหว่างฝ่ายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับฝ่ายวุฒิสภาผมอยู่ ในสภานี้มา ๗ สมัย ๒๘ ปี เคยทำงานร่วมกับวุฒิสมาชิกหลายชุดทั้งที่มาจากระบบเลือกตั้ง และที่มาจากระบบแต่งตั้ง สิ่งที่ผมเห็นก็คือประสบการณ์ของเพื่อนสมาชิกจากวุฒิสมาชิกนั้น มีอยู่ในทุกชุดของสมาชิกวุฒิสภาครับ อำนาจหน้าที่ที่เขามีเรื่องการเป็นสภากลั่นกรองเราก็ เห็นมาทำกฎหมายกัน แต่เมื่อถึงจุดที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เขียนเรื่องอำนาจในการเลือก นายกรัฐมนตรี ผมก็มองว่าในจุดแรกในฐานะคนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผมรับได้ แต่เมื่อผ่าน มาถึงจุดหนึ่งผมว่าแก้ไขได้ครับ และการแก้ไขนี้ก็ไม่ใช่ใช้เหตุผลในเชิงของการรังเกียจกัน แต่ถ้าวันนี้ท่านยังตัดสินใจเรื่องมาตรา ๒๗๒ ไม่ได้ ทางออกหนึ่งก็คือไปรับการแก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ครับ เพื่อที่จะทำให้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังจากแก้ มาตรา ๒๕๖ นั้น มติในการแก้ไขจะไม่ผูกกับสัดส่วนของวุฒิสมาชิก ของ ส.ส. ฝ่ายค้าน หรือของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลนี้ต่อไป ถ้าวันนี้ไม่รับมาตรา ๒๗๒ ท่านรับมาตรา ๒๕๖ ไปแก้ ในส่วนนี้ ในอนาคตถ้ามีคนเสนอแก้มาตรา ๒๗๒ ท่านก็จะไม่ถูกกล่าวหาว่าเป็นการรับ หรือไม่รับเพื่อตนเองอีกต่อไป นั่นก็เป็นทางออกหนึ่งครับ ซึ่งท่านสามารถจะตัดสินใจได้ เพราะฉะนั้น ๓ ส่วนสำคัญ ก็คือร่างที่ว่าด้วยมาตรา ๒๗๒ มาตรา ๒๕๖ และเรื่องของระบบ เลือกตั้งมีอยู่ครบใน ๘ ฉบับของพรรคร่วมรัฐบาล ๓ พรรค คือพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนา แต่ถ้าท่านจะรับเพิ่มเติมมากกว่านั้นไปอีก ท่านสามารถจะรับจากร่างซึ่งมีการเสนอเป็นรายประเด็นได้อยู่แล้ว ประเด็นมีอันเดียว เท่านั้นครับตอนนี้ ซึ่งผมฟังเพื่อนสมาชิกคุยกันนอกห้องก็คือร่างของพรรคพลังประชารัฐ ด้วยความเคารพในความคิดเห็นของทุกฝ่ายท่านเสนอฉบับเดียวแต่มีครบทุกประเด็นที่ท่าน เขียนไว้รวมถึงมาตรา ๑๔๔ กับมาตรา ๑๘๕ ซึ่งต้องยอมรับว่าขณะนี้เป็นกระแสอยู่ภายนอก และสมาชิกในห้องรัฐสภานี้หลายท่านก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการแก้ไขทั้ง ๒ มาตรานี้ ผู้นำรัฐบาลสำคัญ ๒ ท่านได้ส่งสัญญาณชัดเจนเช่นเดียวกันว่ามาตรา ๑๔๔ มาตรา ๑๘๕ นั้น ท่านก็ไม่เห็นด้วย คำถามมีอยู่ว่าถ้าวันนี้เรารับร่างของพรรคพลังประชารัฐไปด้วย การแก้ไข มาตรา ๑๔๔ มาตรา ๑๘๕ ในชั้นกรรมาธิการวาระที่ ๒ ทำได้หรือไม่ จะเป็นการแก้ไข ที่ขัดต่อหลักการซึ่งเป็นขัดต่อข้อบังคับการประชุมของรัฐสภาหรือไม่ นี่เป็นประเด็นที่เราต้อง คิดครับ แต่ถ้าหากว่าสมมุติพรรคพลังประชารัฐ ในร่างของท่านนั้นเราเกรงปัญหาข้อนี้ แต่เราต้องการเรื่องแก้ไขระบบเลือกตั้ง ร่างของทั้ง ๓ พรรคร่วมก็มีอยู่และสามารถที่จะ นำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้
สิ่งที่ผมเสนอนี้ผมเสนอไว้เพื่อว่าการที่จะลงมติในช่วงของเย็นวันนี้หรือค่ำ วันนี้ เราจะได้เห็นทิศทางของการที่จะลงมติได้ชัดเจนขึ้น ถ้าเรามองข้ามปรากฏการณ์ ความขัดแย้งในรัฐสภานี้ออกไป แล้วก็เอาความเปลี่ยนแปลงซึ่งจะต้องเกิดขึ้น แล้วให้ทุกฝ่าย อยู่ร่วมกันได้ การลงมติในวันนี้ผมคิดว่ามีทางออกครับ เป็นการเสนอทางออกเพื่อรัฐธรรมนูญ อย่างน้อยที่สุดเป็นการอยู่ร่วมกันได้ในแนวความคิดทั้ง ๓ ฝ่าย ไม่ว่าจะประชาธิปไตยเสรี นิยมสุดขั้ว ประชาธิปไตยอนุรักษ์นิยม หรือประชาธิปไตยแบบปฏิรูป แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรลงไป เลย นั่นคือการสะสมความขัดแย้งครับ แล้วสังคมไทยพร้อมที่จะยอมรับ การสะสมความขัดแย้งซึ่งวันหนึ่งมันจะระเบิดแล้วก็กลายเป็นความเปลี่ยนแปลงชนิดที่ รุนแรงกว่านี้ ผมคิดว่าถึงจุดนั้นเราคงรับไม่ได้ ก็ฝากแนวคิดนี้ไว้สำหรับเพื่อนสมาชิก ในรัฐสภา และฝากสิ่งนี้ไปถึงพี่น้องประชาชนให้ร่วมกันขบคิด ร่วมกันเพื่อสังคมไทยครับ ขอบพระคุณครับ