ปดิพัทธ์ อภิปรายค้านร่างแก้รัฐธรรมนูญ ชี้ไม่แก้โครงสร้างการเมือง-ปิดสวิตช์

รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๔

ปดิพัทธ์ สันติภาดา อภิปรายคัดค้านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญระบบเลือกตั้งแบบคู่ขนาน โดยชี้ว่าไม่แก้โครงสร้างการเมืองแต่กลับส่งเสริมผลประโยชน์ของรัฐบาลและปิดสวิตช์ ส.ว. พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาการคิดคะแนนสัดส่วนที่ไม่ถูกต้อง การแทรกแซงองค์กรอิสระ รวมถึงการดูดก๊วนรวมขั้วที่ส่งผลเสียต่อเสถียรภาพทางการเมือง ปดิพัทธ์ สันติภาดา เสนอทางเลือกในการปฏิรูปเลือกตั้งโดยคงระบบปี ๒๕๔๐ แต่แก้ไขสัดส่วนและใช้บัตรสองใบ หรือให้ประชาชนพิจารณาระบบ MMP โดยไม่เสนอเป็นร่างกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้สภาเปิดพื้นที่รับฟังความคิดใหม่เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมือง

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

เรียนประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล ขออภิปรายให้ความเห็นต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องของระบบ การเลือกตั้งที่เสนอโดยหลายท่านด้วยกัน โดยมีเนื้อหาใกล้เคียงกัน คือให้ใช้ระบบเลือกตั้ง แบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งในหลักวิชาการเราเรียกว่าเป็นระบบมิกซ์ เมมเบอร์ เมจอร์ริตี (Mixed Member Majority) เอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) คิดคะแนนแบบคู่ขนาน ก่อน การอภิปรายในวันนี้ผมอยากชวนสภาแห่งนี้และพี่น้องประชาชนได้จดจำว่าวันที่ ๒๔ มิถุนายน ปี ๒๔๗๕ ซึ่งเคยเป็นวันชาติของประเทศไทย ถ้าไม่มีเหตุการณ์ในครั้งนั้นเราจะ ไม่มีสิทธิในการเลือกตั้งและการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ตั้งแต่วันนั้น ๘๙ ปี ยังจะไปต่อ แม้จะยังยากมากแต่เราจะเดินทางไปด้วยกันจนกว่าเราจะมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เอาเข้า จริงจากการอภิปรายในสภาตลอดทั้งวันเมื่อวานนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่ามาตราต่าง ๆ ที่พรรค พลังประชารัฐเสนอแก้ไขนั้นไม่ได้ไปแก้ไขที่ปัญหาโครงสร้างการเมืองที่บิดเบี้ยวเลย เอาข้อดี บางประการมาปกปิดมาตราที่สำคัญกว่านั้น และกลับยิ่งส่งเสริมผลประโยชน์ของรัฐบาลในระบอบของประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ใช่ ประชาชน โดยเฉพาะการเสนอในมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ และเมื่อมาบวกกับ การเสนอแก้ไขระบบการเลือกตั้งโดยไม่เป็นปิดสวิตช์ ส.ว. สภาแห่งนี้และประชาชนเลยดู ออกไม่ยากว่างานนี้หวังจะกินทั้งงบประมาณ กินอำนาจในพื้นที่ กินอำนาจในการเลือก นายกรัฐมนตรี งานนี้กินรวบเบ็ดเสร็จ ประชาชนทั้งประเทศเขาดูออกนะครับ มูมมามเกินไป หรือเปล่า

ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาผมอยากพูดถึงบริบททางสังคมหน่อยนะครับว่าตอนนี้ นอกห้องประชุมนั้นประชาชนเกิดคำถามเกิดความกังวล เกิดความไม่เชื่อมั่นว่าเรากำลังทำ อะไรกันอยู่ การเดินหน้าผลักดันให้ประชาชนจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่คืบหน้า ตีตก ถ่วงเวลาสารพัดรูปแบบ หรือถ้าจะทำก็ไปกำหนดตรงนั้นตรงนี้แก้ได้ แก้ไม่ได้ สารพัดวิธีที่จะ ไม่ให้อำนาจของประชาชน แต่เมื่อมีโอกาสที่จะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญก็กลับเสนอ หลายมาตราหลายประเด็นจนประชาชนสับสน ยอมรับกันตรงไปตรงมากันเถอะครับว่า การเสนอแก้กติกาการเลือกตั้งโดยไม่ปิดสวิตช์ ส.ว. นั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของตัวเองทั้งสิ้น และที่น่าเสียใจก็คือเมื่อจะคุยเรื่องกติกาการแข่งขันกัน ผู้เล่นที่มีส่วนได้ส่วนเสียกลับมา เถียงกันเรื่องระบบการเลือกตั้งเสียเอง จึงไม่น่าแปลกใจที่ประชาชนตำหนิสภาว่าเราทำ เพื่อประโยชน์ของใครกันอยู่ พรรคก้าวไกลถูกกล่าวหาว่าไม่ต้องการที่จะให้มีการแก้ไขกติกา การเลือกตั้งเพราะกลัวจะแพ้นะครับ ผมเรียนยืนยันอย่างนี้ว่าผมและเพื่อน ๆ อดีตพรรค อนาคตใหม่เข้าสู่สนามการเลือกตั้งด้วยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ รู้ทั้งรู้ว่าเป็นกติกาที่เขียนมา เพื่อพรรคที่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของ คสช. ไม่ใช่แค่กติกาที่ไม่เป็นธรรมเท่านั้นแต่ เป็นการใช้อำนาจรัฐเอาเปรียบเราทุกรูปแบบ แต่เราก็ตัดสินใจแข่งเพราะเราไม่รู้ว่าเราจะ ลงคะแนนให้กับพรรคไหนที่เป็นตัวแทนอุดมการณ์และนโยบายที่เราต้องการ เราตั้งพรรค ขึ้นมาและเราพร้อมสู้ในทุกกติกา ผมฟังสัมภาษณ์ของแกนนำพรรครัฐบาลที่บอกว่า รัฐธรรมนูญนี้ออกแบบมาเพื่อพวกเรา แต่เราก็ตัดสินใจเข้าสู่สนามนี้และได้รับความไว้วางใจ จากประชาชน และเรายืนยันว่าระบอบการเลือกตั้งปี ๒๕๖๐ ตั้งแต่วันแรกที่เรามีพรรคนั้น ระบอบเลือกตั้งนี้ไม่ได้มีมาตรฐาน ไม่โปร่งใส ไม่ยุติธรรม และต้องการการเปลี่ยนแปลง แต่สภาของเราลืมสิ่งที่สำคัญที่สุด ว่าไม่ว่าเราจะเลือกตั้งด้วยระบบอะไรก็แล้วแต่ ส.ว. ๒๕๐ คน กกต. และศาลรัฐธรรมนูญยังอยู่ เพราะฉะนั้นการแก้ไขระบบการเลือกตั้งโดย ไม่แก้ไของคาพยพของ คสช. ที่กำกับและมีผลต่อการเลือกตั้ง นี่ไม่ใช่ข้อเสนอที่เป็นความจริง เลยแม้แต่นิดเดียว อย่างไรก็ตามเมื่อพรรคก้าวไกลต้องให้ความเห็นต่อระบบการเลือกตั้ง ผมในฐานะของ ส.ส. เขตและรอบหน้าก็จะลงลงสมัครในระบบเขตอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ ชาวพิษณุโลกพิจารณาใหม่และผมเป็นกรรมาธิการพัฒนาการเมืองซึ่งได้หารือกับนักวิชาการ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนมาตลอด ๒ ปี ผมสรุปได้ว่าระบบการเลือกตั้งเราไม่ควรเริ่ม คุยกันด้วยเรื่องของเทคนิค แต่จะต้องเริ่มคุยกันบนหลักการใหญ่ ๆ ๓ ประการด้วยกัน

ประการแรกคือระบบการเลือกตั้งที่ดีจะต้องสะท้อนเสียงของประชาชน ให้ได้มากที่สุด ต่อให้ไม่ใช่ในอุดมคติก็ตามแต่ต้องมีความพยายามที่จะใกล้เคียงมากที่สุด

หลักที่ ๒ ก็คือต้องสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมของพรรคการเมือง ทุกพรรค เปิดโอกาสให้มีความริเริ่มและพัฒนาพรรคการเมืองและ

ประการสุดท้าย ระบบการเลือกตั้งที่ดีจะสร้างความเข้มแข็งให้ พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองในระยะยาว เพราะเหตุนี้เองการกลับไปใช้ระบบ การเลือกตั้งแบบปี ๒๕๔๐ แต่ไปสอดไส้อยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ (ฉบับแก้ไข) ผมจึงเข้าใจ เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากเป็นความต้องการที่จะกินรวบสภาแห่งนี้ เป็นภาคต่อของ กระบวนการสืบทอดอำนาจผ่านละครปาหี่ที่เรียกว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ผมเห็นด้วย กับผู้อภิปรายหลายท่านว่าระบบการเลือกตั้งปี ๒๕๔๐ นั้นดีที่สุดเท่าที่ผ่านมา และแน่นอน ชอบทำกว่าการเลือกตั้งพิสดารของ ปี ๒๕๖๐ แน่นอน แต่ผมขอเสนอต่อสภาและพี่น้อง ประชาชนว่าเราทำระบบการเลือกตั้งให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ โดยการแก้ไขจุดอ่อนที่เราเรียนรู้ ผ่านการเลือกตั้งตลอด ๒๐ ปีที่ผ่านมา และเราต้องเตือนตัวเองว่าเราหลงลืมอะไรไป หรือเปล่า รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ นั้นออกแบบจากบริบทของความล้มเหลวทางการเมือง หลายด้าน การเมืองไม่มีเสถียรภาพรัฐบาลผสมที่อ่อนแอบริหารประเทศไม่ได้ เราจึงมี การปฏิรูปการเมืองและเราทำได้ดีหลายอย่างนะครับ และ ๑ ในนั้นก็คือกติกาการเลือกตั้ง แบบเอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) เลือกตั้งแบบคู่ขนานใช้บัตร ๒ ใบ ใบหนึ่งเลือก ส.ส. เขต อีกใบหนึ่ง เลือกพรรคเพื่อให้ได้ ส.ส. ปาร์ตีลิสต์ (PartyList) ระบบนี้ทำให้เกิดสิ่งที่ดีมาก คือเกิดการ แข่งขันเชิงนโยบายและเกิดรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ แต่ก็เหมือนกับทุกเรื่องครับ เมื่อทดลองใช้ ไปแล้วมันก็มีบทเรียนหลายด้านที่เรายังต้องปรับปรุง จุดอ่อนใหญ่ที่สุดของระบบ การเลือกตั้งแบบคู่ขนานปี ๒๕๔๐ คือจำนวน ส.ส. ที่แต่ละพรรคได้นั้นเบี่ยงเบน ไม่สอดคล้องกับผลคะแนนเสียงของประชาชน จากการวิจัยของนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ การเลือกตั้งในปี ๒๕๔๘ พรรคอันดับ ๑ ได้คะแนนเสียง ๕๕.๔๙ เปอร์เซ็นต์ แต่ได้จำนวน ส.ส. มากถึง ๗๗.๕๐ เปอร์เซ็นต์ เกินมา ๒๒ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน ส่วนพรรค การเมืองที่ได้อันดับ ๒ ได้คะแนนเสียง ๒๔.๙๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ได้จำนวน ส.ส. เพียงแค่ ๑๗.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น น้อยกว่าที่ควรจะได้ ๗.๔๕ เปอร์เซ็นต์ ผมอยากเชิญชวนสมาชิกลองดู เอกสารประกอบการพิจารณาที่ทุกท่านได้รับตอนนี้ในหมวด ๓ หน้า ๕ จากการวิจัยของ สำนักวิชาการของสภาเรา วิเคราะห์การเลือกตั้งในกติกาของปี ๒๕๔๐ คือ ๓ ครั้ง ในปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๘ แล้วก็ปี ๒๕๕๐ การเลือกตั้งส.ส. เขตในปี ๒๕๔๔ พรรคอันดับ ๑ ได้จำนวน ส.ส. ๒๐๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๕๐ แต่มาจากคะแนนเสียงเพียงแค่ร้อยละ ๒๔.๘๒ เท่านั้น พรรคที่ได้อันดับ ๒ ๙๗ ท่านที่เข้ามาได้มาจากร้อยละ ๒๔.๒๕ แต่มาจาก คะแนนเสียงเพียงร้อยละ ๑๓.๗๖ ผมไม่ได้บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ดีเสียทีเดียว เพราะ ตอนนั้นเราต้องการระบบการเมืองแบบ ๒ พรรคใหญ่ มีความต้องการเห็นสถาบันการเมือง แบบนั้น แต่ท่านประธานครับผมเองก็เห็นด้วยแล้วก็ไปโหวตให้กับการเลือกตั้ง ตอนนั้นด้วย แต่ถ้าเราใช้งานไปแล้ว ๓ ครั้ง เห็นชัด ๆ ว่าสัดส่วนคะแนนไม่ถูกต้อง และเราไม่ เรียนรู้ผลการใช้งานของระบบการเลือกตั้งที่ผ่านมาเลย เขามีแต่การจะพัฒนาระบบเลือกตั้ง ไปข้างหน้า แต่เรากลับย้อนกลับไปทั้งที่ข้อเท็จจริงชัดเจนแบบนี้ ผมคิดว่าผู้ที่เสนอร่างนี้ต่อ ประชาชนตอบประชาชนไม่ได้นะครับว่าผู้เสนอนั้นซ่อนความคิดอะไรกันอยู่ คะแนนที่เกินมา หลายสิบเปอร์เซ็นต์ อันนั้นเป็นฝันหวานของพรรคการเมืองขนาดใหญ่หรือเปล่าที่จะเป็น โอกาสในการกินรวบสภา เอาการเห็นแก่ประชาชนและการแก้รัฐธรรมนูญเล็ก ๆ น้อย ๆ มา เป็นข้ออ้าง ผมและพรรคก้าวไกลไม่สามารถรับหลักการในเรื่องนี้ได้

นอกจากปัญหาในการคิดคะแนนสัดส่วนที่ไม่ถูกต้องแล้ว ยังมีปัญหาตามมา ในเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุล มีการแทรกแซงองค์กรอิสระและ ส.ว. จากการเลือกตั้ง พรรคการเมืองเกิดการดูดก๊วนรวมขั้วของพรรคต่าง ๆ จนเสียสมดุลของการตรวจสอบที่มี ประสิทธิภาพทั้งภายในรัฐบาลเองและในสภาผู้แทนราษฎร สุดท้ายกลายเป็นข้ออ้างของการ ปฏิวัติรัฐประหาร จนประเทศถูกแช่แข็งมา ๑๕ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ประวัติศาสตร์แบบนี้ เราจะกลับไปจริง ๆ หรือครับ

ท่านประธานครับ เวลาที่เราคิดถึงระบบการเลือกตั้ง เราควรจะคิดถึงระบบ การเลือกตั้งที่นำสังคมไปข้างหน้า โดยเอาระบบการเลือกตั้งปี ๒๕๔๐ ที่เป็นมรดกที่ดี เก็บเอาไว้ แล้วเอาข้อบกพร่องซึ่งประกอบไปด้วยสัดส่วนเก้าอี้ ส.ส. ที่ไม่สอดคล้องกับ คะแนนเสียงของประชาชนและปัญหาในการตรวจสอบถ่วงดุลถ้าเราไม่ปรับปรุง ๒ เรื่องนี้ ทั้ง ที่มันชัดเจนแบบนี้ เราตอบประชาชนไม่ได้ ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจที่จะใช้สิทธิในการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นผมเรียนท่านประธานและพี่น้องประชาชนแบบนี้ครับ โจทย์ที่ ๑ ในการ ออกแบบการเลือกตั้งที่จะพาประเทศไปสู่อนาคตได้เราจะต้องหาระบบที่ปิดจุดอ่อนของการ เลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ให้ได้ สร้างระบบการเลือกตั้งด้วยบัตร ๒ ใบ ใบที่ ๑ เลือกคนที่รักเป็น ส.ส. เขต ใบที่ ๒ เลือกพรรคที่ชอบให้เป็น ส.ส. ในระบบปาร์ตีลิสต์ (Partylist) และได้จำนวนสัดส่วนของ ส.ส. ตรงตามเสียงของประชาชนมากที่สุด ส่วนโจทย์ที่ ๒ เราไม่ได้คิดถึงการเลือกตั้งในรูปแบบของคณิตศาสตร์เท่านั้น แต่เราต้องออกแบบการ เลือกตั้งโดยเอาโจทย์ของสังคมไทยในปัจจุบันและอนาคตมาเป็นตัวตั้ง เพื่อเป็นการออกแบบ และคิดถึงสังคมที่เราใฝ่ฝันเห็นร่วมกัน โจทย์ของการเมืองไทยในวันนี้ไม่เหมือนกับปี ๒๕๔๐ นะครับ ประเด็นเรื่องของรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ ประเด็นของการตรวจสอบถ่วงดุลยังคง สำคัญอยู่ แต่โจทย์ในปัจจุบันและในอนาคตมันชัดเจนยิ่งกว่าชัดเจน คือการต่อสู้ระหว่าง อำนาจเก่าและอำนาจใหม่ ความคิดเก่ากับความคิดใหม่ ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในการ เปลี่ยนผ่านรัชสมัย ยังหาจุดลงตัวไม่ได้ เราเห็นการขยายอำนาจของกองทัพ มีการย้าย กำลังพลออกจากกลไกรัฐปกติ มีการขยายตัวของรัฐราชการรวมศูนย์ ขยายอำนาจของทุน ผูกขาด ทำทุกวิถีทางที่ให้อำนาจที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนนั้นเข้มแข็งขึ้น ตรึงขยายพื้นที่ อำนาจในการครอบครองทรัพยากรของประเทศนี้ กดทับและคุกคามอำนาจของประชาชน และอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง คนหนุ่มสาวและประชาชนจำนวนมากแสดงออกถึงความฝันที่เกินกว่าเพดานทางการเมือง เก่า ๆ ไปไกลแล้ว แต่กลับถูกคุกคามจับกุมด้วยข้อหาร้ายแรง ประชาชนไม่มีอำนาจในการ ต่อรอง ในการที่จะมีสิทธิในการมีชีวิตที่ดีและปลอดภัย เห็นชัดจนตาสว่างทั้งแผ่นดินจาก สถานการณ์โควิด (COVID) ทุกมิติ ระบบการเลือกตั้งที่ดีจึงต้องตอบโจทย์นี้ให้ได้ครับ ท่านประธาน เพื่อให้โลกเก่ากับโลกใหม่ได้มาปะทะกันอย่างสันติในสภาแห่งนี้ เปิดพื้นที่ ทางการเมืองให้สามารถผนวกรวมเอาตัวแทนของประชาชนคนไทยทุกคนเข้ามาได้ ไม่ว่าจะมี อุดมการณ์ทางการเมืองใหม่ ๆ ความฝันใหม่ ๆ ที่โลกใบเก่าไม่อยากได้ยิน มากกว่าคิดจะแค่ รวบอำนาจไว้เป็นแบบเดิม สภาของเราก็จะไม่สามารถเป็นเวทีของการแสวงหาฉันทามติได้

พรรคก้าวไกลขอเสนอในสภาแห่งนี้และให้ประชาชนพิจารณานะครับ เราไม่ได้เสนอเป็นร่างเข้ามาเพราะเราคิดว่าประชาชนจะต้องเป็นคนพิจารณาเรื่องนี้เอง คือ ระบบแบบเอ็มเอ็มพี (MMP) ครับ ขอสไลด์ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

เอ็มเอ็มพี (MMP) ที่เราเสนอไม่ใช่ระบบกลายพันธุ์แบบคุณมีชัย แต่เป็นเอ็มเอ็มพี (MMP) จริง ๆ ที่ใช้ ในหลายประเทศ เช่น เยอรมัน นิวซีแลนด์ และถูกแนะนำโดยกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ชุดของคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ สะท้อนเสียงของประชาชนให้ได้มากขึ้น มีความพยายาม ที่จะใกล้เคียงและอยู่ในระบบการเลือกตั้งที่หลักการที่ดี รายละเอียดมีมากนะครับ แต่ผมขอ แค่เสนอหลัก ๆ เพื่อให้ต่อยอดจากปี ๒๕๔๐ ได้ ให้สภาผู้แทนราษฎรจำลองความ หลากหลายของประชาชนในประเทศไทยเพื่อการเสนอและพิจารณากฎหมาย การตรวจสอบ การดำเนินงานของฝ่ายบริหารจะมีเสียงสะท้อนของประชาชนทุกคนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้ามา ในสภาแห่งนี้ บัตร ๒ ใบเหมือนกันครับ ใบที่ ๑ เลือก ส.ส. เขต ใบที่ ๒ เลือกพรรค โดยเอา คะแนนการเลือกพรรคทั้งหมดไปคิดเป็นสัดส่วนของ ส.ส. ที่แต่ละพรรคพึงมีในสภา ถ้าพรรค เอ (A) มีคะแนนเสียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้มาลงคะแนน ก็จะได้ ส.ส. ทั้งหมด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ในสภา คิดอย่างตรงไปตรงมา โกงด้วยสูตรคำนวณไม่ได้ พรรคที่ชนะด้วยบัตร ใบที่ ๑ ของเขตเลือกตั้งก็ได้จำนวน ส.ส. เข้ามาตามเขตที่ชนะ และเมื่อยังไม่ครบตามจำนวน ของ ส.ส. พึงมีก็ให้นำ ส.ส. บัญชีรายชื่อตามลำดับมาเติมให้เต็ม ถ้าเรากลับไปใช้ จากแผนภาพนี้กลับไปใช้การเลือกตั้งแบบปี ๒๕๔๐ จะมีปรากฏการณ์แบบนี้คือ มี ส.ส. มากเกินจริงของพรรคใหญ่เข้ามาในสภา แต่ถ้าเรากำหนดสัดส่วนที่เป็นธรรมเอาไว้การ ตรวจสอบถ่วงดุลและความหลากหลายเราจะเห็นผลเรื่องนี้ชัดเจนขึ้นในการเลือกตั้งแบบ เอ็มเอ็มพี (MMP) หลักการง่าย ๆ มีเพียงแค่นี้ครับ รายละเอียดเราไปคุยกันต่อได้ ถ้าเรา ไม่เห็นด้วยกับการที่จะมีพรรคเล็กมากเกินไปในสภาเราก็มากำหนดคะแนนเสียงขั้นต่ำกันว่า คะแนนเสียงขั้นต่ำที่เป็นธรรมว่านี่คือตัวแทนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งคือเท่าไร เรื่องนี้ ในระยะยาวจะไม่เกิดขั้วการเมืองแบบที่เราประสบพบปัญหาในปี ๒๕๔๐ และทำให้สภาของ เรานั้นเหมาะสมสำหรับโลกในยุคใหม่ทั้งปัจจุบันและในอนาคต

ท่านประธานครับ นี่คือข้อเสนอของพรรคก้าวไกลที่อยากจะฝากให้กับทาง รัฐสภาแห่งนี้ได้พิจารณา ผมขอเสนอและเรียกร้องให้รัฐสภาได้ปฏิเสธร่างของพรรค พลังประชารัฐที่ส่อเจตนาร้ายแรงในการกินรวบสภาแห่งนี้ และคว่ำในวาระที่ ๑ ผมเรียกร้อง ให้รัฐสภา ในเมื่อเราพิจารณาผ่าน พ.ร.บ. ออกเสียงประชามติไปเรียบร้อยแล้ว เราควร ผลักดันและคืนอำนาจให้กับประชาชน ให้ ส.ส.ร. เป็นผู้ออกแบบระบบการเลือกตั้งให้พวก เรามาแข่งกัน ท่านประธานครับ มีเพียงแต่ ส.ส.ร. เท่านั้นที่การหารือถกเถียงของเจ้าของ อำนาจตัวจริงจะทำให้กติกาการเลือกตั้งนี้ชอบธรรม ประชาชนจะพูดได้ว่ากติกาการเลือกตั้ง นี้ออกแบบมาเพื่อเรา ไม่น่าอับอายเหมือนกับที่พรรครัฐบาลพูด และผมเชื่อมั่นเต็มร้อยว่า เมื่อ ส.ส.ร. ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ มีอิสระ มีเสรีภาพ ไร้การบงการ ไร้การแทรกแซง เราจะมี รัฐธรรมนูญที่ดีกว่าฉบับปี ๒๕๔๐ และแน่นอนเป็นระบบการเลือกตั้งที่ดีกว่าปี ๒๕๔๐ แน่นอนครับ ขอบคุณครับ