ไพบูลย์ นิติตะวัน อภิปรายเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 5 ประเด็น 13 มาตรา โดยอ้างหลักการแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพรรคพลังประชารัฐและสนับสนุนการใช้บัตรสองใบในระบบเลือกตั้ง พร้อมย้ำจุดยืนการแก้ไขมาตรา 144 และ 185 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส. ในการพิจารรงบประมาณ และยืนยันความตั้งใจที่บริสุทธิ์ใจ พร้อมรับฟังข้อกังวลจากสมาชิกทุกฝ่ายเพื่อสร้างความร่วมมือที่สร้างสรรค์ ทั้งยังย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อความถูกต้อง เป็นธรรม และประโยชน์ของประชาชนสูงสุด
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมขออภิปราย ปิดในฐานะที่เป็นผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ที่ลงนามโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๑๑๐ ท่าน ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่พรรคเสนอนั้น ก็อย่างที่เคยกราบเรียนไว้ว่าเป็นร่างที่จัดขึ้นโดยใช้หลักแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ของเพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อที่จะให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปตามความเห็นของเพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นเราจึงนำร่างที่พูดคุยกันในที่ประชุมของกรรมาธิการศึกษา ปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญนำมายกเป็นร่างขึ้น ๕ ประเด็น ๑๓ มาตรา
ท่านประธานครับ ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรก็มี การพิจารณา วิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ กันอย่างมากมาย จนกระทั่งนำไปสู่ การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ผมในฐานะเป็นผู้รับร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผมก็ได้แจ้งต่อเพื่อนสมาชิกว่าผมรับ โดยหลักการทั้งร่าง แต่ก็มีหลายประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วย ประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วยนั้น ผมไม่เห็นด้วยโดยสุจริตครับ สุจริตใจว่าหลายเรื่องการที่รัฐธรรมนูญร่างโดยคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญนั้น ผมว่ามีอคติมากเกินไป ท่านร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะที่เอาความรู้สึก ของตัวเองที่มองในมิติเดี่ยว จนกระทั่งไปทำให้ผู้ที่ต้องได้รับผลจากการที่ท่านร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นมีปัญหาในการทำหน้าที่ คือผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นนักกฎหมาย ผมก็เป็น นักกฎหมาย ไม่มีใครวิเศษกว่ากัน ดังนั้นท่านร่างมาผมก็มีส่วนเห็นด้วย ผมก็สนับสนุน ส่วนไม่เห็นด้วยผมก็เสนอแก้ ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอมานั้น ผมพูดตรง ๆ ครับ ผมคำนึงถึงท่านเพื่อนสมาชิก ส.ส. เป็นหลัก เพราะท่านเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยที่มาจาก การเลือกตั้ง ดังนั้นทุกท่านทั้ง ๔๐๐ กว่าท่านในที่นี้ท่านก็ผ่านการเลือกตั้ง ต้องสัมผัสกับ ประชาชน ต้องไปพบกับประชาชน มีปัญหาทุกข์ร้อนของประชาชน ท่านต้องรับรู้มาโดย หาทางที่จะแก้ไขเยียวยาให้กับประชาชน แต่ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญไปสร้างอุปสรรคขึ้น หลายประการ แล้วก็ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ถ้าเรายัง ไม่สามารถที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อที่จะปลดล็อกให้เราเข้าไปช่วยเหลือประชาชนไม่ได้ เราจะ เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยได้อย่างไรครับ ดังนั้นเมื่อรับภารกิจเรื่องนี้ ผมจึงเห็นด้วยกับเพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะมาจากพรรคซีกฝ่ายค้าน หรือพรรคซีกรัฐบาล ว่าเราต้อง แก้รัฐธรรมนูญครับ ในประเด็นที่เราเห็นตรงกันว่าแก้ไขไปเพื่อสร้างให้เกิดหนทางที่ถูกต้อง ดังนั้นร่างของพรรคพลังประชารัฐจึงนำเสนอ ๕ ประเด็น
ประเด็นแรก เป็นประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไปเขียน สิทธิเสรีภาพในหมวดว่าด้วยกระบวนการยุติธรรม ท่านไปเขียนไว้นิดเดียวครับ เราก็ต้อง เสนอให้เขียนให้มากขึ้น ครอบคลุมขึ้นเพื่อที่จะให้เป็นประโยชน์กับท่านประชาชน นี่ปรากฏ อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่พรรคพลังประชารัฐเสนอ ระบบเลือกตั้งก็แน่นอนครับ พรรคพลังประชารัฐถูกกล่าวหาตลอดว่าได้ประโยชน์จากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ดังนั้นเพื่อที่จะแสดงความจริงใจและจริงจัง เมื่อเพื่อนสมาชิกเห็นว่าระบบเลือกตั้ง ตามแบบปี ๒๕๔๐ ซึ่งใช้บัตร ๒ ใบนั้น มีความเหมาะสมมากกว่า เราก็เห็นด้วยครับ เพื่อให้ เดินหน้าไป เพราะว่าในส่วนผมนั้นผมก็ได้สอบถามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ที่ท่านไปสัมผัสกับประชาชน ประชาชนอยากได้บัตร ๒ ใบโดยเหตุเดียวครับท่านประธาน เพราะว่าการได้บัตร ๒ ใบก็มีสิทธิขึ้นมา ๒ ใบที่จะเลือก ใบหนึ่ง ส.ส. เขต อีกใบหนึ่ง ส.ส. บัญชีรายชื่อ ก็เป็นการใช้สิทธิที่มีถึง ๒ ใบ ก็คือ ๒ ครั้ง ท่านประชาชนก็พอใจครับ เพราะได้ สิทธิมากขึ้น มากกว่าบังคับให้ใช้บัตรใบเดียว ถ้าได้บัตร ๓ ใบยิ่งดี แต่มันไม่มีระบบเลือกตั้ง บัตร ๓ ใบ ก็ต้องใช้บัตร ๒ ใบ ดังนั้นผมก็จึงเห็นด้วย แล้วก็คุยกับเพื่อนสมาชิก พรรค พลังประชารัฐเราก็จึงเสนอให้แก้ไขบัตรเลือกตั้งเป็น ๒ ใบ แต่ผมก็ผิดหวังครับ ผมเห็นการอภิปรายของท่านสมาชิกวุฒิสภาที่ท่านมาจากการแต่งตั้ง ท่านอภิปรายอย่างกับท่านรู้เรื่องการเลือกตั้งดีเหลือเกิน บางครั้งผมฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ทั้ง ๆ ที่ผมเป็นอดีตสมาชิกวุฒิสภาซึ่งไม่ผ่านการเลือกตั้งมาเหมือนกัน ผมอยากจะเรียนว่า ประชาชนท่านรู้ดีครับ ท่านรู้ว่าท่านจะเลือกอะไร อย่าไปดูถูกประชาชนครับ ประชาชน ที่ท่านออกเสียงลงคะแนน ดังนั้นถ้ากลไกจะเป็นบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ หรือแม้จะใบเดียว ผมไม่ได้ว่าอะไรทั้งสิ้น ท่านต้องให้สิทธิของประชาชนที่ท่านออกเสียงลงคะแนนทั้งหลาย สิบล้านท่าน ออกเสียงเลือกพรรคที่ท่านเห็นชอบ เลือก ส.ส. ที่เหมาะสม ท่านสมาชิกวุฒิสภา บางท่านที่ท่านก็มี ๑ เสียงเท่ากับผม ท่านแสดงความคิดเห็นก็เป็นสิทธิของท่านล่ะครับ เป็นสมาชิกรัฐสภา แต่ช่วยคำนึงถึงความรู้สึกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้ที่ต้องปฏิบัติ โดยตรงด้วย อย่าพูดแต่ด้านเดียวนะครับ ผมเคยอยู่ทั้ง ๒ ด้านผมเข้าใจครับ ถ้าผมจะพูดถึง ปัญหาของการมาของสมาชิกวุฒิสภาแล้วพูดได้เป็นวันครับท่านประธาน ดังนั้นการเสนอให้ แก้ไขระบบเลือกตั้งบัตร ๒ ใบ ตามที่พรรคพลังประชารัฐเสนอนั้น เป็นการเสนอเพื่อที่ให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอตัวให้ประชาชนได้เลือกอย่างสง่างาม ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งท่านสุทิน ผมขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านก็ได้อภิปรายนำเสนอประเด็นในเรื่องเหล่านี้ไปแล้ว ซึ่งผมเห็นด้วยกับท่านอย่างยิ่งทุกอย่างนะครับ เราทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรด้วยกัน เราเข้าใจซึ่งกันและกันว่าต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชนต้องให้ประชาชนมีสิทธิเลือกเราได้ อย่างเต็มที่ ท่านประธานครับ เรื่องบัตรเลือกตั้งนั้นพรรคพลังประชารัฐสนับสนุนบัตร ๒ ใบ ด้วยเหตุว่าเป็นความถูกต้อง เป็นการให้สิทธิกับท่านประชาชนเพิ่มขึ้น ได้เลือก ๒ ใบ แล้วการคิดคะแนนนั้นคิดคะแนนให้ชัดครับ บัตรใบเดียวคิดว่าผู้สมัครชอบคนไหนก็เลือก บัตร ๒ ใบ บัตรใบที่ ๒ เลือกพรรคก็เลือกพรรค ก็คำนวณไป เมื่อประชาชนท่านชอบ พรรคไหนให้คะแนนกันมาแล้วคำนวณได้ ส.ส. เท่าไรก็แยกกันไป ในเขตก็แยกกันไป ก็เป็น ระบบที่ถูกต้องแล้ว อย่าไปใช้วิธีอ้างว่า ๒ ใบแล้วใช้เอ็มเอ็มพี (MMP) คำนวณสัดส่วนอะไร ต่าง ๆ ผมเคยเป็นกรรมาธิการในสมัยท่านอาจารย์บวรศักดิ์ ขนาดผมเป็นกรรมาธิการผมยัง คำนวณไม่ถูกเลย เอาเข้ามายิ่งสร้างปัญหาไปใหญ่นะครับ อย่าไปคิดอะไรที่ได้แต่คิดครับ ท่านก็ต้องคำนึงถึงการปฏิบัติด้วย
ในประเด็นที่ ๓ ทางพรรคพลังประชารัฐเสนอเรื่องพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่าย การแก้มาตรา ๑๔๔ ก็เสนอโดยบริสุทธิ์ใจครับ เจ้าหน้าที่งบประมาณ บอกมีปัญหามาก แล้วมาตรานี้ก็ใส่เสียเต็มที่เลย มันเกินไปครับ การเขียนรัฐธรรมนูญแบบ ชนิดที่ท่านลองเป็นผู้ที่ถูกบังคับโดยรัฐธรรมนูญฉบับที่ท่านเขียนดู แล้วท่านจะรู้สึกว่ามันไม่ เป็นธรรม เกินไป ไม่มีใครเขาจะไปโกงอะไรอย่างนั้นหรอกครับ ผมไม่เคยเป็นกรรมาธิการ งบประมาณ ผมเคยเป็นในสมัยเป็นวุฒิสมาชิก แต่ตอนเป็น ส.ส. ผมไม่เคยเป็นครับ แต่ผม เห็นกฎหมายในฐานะเป็นนักกฎหมาย ผมว่าเกินไปครับ เมื่อเกินไปก็เสนอแก้เพื่อให้มัน ถูกต้อง ไม่ได้คิดจะไปโกงใครหรอกครับ แล้วใครที่จะมาพูดอะไรกันมากมายนั้น โดยเฉพาะ เพื่อนสมาชิกที่เป็นซีกของ ส.ว. อดีตเคยทำงานร่วมกันกับผม ผมเป็น ส.ว. ที่ทำหน้าที่ ตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชัน ผมเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม ๔๐ ส.ว. ผมทำงานมาโดยตลอด ผมมี ความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่เสนอเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับโกงชาติหรอกครับ แต่ผมเป็นคนจริงใจ จริงจัง แล้วก็เสนอด้วยความบริสุทธิ์ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทำหน้าที่ของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณางบประมาณ แต่ท่านพูดเอาดีเข้าตัวมากเกินไปครับท่านประธาน ผมฟังแล้วไม่สบายใจ แต่อย่างไรผมก็ ต้องขอบคุณท่าน พลเอก สิงห์ศึกที่ท่านกรุณาได้ไปให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ท่าน พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร ท่านรองประธานวุฒิสภา ท่านก็เข้าใจครับว่าร่างของพรรคพลังประชารัฐ ที่เสนอแก้มาตรา ๑๔๔ แล้วก็เรื่องมาตรา ๑๘๕ มานั้นมันอาจจะมีปัญหาในเรื่องความรู้สึก ของสมาชิก ส.ว. แล้วก็อยากจะให้ปรับปรุง แล้วก็ผมก็รับปากที่ประชุมแล้วว่าจะไปแก้ไข ในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งแก้ไขได้อยู่แล้ว และเราก็ตั้งใจจะแก้ไขให้ได้ เพราะชั้นกรรมาธิการมีถึง ๓ ชั้น ก็คือในการพิจารณากรรมาธิการ แล้วยังจะต้องมาโหวตในที่ประชุมสภาแห่งนี้ และสุดท้ายยังมีวาระ ๓ อีก ถ้าไม่แก้อย่างที่ว่า ท่านก็สามารถที่จะดำเนินการให้ร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีมาตราที่ท่านตั้งข้อรังเกียจนั้นไม่ต้องผ่านสภาก็ได้ แต่ท่านก็บอกไม่ได้ครับ บอกว่าผมรับ ไม่ได้ ผมอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่ได้ ผมว่าถ้าท่านดีขนาดนี้ พวกผมมันเลวขนาดนั้น มันไปกัน ไม่ได้หรอกครับ ดังนั้นความตั้งใจจริงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นก็คือมีอะไรเราก็ อยากจะแก้ไข ท่านเป็น ส.ว. ท่านก็ฟังเราบ้าง แต่ถ้าท่านคิดว่า ส.ว. มีสถานะที่ต้องเป็นผู้มี แต่ความถูกต้อง ส.ส. มีแต่ความไม่ถูกต้อง มันจะไปกันไม่ได้ครับในอนาคต ดังนั้นเรื่องมาตรา ๑๔๔ มาตรา ๑๘๕ ผมก็ต้องขอขอบคุณท่าน พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา อีกครั้งหนึ่งนะครับที่ทำความเข้าใจกับสังคมว่าเจตจำนงแล้วเราจะแก้ไขให้ แต่ถ้าถามผม ผมยังอยากยืนยันอย่างเดิมครับ แต่ผมแก้ไขเพราะว่าถ้าไม่พอใจก็แก้ไข
แต่ในประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ผมอยากจะเรียนว่าการอภิปรายปิด ในครั้งนี้ เพื่อที่จะบอกให้ถึงว่าความถูกต้องหลักการ การตรวจสอบนั้นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร เราก็เป็นห่วง เราก็เป็นห่วงเหมือนกัน เราก็อยากจะทำ แล้วก็การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราก็อยากจะแก้ในสิ่งที่เป็นอุปสรรค สิ่งที่จะทำให้ประเทศชาติเดินหน้าได้ ไม่มีใครเจตนา ร้ายต่อประเทศชาติ ดังนั้นผมก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานในฐานะที่เป็นผู้เสนอ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีเพื่อนสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ๑๑๐ ท่าน ว่าเรามีศักดิ์มีศรี แล้วก็ มีความรักชาติ เรามีความผูกพันกับประชาชนทั้งแผ่นดิน เรายังตั้งใจครับตั้งใจที่จะทำหน้าที่ ในการที่อะไรไม่ถูกต้อง เราก็อยากจะให้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เป็น ส่วนหนึ่งครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้ความถูกต้อง ให้ได้ความยุติธรรม ทั้งต่อประชาชน ต่อสังคม ต่อทุกส่วน เป็นสิ่งที่จำเป็น ไม่ได้มีเฉพาะซีกสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้น ส.ส. ก็มี ความรู้สึกเช่นเดียวกันครับ ผมต้องขออนุญาตก่อนที่จะปิด สุดท้ายก็ต้องขอขอบคุณเพื่อน สมาชิก ไม่ว่าสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ท่าน ส.ว. หลายท่านที่เป็นกำลังใจ ให้กับการทำหน้าที่ในการพิจารณาเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ ก็ขอให้ความจริงใจ ทุกประการก็จะนำมาซึ่งความสำเร็จของการทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้น ท่านประธานครับ สุดท้ายก็ขอขอบคุณท่านประธานรัฐสภา แล้วก็ขอบคุณเพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรค ทุกท่านที่มาจากการเลือกตั้งครับ ขอบคุณครับ