สุทิน ชี้แก้รัฐธรรมนูญตอบโจทย์ประชาชน ยันไม่ตัดงบบัตรทอง

รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๔

สุทิน คลังแสง ชี้แจงเจตนารมณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญและญัตติของฝ่ายค้านเพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน ย้ำว่าการแก้ไขมิใช่เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง แต่เพื่อฟื้นคืนประชาธิปไตย ป้องกันรัฐประหาร และสร้างระบบการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยเสนอให้ใช้กระบวนการตามมาตรา 256 ผ่าน ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมเรียกร้องให้แก้ไขระบบเลือกตั้งและบทบาทวุฒิสมาชิกที่ขาดความชอบธรรม เพื่อคืนความสมดุลในการบริหารประเทศและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤต ทั้งด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และการเมือง พร้อมยืนยันความจำเป็นในการดำเนินการอย่างเร่งด่วนแทนการรอคอยกระบวนการที่ช้าเกินไป

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออนุญาตสรุป เป็นตัวแทนของท่านผู้นำ ฝ่ายค้านสรุปในญัตติของฝ่ายค้านทั้งหมด ๗ ร่าง ในการสรุปของผม ท่านประธานครับ ผมคิดว่าในการพิจารณากันมา ๒ วันนี้ ในเรื่องเนื้อหาสาระว่าร่างใดแก้อะไรนั้น ผมคิดว่า ท่านสมาชิกทุกคนรู้ชัดรู้แจ้ง เพราะรายละเอียดมีไม่มาก เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมอยากจะ สรุปจริง ๆ แล้วนี่สำคัญที่สุดก็คือสรุปเจตนารมณ์ของการแก้ไขครั้งนี้แต่ละเรื่อง เพราะอะไร รู้ไหมครับ ที่คุยกันมาทั้งหมด ๒ วัน ผมเห็นว่าท่านสมาชิกส่วนใหญ่ติดใจในเจตนารมณ์ว่า แต่ละญัตติที่เสนอแก้ไขมีวาระซ่อนเร้นอะไร แก้เพื่อตัวเองหรือเปล่า เอาเปรียบคู่ต่อสู้ หรือเปล่า ประชาชนได้อะไร ผมคิดว่าตรงนี้คือสิ่งจำเป็นที่สุดจะต้องสรุปความคิดเห็นและ เจตนารมณ์ ส่วนตัวเนื้อหาสาระของร่างนั้นคิดว่าไม่จำเป็น แล้วตัวเจตนารมณ์ใดที่มันตรงกัน อยู่แล้วเพื่อนสมาชิกไม่ติดใจผมก็จะไม่เสียเวลา ก็จะอธิบายในส่วนเจตนารมณ์แล้วก็ ความตั้งใจในส่วนที่ยังติดใจและเข้าใจไม่ตรงกันอยู่ เพราะฉะนั้นจึงขออนุญาตท่านประธาน ดำเนินการและสรุปไปตามนี้นะครับ

ประเด็นแรกที่สุด อดที่จะกล่าวไม่ได้ ๒ วันนี่ถ้าไม่ได้ชี้แจงเรื่องนี้ผมเชื่อว่า ประชาชนก็จะเข้าใจผิด สภาเราก็จะถูกด้อยค่า ว่าแก้ทำไม ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ นี่เป็น คำถามที่ถามกันเยอะ พูดกันมาก หลายท่านก็บอกว่าเรื่องนี้มันเคยผ่านประชามติมาแล้ว มีประชามติมาแล้ว ๑๕ กว่าล้าน ๑๖ ล้าน แล้วจะมาแก้ทำไมไม่ถามประชาชนก่อน หลายท่านก็บอกว่าแก้กันทำไมทั้งปีทั้งชาติ เราจะแก้กันอย่างนี้กี่ปีกี่ชาติ แก้บ่อยมาก หลายท่านก็บอกว่าทำไมไม่ช่วยกันรักษารัฐธรรมนูญไว้ ผมต้องเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านสมาชิกอย่างนี้ครับว่า ถ้าจะถามว่าทำไมต้องแก้บ่อย ผมต้องให้ท่านไปถามกลับว่าทำไม คนฉีกรัฐธรรมนูญฉีกบ่อย นั่นต้นเหตุ ถ้าเขาร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว อย่างเช่นปี ๒๕๔๐ ประชาชนทำมาดีแล้ว ผ่านกระบวนการมาดีเสร็จเรียบร้อยหมด ยอมรับกันทั้งประเทศ ท่านมาฉีกทำไม ถ้าท่านไม่ฉีกมันก็ไม่มีการแก้ เพราะฉะนั้นถ้าจะถามว่าทำไมแก้ ผมนี่ เบื่อจริง ๆ นะแก้รัฐธรรมนูญ พูดเถอะ เกิดเป็นคนไทยวนเวียนอยู่แต่การแก้รัฐธรรมนูญ แต่ไม่แก้มันก็ไม่ได้เพราะมันมีคนมาฉีก ฉีกแล้วก็เขียนใหม่ แล้วถ้าเขียนใหม่แล้วเขียนเอา ประชาชนมาเขียนให้ยอมรับกันครั้งเดียวมันก็จบ แต่พอฉีกแล้วเอาพรรคพวกตัวเองมาเขียน ก็ไม่ยอมรับกัน ไม่ยอมรับกันมันก็เกิดปัญหา เกิดปัญหามันก็ต้องแก้อย่างนี้ล่ะ เพราะฉะนั้น ขอความเป็นธรรมด้วยว่าถ้าบอกว่าเราแก้ทำไม ต้องถามว่าฉีกทำไม ยึดอำนาจทำไม ปฏิวัติ กันทำไมบ่อยครั้ง นี่ประเด็นที่ ๑ แล้วก็พูดกันมาก ต้องทำความเข้าใจกันให้ตรงเลยว่าการแก้ รัฐธรรมนูญ การเขียนอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ถูกต้องในทางทฤษฎี สากลเป็นอย่างนั้น คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นอย่างนั้น แล้วเราแก้ทำไม ถ้าแบบนี้ ผมต้องถามกลับ ถามกลับว่าแล้วร่างที่เรากำลังใช้อยู่ แก้อยู่นี้ ตอนคุณแก้ตอนคุณเขียน ถามประชาชนไหม ถามไหมตอนนั้น ไม่ได้ถาม ทั้ง ๆ ที่มีเวลาถาม บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะ สงบแล้ว เข้าทางตรงแล้ว จะร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ทำไมไม่ถามประชาชนก่อนว่าเขาจะ ให้เขียนไหม คุณก็เขียนเสร็จแล้วก็มาทำประชามติ แล้วประชามติแล้วมาแก้ของเขาทำไมตั้ง ๑๖ ล้านเสียง พูดกันเยอะ ถ้าความจำไม่สั้นนะครับ ทุกท่านด้วยใจเป็นธรรมท่านต้องทบทวน ว่าวันที่ทำประชามติ วันที่ชวนประชาชนมาร่างนั้น มันมีสัญญาประชาคมเล็ก ๆ มันมีเงื่อนไข มันมีออปชัน (Option) ว่าอย่างไร รับไปก่อนแล้วแก้ทีหลัง ถูกไหมครับ ก็บอก เขาว่ารับไปก่อนแล้วแก้ทีหลัง มันก็ต้องนำมาสู่การแก้สิ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เฉพาะพวกเราด้วย ที่จะแก้ รัฐบาลเองก็รู้ ไปบอกอะไรกับชาวบ้านมาในฐานะเป็นหัวหน้า คสช. ท่านพลเอก ประยุทธ์ ไปบอกชาวบ้านมารับไปก่อน มีปัญหาก็แก้ทีหลัง วันนั้นชาวบ้าน อยากเลือกตั้งเขาก็ลงมติให้ ลงประชามติให้ ผ่าน ผ่าน ผ่าน พวกผมพอลงสมัครรับเลือกตั้ง พวกผมก็เอาเป็นนโยบายทุกพรรค เป็นนโยบายเข้ามาจะแก้ นี่มันไม่ใช่ว่าคิดจะแก้กันวันนี้ มันมีที่มา ที่มามันก็คือสัญญาประชาคม เพราะฉะนั้นประชามติวันนั้นนอกจากประชามติ ในบรรยากาศมาตรา ๔๔ มาตรากฎอัยการศึกและโลกเขาไม่ยอมรับไม่พอ แต่มันมีการทำ ประชามติด้วยออปชัน (Option) ว่ารับไปก่อนแก้ทีหลัง แล้วรัฐบาลคนนั้นคนนี้ก็รู้ด้วย จำนนด้วย ถึงได้ประกาศไว้เป็นนโยบายเร่งด่วน ข้อ ๑๒ ต้องแก้รัฐธรรมนูญ นี่อย่างไรครับ คือที่มาของการแก้รัฐธรรมนูญ แล้วก็ขอให้จบกันที ถ้ามันเสร็จฉบับนี้ภาวนาเถอะครับ อย่าได้มีการแก้อีกเลย นั่นก็คืออย่าได้ฉีกกันอีก

ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อจำเป็นต้องแก้ ไม่เฉพาะเหตุเช่นนั้นด้วย แต่เมื่อใช้มาแล้ว ท่านประธานครับ เมื่อใช้มาแล้วเราก็พบว่ามันเป็นปัญหา ๑. ไม่ยอมรับกัน ไม่ยอมรับในสาระ เพราะฉะนั้นปัญหาก็เกิด ต่างชาติก็ไม่ยอมรับ เขารู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ใช้ไปไม่นานก็มีปัญหากัน ผู้นำประเทศมาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เป็นผู้นำที่มีปมด้อย แล้วปัญหาก็มาจริง ๆ หลายปีมานี้ ๒-๓ ปีมานี้ จนวันนี้ไปดูที่หน้าสภาคืออะไร ก็คือผลพวง จากการไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ นี่เราถึงแก้ เอาล่ะ เมื่อจะแก้แก้อย่างไร ผมคงต้องพูดถึง เจตนารมณ์ของพรรคเพื่อไทยแล้วก็พรรคฝ่ายค้าน เรามีความเห็นอย่างนี้ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญที่เราทำกันมาไม่รู้กี่ฉบับ และแม้จะทำไปข้างหน้าก็ตามประสบการณ์มันบอกว่า รัฐธรรมนูญเราลองผิดลองถูกมาไม่รู้กี่ฉบับกี่สูตร แต่เราพบและตกผลึกว่าพรรคเพื่อไทย ตกผลึก พรรคฝ่ายค้านตกผลึกว่ารัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดคือรัฐธรรมนูญที่ประชาชนยอมรับ คุณจะดีเลิศเลอเพอร์เฟกต์ (Perfect) ถ้าประชาชนไม่ยอมรับมันก็มีปัญหากัน แต่ถ้า ยอมรับกัน โอเครัฐธรรมนูญฉบับนั้นไปได้ ยกเว้นป้องกันพวกที่จะลากรถถังมา พวกนั้นไม่ได้ ถามว่าใครยอมรับไม่ยอมรับ บทจะมาก็มาก็ป้องกันพวกนั้นล่ะ ทำไมทำอย่างไรถึงประชาชน จะยอมรับ นี่มาคิดกัน ก็คิดได้อย่างนี้ครับ ผลึกของเราที่ตกชัดเจน พรรคเพื่อไทยแล้วก็ ฝ่ายค้านว่าต้องให้ประชาชนมาเขียน แล้วก็ออกแบบออกมาว่าประชาชนมาเขียนดีที่สุดก็ไม่มี อะไรจะเกินรูปแบบ ส.ส.ร. แต่ก่อนจะถึงตรงนี้ก็ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยและฝ่ายค้านคิดเรื่อง นี้มานานมาตลอด ก็จึงหาความชอบธรรม พยายามจะทำให้มันเกิดความชอบธรรมและ ยอมรับกันตั้งแต่เบื้องต้น เช่น เราจะเขียนอะไร จะร่างอะไร จะแก้อะไร ตั้งคณะกรรมาธิการ ขึ้นมาศึกษา เอา ส.ว. มา เอา ส.ส. มา เอานักวิชาการมา ก็เกิดคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาและแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็พวกเรานี้ล่ะ พรรคนี้ล่ะครับเป็นคนยื่นก่อน เพื่อนก็ยื่นประกบ ก็ได้เกิดกรรมาธิการชุดนั้น เราก็เชื่อว่าค่อยเดินมาอย่างนี้เพื่อนจะยอมรับ สังคมจะยอมรับ เนื้อหามันไม่ได้มาจากเรา กรรมาธิการชุดนั้นก็สรุปเบ็ดเสร็จ ศึกษากันอยู่นานครับ ก็สรุป ออกมา เราก็เอาเนื้อหาจากรรมาธิการชุดนั้นมาเขียน เพราะน่าจะได้รับการยอมรับเป็น เบื้องต้นเป็นปฐมเหตุ เขียนเสร็จเราก็ยื่น ยื่นอย่างไรครับ เราก็ยื่นโดยตั้ง ส.ส.ร. มาตรา ๒๕๖ ตั้ง ส.ส.ร. วันนั้นต้องเรียนตามตรงจนถึงวันนี้ พรรคเพื่อไทยและพรรคพวกยังมั่นใจและ ยังเชื่อว่าการแก้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดคือให้ประชาชนมาเขียน ที่ถกกันมา ๒-๓ วัน รายมาตรา ๑๓ มาตรา ๑๓ ร่าง มันไม่ใช่เรื่องที่เราเชื่อมั่น เราเชื่อมั่นที่สุดคือต้องแก้ มาตรา ๒๕๖ ตั้ง ส.ส.ร. ให้ประชาชนมาเขียน แล้วไปยื่นรายมาตราเข้ามาทำไม ก็จะตอบ เสียเลยครับว่ามันมี ๒ เหตุ เหตุที่ ๑ เรายื่นแก้ทั้งฉบับ ตั้ง ส.ส.ร. เรียนตามตรงเลย ผมเชื่อว่า จะโดนอีกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหาทางล้มของเราแน่ เพราะฉะนั้นเราก็หาทางสำรองไว้ก็คือเอา รายมาตราสำรองไว้เผื่อทั้งฉบับมันล้มก็เอารายมาตราจะได้หยิบขึ้นมาบ้าง เราก็เล่นปลอดภัย ที่สุดของเรา ก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ครับไม่ผิดเลย เราก็ยื่นปี ๒๕๖๓ ยื่นไปยื่นมา ยื่นไปยื่นมา ยื่นไปยื่นมา รายมาตราเราโดนล้มก่อน ทั้งฉบับ ทั้งร่าง ส.ส.ร. ก็เข้ามา เข้ามาจนถึงวาระที่ ๒ พอมาถึงวาระที่ ๓ ก็ล้ม พวกเรานี่ ประวัติศาสตร์ไม่นาน แล้วเหตุผลหนึ่งซึ่งเราต้องยื่นรายมาตราเข้ามาก็คือแม้บุญมี ได้เกิด ส.ส.ร. ขึ้นจริง ๆ เราก็เชื่อว่า ส.ส.ร. จะต้องได้มีการเขียนเรื่องนี้นาน ปีครึ่งถึง ๒ ปี เป็นอย่างน้อยกว่าจะจบ แต่เวลาที่ ส.ส.ร. ทำงานแล้วกำลังเขียนอยู่นั้นปีกว่าถึง ๒ ปีที่ยัง เขียนไม่จบนี่อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย นี่เราต้องคิดปัญหาเฉพาะหน้าต้องแก้ ๒ ปีนี้ เกิดแน่คือการเลือกตั้งครับท่านประธาน เราเชื่อว่าก่อน ส.ส.ร. จะเขียนจบ กรณีถ้ามี ส.ส.ร. นะครับ จะมีการเลือกตั้งใหม่แน่ นอกเหนือจากการเลือกตั้งแล้วนี่อะไรไม่รู้จะเกิดขึ้น ซึ่งนอกเหนือความคาดหมาย แล้วก็เกิดขึ้นจริง ๆ อะไรเกิดเดี๋ยวผมจะบอก การเลือกตั้ง แม้วันนี้ยังไม่เกิดแต่เชื่อว่าเกิดก่อน ส.ส.ร. จะเขียนจบ แล้วถ้าเลือกตั้งตามกฎหมายเดิม มาแบบเดิม แล้วมาตรา ๒๗๒ ยังอยู่เหมือนเดิม เราก็จะกลับเข้าสู่วงจรอุบาทว์เหมือนเพื่อน ส.ว. ที่บอกถึงนั่นล่ะ มาแน่ เพราะฉะนั้นในระหว่างที่ ส.ส.ร. ยังร่างไม่จบเราจะทำอะไรที่จะ เป็นการปิดหนทางที่จะเกิดความรุนแรงขึ้น และให้การเมืองที่กำลังจะเลือกตั้งเข้ามา ระหว่างนี้ให้เกิดการยอมรับกันมาก ประเทศเดินได้ ก็มาคัดเอาว่าอันไหนที่เราควรแก้ก่อนที่ ส.ส.ร. จะเขียนจบ ๑. ระบบเลือกตั้ง จำเป็นเลยต้องเขียน ต้องแก้ก่อน ๒. ที่เป็นประเด็นกัน มีปัญหากันมาก มาตรา ๒๗๒ อำนาจ ส.ว. เขาไม่ได้รังเกียจเดียดฉันท์ท่านหรอก แต่ท่านเชื่อ ไหมว่าเขาเชื่อว่ามาตรานี้คือมาตราสืบทอดอำนาจ เขียนไว้เพื่อสืบทอดอำนาจให้กับผู้นำ คนปัจจุบัน เมื่อเชื่ออย่างนั้นแล้วเหตุการณ์มันจึงเกิดประท้วงกันมาปี ๒ ปีจนวันนี้ วันนี้ก็ยัง มาเรื่องนี้ล่ะ เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องแก้มาตรา ๒๗๒ เพื่อถอดชนวนไม่ให้สังคมไทยมันลุก เป็นไฟ นั่นคือเหตุผลที่บอกว่าแม้เราจะยึดมั่นในหลักร่างโดยประชาชน แต่จำเป็นต้องร่าง รายมาตราแนบเข้ามาด้วยด้วยเหตุผล ๒ ประการ แล้วก็แนบมาจริง ๆ แล้วก็ตกไปจริง ๆ ตกหมด พอตกหมด เอาล่ะ เราก็ไม่ละความพยายาม ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะไฟ มันกำลังจะลุกขึ้นมาอีก แล้วบ้านเมืองก็กำลังจะเดินเข้าสู่การเลือกตั้ง อย่างช้าก็ ๒ ปี อย่างเร็วก็ไม่รู้เมื่อไรจะเกิด มันวางแผนอะไรไม่ได้ประเทศไทยเรานี้ วันนี้จึงเกิดการเสนอ เข้ามาใหม่ การเสนอเข้ามาใหม่เราก็คิดอย่างนี้ล่ะครับท่านประธานครับ คือพรรคเพื่อไทย ยืนเหมือนเดิมมาตลอด วันนี้ยังยึดมั่นว่าต้องประชาชนมาร่าง เราก็จึงเสนอมาตรา ๒๕๖ เข้ามาอีก เสนอเข้ามาอีก เสนอทำไม ก็ศาลวินิจฉัยว่าถ้าจะแก้ทั้งฉบับต้องมีการ ถามประชาชน ก็นี่ล่ะ ยื่นเข้ามาเพื่อให้มันเป็นต้นเรื่อง เป็นสารตั้งต้นนำไปสู่การทำประชามติ เราหวังอย่างนั้นจริง ๆ แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ พอเสนอเข้ามาปั๊บ ท่านประธานท่านก็ วินิจฉัย อันนี้ต้องขอบคุณท่านประธาน ไม่มีใครติดใจท่านครับ ท่านก็วินิจฉัยอย่างนั้น วินิจฉัยเสร็จก็จำเป็นต้องพักไว้ วันนี้หัวจิตหัวใจของพรรคเพื่อไทยยังคาดหวังกับฉบับนั้น มากที่สุด ฝากความหวังไว้กับฉบับนั้นท่านประธานครับ แต่ ๔ ฉบับ ๔ ร่างที่เรากำลังจะพูด เสนอวันนี้และทำกันวันนี้ก็ไม่ใช่ไม่หวัง แต่นี่คือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เราจะต้องทำ ซึ่งรายละเอียดประเดี๋ยวผมจะพูดคุยต่อไปอีก

แล้วก็มาสู่คำถามว่าแก้เพื่อใคร ๔ ร่างที่เราคาอยู่สภาบวกกับ ๑ ร่าง ฉบับ ส.ส.ร. ที่คาการพิจารณาของท่านประธานอยู่นี้เราทำเพื่อใคร วันนี้พูดกันมาก ๒ วันนี้ พูดกันมาก ทำเพื่อ ส.ส. ทำเพื่ออำนาจของตัวเอง ประชาชนได้อะไร ท่านครับ นั่งอยู่นี่ ๑. เขาเรียกว่าวุฒิสมาชิก คือคนมีวุฒิภาวะ ๒. คือ ส.ส. มีความรู้ความสามารถ ประชาชน ถึงได้เลือกเข้ามา ผมไม่เชื่อว่าท่านจะคิดไม่ได้ว่ามันโยงไปถึงประชาชนอย่างไร ผมเชื่อว่า ท่านคิดได้ว่าแก้มานี้มันได้ทั้งทางตรงกับประชาชน และทางอ้อม ทั้งทางตรงและทางอ้อม จุดหมายปลายทางคือประชาชน แต่เราแกล้งกัน แกล้งไปแกล้งมาท่านไม่รู้นะว่ากำลัง ด้อยค่าสภา กำลังด้อยค่าพวกเราเองว่าแก้ มันเข้าตัวเองทั้งหมดเลย ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อกันข้อครหาข้อนี้ พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านก็เขียน ออกมาเสียให้ชัด คือส่วนที่ทำให้กับพี่น้องประชาชนชาวบ้านโดยตรงเลย มี เอาโดยตรง ก่อนนะ เดี๋ยวโดยอ้อมค่อยบอก แก้เพื่อใครทีนี้จะได้คำตอบแล้ว วันนี้เราเห็นว่าพี่น้อง ประชาชนกำลังเผชิญเหตุสำคัญเฉพาะหน้าอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องแรก ปีหนึ่งจนมาถึงวันนี้ ที่หน้าสภาก็มีการปะทะกัน ประท้วงกัน จับกุมคุมขังกันเยอะ ก็มีปัญหาเกิดขึ้น แล้วจากนี้ เป็นต้นไปก็ยังจะเชื่อ วันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ก็ขู่กันอยู่นี่ เดี๋ยวจะจับดะจะจับแหลก เพราะฉะนั้น สิทธิของประชาชน สิทธิของพลเมือง สิทธิของลูกหลาน ความปลอดภัยของเด็กอยู่ในวัยเรียน ซึ่งเขาออกมาผิดถูกก็กระบวนการยุติธรรมต้องคุ้มครองเขา แต่จับแล้วอยากปล่อยก็ปล่อย อยากให้ประกันก็ไม่ให้ประกัน นี่คือปัญหาเฉพาะหน้ามาก่อน เราเลยต้องแก้ คราวนี้บรรจุ เข้ามาเลยว่าต้องเพิ่มหมวดสิทธิเสรีภาพการประกันตัว การคุ้มครองโดยกระบวนการ ยุติธรรมต้องได้รับ นี่ปัญหาเฉพาะหน้าเราต้องทำก่อน รอ ส.ส.ร. ไม่ได้ ไม่รู้เด็กมันจะเสีย อนาคตไปเท่าไร นี่เรื่องที่ ๑ เพราะฉะนั้นหมวดสิทธิเสรีภาพเราเอาเข้ามาเยอะ ประชาชน ได้เต็ม ๆ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเห็นเลย

อีกอันหนึ่งวันนี้เรากำลังเผชิญกับปัญหาโควิด (COVID) พูดกันมาก โควิด (COVID) มานี่คืออะไรครับ ปัญหาสุขภาพ สุขภาพชาวบ้านคืออะไรครับ ต้องมีเงินรักษา ถ้าไม่มีเงินรักษาต้องอะไรครับ บัตรทอง วันนี้เราก็เสนอเข้ามาว่าวันนี้รัฐต้องให้หลักประกัน กับพี่น้องประชาชนในเรื่องของบัตรประกันสุขภาพ ระบบประกันสุขภาพ พูดง่าย ๆ ว่า คุณอย่ามาตัดงบบัตรทอง คุณอย่ามาทำอะไรกับบัตรทอง คุณต้องส่งเสริมคุ้มกัน นี่เราก็เสนอ เข้ามาแก้ นี่คือพี่น้องประชาชนได้เต็ม ๆ แล้วอีกหลายเรื่องต้องชมเพื่อนสมาชิกพรรคร่วม รัฐบาลนะครับ รายได้พื้นฐานของพี่น้องประชาชนจะเป็นจะตายเรื่องปากท้อง เรื่องอย่างนี้ ถ้ามันผ่านสภา บรรจุเข้าไปในรัฐธรรมนูญว่าพี่น้องประชาชนมีสิทธิได้รับรายได้พื้นฐาน อย่างนี้คุ้มครองเต็ม ๆ ได้แล้ว แล้วนี่คือทางตรง ยกตัวอย่างสั้น ๆ แล้วทางอ้อม ทางอ้อม วันนี้ถ้าเราแก้รัฐธรรมนูญให้มันเป็นประชาธิปไตยมันเข้มแข็ง ได้รัฐบาลที่ดี ต่างชาติยอมรับ เครดิตประเทศเกิดขึ้น ทำมาค้าขายได้ แก้ปัญหาได้ อย่างนี้มันก็ไปถึงประชาชนทั้งนั้นล่ะครับ พูดกันมากเรื่องวันนี้มีปัญหาโควิด (COVID) บ้านเมืองจะเป็นจะตายเพราะโควิด (COVID) ทำไมยังมาแก้รัฐธรรมนูญกันอยู่ เราทิ้งประชาชนหรือเปล่า เรื่องนี้เราก็แกล้งโง่กันหรือเปล่า ท่านประธานครับ ผมต้องถามเพื่อนสมาชิกว่าผมเชื่อว่าท่านรู้นะ รู้อย่างไรครับ ประเทศนี้ แบ่งระบบการบริหารประเทศออกเป็น ๓ อำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ เรื่องแก้ปัญหา ประเทศ ปากท้องพี่น้องประชาชน โควิด (COVID) รัฐบาล นายกรัฐมนตรีและครม. ทั้งคณะ จัดการไปสิ เป็นหน้าที่ท่าน ซัดเต็มที่ ส่วนวันนี้ ๗๕๐ ชีวิต ส.ส. บวก ส.ว. นิติบัญญัติ บ้านเมืองมันก็ต้องเดิน เรื่องนิติบัญญัติก็ต้องเดินควบคู่กันไป เราก็ทำหน้าที่นิติบัญญัติ ส่วนตุลาการ ท่านผู้พิพากษาท่านก็ตัดสินคดีให้ดีไป บ้านเมืองมันเดินด้วย ๓ หลัก แต่ก็ใช่ว่า เราจะละเลยนะท่านประธานครับ เรื่องโควิด (COVID) แม้เราจะเป็นฝ่ายนิติบัญญัตินะ เราจำจี้จ้ำไช เราจี้ เรากระตุก เราเตือน เราคาดโทษเรื่องโควิด (COVID) วัคซีนต้องมา วัคซีน ต้องมา มันต้องทั่ว มันต้องถึง เตียงต้องมี เราพูดเรื่องนี้กันจนเกิดอะไรรู้ไหมครับ ฝ่ายบริหาร ท่านนายกรัฐมนตรีเขายังบ่นเลยว่ามายุ่งอะไรกับเขามาก เขาก็รำคาญพวกรัฐบาลนี่ ไปขัดขวางอะไรเขามาก นี่เราไม่ได้ทิ้งหน้าที่เรื่องปัญหาประชาชน แม้จะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เราก็ทำหน้าที่ในส่วนที่เราทำได้ แต่งานนิติบัญญัติมันต้องเดิน ถ้าแบบนี้ถ้าท่านคิดแบบท่าน ก็หมายความว่ามีสมองซีกเดียวสิ สมองเราก็ต้องมี ๒-๓ ซีกก็ว่าไป ก็แบ่งซีกหนึ่งคิดเรื่อง โควิด (COVID) แบ่งซีกหนึ่งก็คิดเรื่องนิติบัญญัติ ซีกหนึ่งเราก็คิดเรื่องลัมปีสกิน (Lumpy Skin) ไปสัปดาห์ที่แล้ววันพฤหัสบดีทั้งวันพฤหัสบดี เราก็หยิบยกปัญหาชาวบ้านมา ลัมปีสกิน (Lumpy Skin) โรควัวระบาดฟัดกันทั้งวัน ท่าน ส.ว. ก็ดีนะ ไม่ใช่ไม่ดีนะ ผมไป แอบฟังท่านประชุม หลายวันท่านก็เอาปัญหาชาวบ้านมาคุยกัน ท่านเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ท่านก็ยังไปดูแลปัญหาชาวบ้านนะ ไม่ได้ว่ากันนะ แต่วันนี้ปีหนึ่งเราแบ่งเวลามาว่ากัน รัฐธรรมนูญกันสัก ๓ วันเท่านั้นเอง ผมว่าไม่เห็นไปเบียดบังเอาเวลาที่จะต้องไปแก้โควิด (COVID) เลย เอาล่ะนี่คือสิ่งซึ่งจะต้อง ชี้แจงเบื้องต้น แล้วพรรคเพื่อไทยและเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านที่เสนอเข้ามา ท่านประธาน ที่เคารพครับ มีเรื่องอะไรบ้างที่เราจะต้องชี้แจงถึงเจตนาอันบริสุทธิ์ของเรา เรื่องสิทธิเสรีภาพ มันมีข้อหนึ่งที่เราเขียนคุ้มครองไว้ ต่อไปนี้วงจรอุบาทว์ การปฏิวัติรัฐประหาร เราเขียนไว้ว่า ห้ามองค์กรหรือแม้แต่ศาลยอมรับอำนาจนี้ และการต่อต้านเป็นสิทธิอันชอบธรรม แล้วการ กระทำรัฐประหารเป็นโทษที่ไม่จำกัดอายุความ นี่เพื่ออะไร ก็เพื่อจะตัดวงจรนี้ออก แล้วเพื่อที่จะทำให้ประชาธิปไตยมันเดินหน้าสู่ความเข้มแข็ง แล้วทีนี้ในร่างของเราที่เขียนนี้ เรามุ่งหวังเป็นที่สุดว่าแม้จะเป็นปัญหาเฉพาะหน้า แต่ในปัญหาเฉพาะหน้าที่เราแก้รายมาตรา ในขณะที่เรารอฉบับ ส.ส.ร. ของเรา เราก็วางไว้ว่าเท่าที่ทำได้เราก็จะทำให้ประชาธิปไตย มันเข้มแข็งแม้ในระยะเวลาอันสั้น เข้มแข็งอย่างไรครับ ถ้าจะให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งวันนี้ แน่นอนศัตรูของประชาธิปไตยก็คือเผด็จการ เผด็จการคือใคร ไม่บอก ก็คืออำนาจที่ไม่ได้ มาจากประชาชน ด่านแรกที่สุดการทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งเราแบ่งไว้ ๓ ด่าน ถ้าจะ ป้องกันเผด็จการแบ่งไว้ ๓ ด่าน ด่านแรกก็คือประตูที่เขาจะเข้าด่านแรก ความล้มเหลว ด่านแรกเลยของประชาธิปไตยและระบบบริหารประเทศก็คือการเลือกตั้ง การเลือกตั้งเราถือ ว่าเป็นประตูให้คนเข้ามาสู่การเมือง ไม่ว่าจะมาในฐานะ ส.ส. ส.ว. หรือมาในฐานะ นายกรัฐมนตรี เลือกตั้ง เพราะฉะนั้นต้องจัดการกับการเลือกตั้งก่อน เพราะฉะนั้นวันนี้ พรรคเพื่อไทยและเพื่อนสมาชิกบางส่วนถึงได้เสนอแก้ไขระบบเลือกตั้งใหม่ พอถึงตรงนี้ปั๊บ ก็มีข้อครหา มีข้อติดใจกันอีก ติดอย่างไรครับ นี่ทำไมต้องแก้เป็นบัตร ๒ ใบ พรรคใหญ่จะได้ ประโยชน์ พรรคเล็กตาย ก็ใช่สิ พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคใหญ่ พรรคพลังประชารัฐเป็น พรรคใหญ่ ต่อไปคุณก็จะโกยคะแนนสิ คุณก็ทำให้พรรคเล็กตายสิ นี่พูดกันมาทั้งวัน

ท่านประธานที่เคารพครับ เรียนตรง ๆ เลยว่าเรื่องนี้เราพูดมานานแล้ว เราพูดเราคัดค้านมาตั้งแต่เขียนรัฐธรรมนูญ เรื่องบัตรใบเดียวนี่ เราจะได้ใบนี้ ก็ใช่สิ พรรคเพื่อไทยก็เคยยิ่งใหญ่กับบัตร ๒ ใบ ท่านครับ ได้โปรดให้ความเป็นธรรมนะ ผมจะพูด ตรงนี้อย่าหาว่าผมไปโอ้อวดนะ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ที่บัญญัติออกมา พรรคเพื่อไทยยังไม่เกิด นะครับ พรรคเพื่อไทยตั้งปี ๒๕๔๔ ใครเขียนระบบเลือกตั้งนี้เราไม่รู้ แต่เราก็ต้องเลือกตั้ง ตามกติกานี้ หลังจากปี ๒๕๔๔ มามีการเลือกตั้งแล้ว ๕ ครั้ง จนถึงครั้งล่าสุด แล้วเปลี่ยนมา ทุกแบบ ๒ ใบพวงใหญ่ ๒ ใบพวงเล็ก ๒ ใบปาร์ตีลิสต์ (Party List) มีเขตมณฑลจังหวัด ๒ ใบปาร์ตีลิสต์ (Party List) เขตจังหวัด มีมาหมด จนถึงใบเดียวสุดท้าย ล่าสุดนี่ แล้วถามว่า พวกเราแพ้ไหม เราไม่แพ้นะครับ ครั้งล่าสุดที่ใบเดียวเราก็ชนะนะ ใบเดียวเราก็ชนะนะ มีเพื่อนสมาชิกอุตส่าห์ไล่เลียงคะแนนให้ด้วยซ้ำไป แล้วจะพูดให้ชัดอีกทีหนึ่งนะครับ ใบเดียว เราได้ที่ ๑ และส่ง ๒๕๐ เขตด้วย เราไม่ส่งอีกตั้ง ๑๐๐ เขต ถ้าเราส่งเต็ม ๓๕๐ เขต เอาเสียว่า สักเขตละ ๒๐,๐๐๐ คะแนน เราได้มาอีกเท่าไร เราจะได้ ส.ส. มาอีกเท่าไร เพราะฉะนั้นเขต เดียวเราก็เชื่อว่าเราชนะ แต่ทำไมต้องเสนอล่ะ ทำไมเอา ๒ เขต เพราะเรามั่นใจว่าระบบ เลือกตั้งที่ดีที่สุดก็คือได้ใช้มาแล้ว ประชาชนยอมรับ และประชาชนเข้าใจ แล้วก็ข้อสำคัญ ที่สุดมันเห็นพัฒนาการทางการเมืองมาชัดเจน แล้วพรรคพลังประชารัฐล่ะ ทำไมเขาแก้ ก็ไม่รู้ ก็รู้แต่ว่าพวกผมก็อยู่ของผมอย่างนี้ล่ะ ยืนอย่างนี้ล่ะ แต่อยู่ ๆ วันหนึ่งพรรคพลังประชารัฐ ก็มาแก้ตรงกับพวกผม แสดงว่าพรรคพลังประชารัฐก็หวังที่จะได้คะแนนเยอะสิ เยอะก็เยอะ ถ้าเป็นกติกาเรายอมรับ กติกาที่เรายอมรับ ใครชนะเรายินดีด้วย แต่ถ้าเป็นกติกาที่เรา ไม่ยอมรับ ใครชนะเราก็ติดใจ

ท่านประธานครับ พูดกันมา ๒ วัน เราหลงทางหรือเปล่า เราหลงทางว่า กติกา ๒ ใบหรือใบเดียว มันจะทำให้พรรคนั้นใหญ่ พรรคนี้เล็ก พรรคเล็กสูญพันธุ์ ผมว่า หลงทางนะ พรรคเพื่อไทยเชื่ออย่างไรครับ ผมเชื่ออย่างไรครับ พรรคไหนจะใหญ่จะได้ ที่นั่งเยอะ จะครองตำแหน่งที่นั่งมาก ผมว่าอยู่ที่ศรัทธาของประชาชน อยู่ที่นโยบาย อยู่ที่ ผลการบริหารประเทศ อยู่ที่การไปคลุกคลีตีโมงกับชาวบ้าน รู้ปัญหาชาวบ้านแล้วเอามาเขียน เขียนแล้วมันตรงใจเขา ตรงใจเขาแล้วมาเลือก เลือกแล้วเอามาปฏิบัติให้มันได้จริง ประชาชน เลือก ผมยังเชื่อว่าศรัทธาประชาชนจะเป็นตัวกำหนดให้พรรคการเมืองใหญ่ เล็ก ส่วนระบบ เลือกตั้งเป็นส่วนประกอบ เพราะฉะนั้นเราอย่าไปคิดอะไรมากขนาดนั้น แต่ที่เราต้องเสนอ ระบบนี้ ไม่มีอื่นไกลเลย ๑. เราอยากได้ระบบเลือกตั้งที่ใช้มาแล้วในประเทศ ลองมาแล้ว ทุกแบบ เป็นที่ยอมรับกันมากที่สุด ถ้าระบบไม่ได้รับการยอมรับมันก็จะมีปัญหาอีก ส่วนวิธี นับคะแนน ซึ่งวันนี้ต้องขอชื่นชมนะครับ วันนี้ก็มีเพื่อนสมาชิกเกือบทุกพรรค เกือบทุกร่าง เสนอมาตรงกันว่าขอเป็นบัตร ๒ ใบ นี่ก็แสดงว่าเป็นนิมิตหมายอันดีว่าเราคิดตรงกันแล้ว แม้จะมีพรรคเล็กก็มีนะ พรรคใหญ่ก็มีนะ ก็เสนอเข้ามาตรงกัน ส่วนรายละเอียดการนับ คะแนนอย่างไรนั้น จะนับแบบฝรั่งเศสหรือจะนับแบบอื่น ผมคิดว่าเป็นรายละเอียดไปแก้ ในชั้นกรรมาธิการได้ ขอให้เรารับหลักการว่าเป็นบัตร ๒ ใบไปก่อน ผมยังยืนยันว่าวิธีนับ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เขาบอกว่าวิธีนับคะแนนนั้นเอาไปไว้ในกฎหมายลูก กฎหมายเลือกตั้ง โอเค แต่แม้เราเขียนอย่างนี้ก็เอาไปไว้ในชั้นกรรมาธิการแก้กันได้ เรื่องเกณฑ์ขั้นต่ำ ก็บท ๑ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็ไปแก้กันได้ ขอแต่ว่าหลักการนี้ไปก่อน นี่คือเรื่องแรกเรื่อง ของระบบเลือกตั้ง

เรื่องต่อมาเรื่องอำนาจ ส.ว. อันนี้ก็ติดใจกันเยอะ ท่านประธานที่เคารพครับ เราเสนอแก้มาตรา ๒๗๒ ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านก็จะเข้าใจพวกเราผิดเป็นส่วนใหญ่ ว่าเรา ไปจงเกลียดจงชังท่าน ไปรังเกียจว่าท่านไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไปรังเกียจว่าท่านเป็นสมุน เผด็จการบ้าง และท่านก็น้อยเนื้อต่ำใจแล้ว แต่ผมเห็นใจนะ ก็สงสารท่านจับจิตจับใจ พูดก็ พูดครับ ขอท่านได้เข้าใจพวกผมใหม่ ท่านฟังนะ ฟังแรก ๆ ท่านจะเข้าใจว่าพวกผมปากหวาน ทำเรื่องนี้เพื่อท่านนะครับ ทำไมถึงบอกว่าเพื่อท่าน ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านอยู่ตรงนี้มี เกียรติยศ มีเกียรติประวัติอันดีมาทุกท่าน ไม่มีใครเป็นผู้ร้ายหรืออะไรหรอก ท่านมีเกียรติยศ เกียรติภูมิ แล้วท่านก็รับใช้บ้านเมืองมาหลายท่าน ทุกท่านรับใช้บ้านเมืองมา ดีงามมาตลอด มีเกียรติยศมาตลอด ผมก็เคารพทุกท่าน แต่ท่านจะยอมรับความจริงไหมว่า เกียรติยศของท่านมาถูกหลู่ ลบหลู่ตอนเป็น ส.ว. นี่ล่ะ พี่ ๆ ผมหลายท่าน นายพล พี่ ๆ หลายท่านเป็นอธิบดี หลายท่านเป็นอดีต ส.ว. มาได้รับเลือกตั้ง หลายท่านไปลงสมัครมาก่อน ด้วยนะ เคยเป็น ส.ว. ผ่านการเลือกตั้งมา ท่านมีเกียรติยศมา พวกผมเคารพ แต่ท่านต้อง ยอมรับความจริงว่าท่านมาถูกลบหลู่เกียรติตอนมาเป็น ส.ว. ทำไมบอกอย่างนั้นครับ นี่ผมจะ พูดอยู่เรื่องหนึ่ง เท็จจริงถ้าผมผิดพลาดก็ขออภัย ลูกชายผมเขามีเพื่อน เดินไปด้วยกันกับลูก ส.ว. ลูกชายผมก็แนะนำตัวว่าผมลูก ส.ส. สุทิน เพื่อนเขาซึ่งเป็นลูกท่าน ส.ว. นี่บอกเขา ไม่แนะนำตัวหรอก ลูกผมบอกทำไมล่ะ ไม่ ไม่แนะนำตัวว่าพ่อเป็น ส.ว. หรอก ไม่เป็นลูก ส.ว. ท่านก็เอาไปคิดเอง สังคมมันเป็นอย่างไร แล้วก็ไปต่างประเทศเขาก็บอกว่าจะแจกนามบัตร ยังไม่อยากแจกเลยว่าเป็น ส.ว. เมืองไทย นี่ท่านไม่ได้ผิดนะ ผมเห็นใจท่านต่างหาก เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนมาให้ท่านเป็นอย่างนี้ แต่รัฐธรรมนูญ ฉบับก่อนก็มี ส.ว. เหมือนกัน ในสมัยผมเป็นเด็กด้วย ตอนนั้นแต่งตั้งทั้งนั้น แต่งตั้งหมดเลย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เขามีเกียรตินะ เพราะอะไร รัฐธรรมนูญฉบับนั้นวางอำนาจให้เขาสมควร แก่ที่มา แต่ฉบับนี้วางอำนาจให้ท่านไม่เหมาะและไม่สมควรแก่ที่มา ถ้ามาไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่งตั้งก็ไม่น่าเกลียดครับ แต่ต้องให้ท่านทำในภารกิจที่มันเหมาะมันควร แต่นี่ท่านไม่ได้มา จากการเลือกตั้งมาเขียนให้ท่านทำภารกิจอย่างนี้ สังคมเขาก็ติดใจสิ ท่านครับ เคารพกัน หลายท่านนะ แต่จะพูดตรง ๆ ถ้ามันเป็นความจริงอย่าได้โกรธกัน ถ้าโกรธผมก็ต้องกราบ ขออภัยล่ะ จริง ๆ อยากพูดขอคะแนนจากท่านนะ อะไรที่มันจะหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่ง ผมก็พยายามหลีกเลี่ยงเพราะจะขอคะแนนท่าน แต่จำเป็นต้องถามอยู่ ถามว่าวันนี้ท่าน บอกว่ามาตามรัฐธรรมนูญ ถูกต้อง ฉบับนี้ล่ะถูกต้อง แล้วท่านดูว่ารัฐธรรมนูญเขาให้ท่านมา ทำอะไร เขาเขียนไว้ชัดว่าท่านเป็น ส.ว. ต้องดำรงสถานะที่เป็นกลาง และหลายท่านก็ท่องขึ้น ใจด้วย ทำหน้าที่ถ่วงดุลและตรวจสอบ ท่านสมาชิกท่านหนึ่งผมเคารพท่านเจอกัน ในห้องน้ำผมบอกผมชื่นชมท่านนะ ท่านก็ขึ้นอภิปรายบอกว่าจำเป็นต้องมี ๒ สภา เพราะมัน ต้องมีสภาไว้ถ่วงดุลกัน เพราะฉะนั้น ส.ว. ต้องมีไว้เพื่อถ่วงดุล ถูกต้อง ถูกต้องเลย นี่เป็นหลัก สากลเลย แล้วทำไมจะต้องมาแก้ท่านล่ะ ท่านครับ ถามตัวเองสิว่าสังคมเขาติดใจนะ เขามอง ทำไมผมต้องอ้างสังคม ท่านไปอ่านโซเชียล (Social) ดูสิ แล้วท่านเป็นกลางจริงหรือเปล่า ตรงนี้ถ้าท่านเป็นกลางจริงแสดงว่าสังคมคิดผิด แต่ถ้าท่านไม่เป็นกลางแสดงว่าสังคมคิดถูก เรื่องนี้ท่านตอบตัวเองได้ นี่ถ้าสนิท ขออนุญาตพูดนะ ถ้าตอบตัวนี้ไม่ได้ลองไปตอบหน้า พระแก้วมรกตสิ ยกทีมไปตอบหน้าวัดพระแก้วมรกตผมว่าเกิดโศกนาฏกรรมหมู่เลย

อันที่ ๒ ท่านถ่วงดุลจริงหรือเปล่า นี่ท่านต้องคิดนะครับ ถ้ามันไม่มีเหตุ ไม่มีผล ถ้ามันสมควรแก่เหตุก็อย่าว่ากัน อย่าว่าเขา ถ้าท่านถ่วงดุลตรงไปตรงมาผมว่าสังคม ใครว่าคนนั้นก็เกินไปล่ะ ถ้าท่านถ่วงดุลจริงท่านถ่วงดุลกับฝ่ายค้านอย่างเดียวหรือเปล่า ท่านถ่วงดุลแต่กับฝ่ายค้านหรือเปล่า กับรัฐบาลด้วยกันท่านถ่วงดุลหรือเปล่า กับนายกรัฐมนตรีท่านถ่วงหรือเปล่า วันนี้ถ้าท่านอยากรู้นะลองไปตั้งกระทู้ทางโซเชียล (Social) สิว่า ส.ว. ทำหน้าที่ถ่วงดุลหรือหนุนรัฐบาล ถ่วงดุลกด ๑ หนุนรัฐบาลกด ๒ ท่านดูสิ มันจะออกมาอย่างไร เอาล่ะถ้าเหตุมันเป็นอย่างนั้น สังคมเขาก็ต้องว่าท่าน แล้วผู้แทนราษฎร ก็คือเงาสะท้อนของประชาชน ผู้แทนก็ต้องมาพูดแบบนั้นในสภา เพราะฉะนั้นเรื่องใหญ่กว่า นั้นอีกก็คือนอกจากถ่วงดุลนี่ท่านถ่วงดุลจริงหรือเปล่า เป็นกลางท่านเป็นกลางจริงหรือเปล่า ตอบได้ อันต่อมาที่กรรมลงที่ท่าน กรรมมันไปลงที่ท่านคือ

(นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา (สรรหา) ได้ยืนและยกมือขึ้น)