สมชาย แสวงการ หารือเกี่ยวกับความสำคัญของการรักษาและพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอย่างยั่งยืนในปีที่ 90 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ย้ำถึงบทบาทของสมาชิกรัฐสภาในการป้องกันวงจรอุบาทว์ของอำนาจเสียงข้างมาก การใช้กฎหมายตามอำเภอใจ และการทุจริตเชิงนโยบาย พร้อมแสดงความกังวลต่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เร่งรีบและขาดการพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะร่างที่เสนอให้ลดอำนาจ ส.ว. หรือตัดสิทธิประชาชนในการเสนอชื่อ ป.ป.ช. ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสับสนและกระทบต่อความชอบธรรม จึงเสนอให้พิจารณาทีละมาตราอย่างรอบคอบ แยกประเด็นการป้องกันทุจริตงบประมาณออกจากวาระอื่น และยืนยันจุดยืนของ ส.ว. ในการกลั่นกรองกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยไม่หวังผลตอบแทนในอนาคต
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้วันที่ ๒๔ มิถุนายน ผ่านมา ๘๙ ปี ข้ามเข้าสู่ปีที่ ๙๐ ของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข เรายังวนเวียนอยู่ที่เดิม ถ้าเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นแล้วไม่วนเวียนกลับไปสู่วงจร อุบาทว์ ผมก็เห็นว่าเป็นประชาธิปไตยที่น่ายกย่อง แต่ถ้าเราวนเวียนย้อนกลับไปแล้วกลับไป สร้างปัญหาแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ห้องประชุมรัฐสภาในการแก้กฎหมายตามใจชอบ เสียงข้างมากลากไป เผด็จการรัฐสภา นำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ทั้งหลาย ทั้งปวงเกิดจากองค์อำนาจแห่งสภาแห่งนี้ล่ะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้จำเป็นต้องพูดในสิ่งที่ผม คิดว่าเป็นความสำคัญ สมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องร่วม รับผิดชอบต่อประชาธิปไตยที่สู่ปีที่ ๙๐ ให้เดินหน้าต่อไปได้ครับ ไม่อย่างนั้นเราจะกลับมาสู่ วงจรอุบาทว์ในเร็ว ๆ นี้
กราบเรียนท่านประธานครับว่าผมยืนยันในที่ประชุมแห่งนี้ ในคราวที่แล้ว ที่เราพิจารณาและเราเสียเวลากันมากว่าครึ่งค่อนปี คือการพยายามล้มรัฐธรรมนูญด้วยการ ร่างใหม่ ผมเป็นผู้ขอให้ท่านประธานส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย ว่าองค์อำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญนั้นเป็นของประชาชน หากจะล้มรัฐธรรมนูญที่ผ่าน ประชามติ ๑๖,๘๐๐,๐๐๐ เสียง จะต้องถามประชามติเสียก่อน แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ รายมาตรานั้นผมสนับสนุนอย่างยิ่งครับ เพราะรัฐธรรมนูญก็คือกฎหมาย เพียงแต่เป็น กฎหมายสูงสุด ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วางแนวไว้แล้วชัดเจนนะครับ ทั้งในคำวินิจฉัยเมื่อปี ๒๕๕๕ และคำวินิจฉัยในปี ๒๕๖๔ ตรงกันครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นไปได้ โดยสภาเองทำเพื่อขจัดข้อขัดข้องนั้นทำได้ การใดที่ไปเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ ไปเปลี่ยน เรื่องการดำรงตำแหน่ง หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต้องถามประชามติ ส่วนความที่เป็นไป ไม่ได้นั่นคือแก้ไขความเป็นรัฐ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นวันนี้สภาแห่งนี้เสนอกฎหมาย รัฐธรรมนูญเข้ามา ๑๔ ฉบับ ท่านประธานมีดำริถูกแล้วครับ ที่ที่ปรึกษากฎหมายตัดสินใจ ไม่ผ่านมา ๑ ร่าง เพราะผมก็ไม่ต้องไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญอีก เพราะว่าอันนั้นเป็นการยกร่าง ให้มี ส.ส.ร. ไปร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ อันนั้นจะต้องไปเกิดขึ้นต่อเมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสม หรือเมื่อท่านไปทำประชามติเสียก่อน เสียดายครับ เสียดาย ๒ เรื่อง เรื่องแรกคือ ร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านประธานบรรจุนี่เร็วเกินไป ทำให้เรามีเวลาพิจารณาน้อยมาก ร่างที่ยื่น ของพรรคฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค ๑๓ ร่าง ส่งเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน เราพิจารณาวันนี้ ๘ วันครับ เราใช้เวลาพิจารณากฎหมายทั่วไปยังใช้เวลาศึกษาก่อนล่วงหน้า เป็นเวลาหลายเดือน นี่กฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไข บังคับให้กับคนทั้ง ๖๙ ล้านคน และ ผูกพันนานาประเทศ เราใช้เวลาแค่ ๗ วัน ๖ วันให้สมาชิกอ่าน ผมต้องพยายามไปหาไฟล์ (File) จากเพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมาก่อนเอกสารที่จะได้รับ ซึ่งเพิ่งได้รับเมื่อ วันจันทร์ จะต้องตัดสินใจวันนี้ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ อันนั้นเป็นประการที่ ๑ มันจึง เกิดความลักลั่น ที่ผมบอกเสียดายว่าสิ่งที่เราอยากจะเสนอหรืออยากจะเห็นการแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริงนั้นมันเลยดูเหมือนเราลุกลี้ลุกลน บางเรื่องท่านไปลอกมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ บางเรื่องท่านไปลอกมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งความจริงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้เอาไปปรับใส่ไว้แล้ว โดยหลักสากล ทางวิชาการชัดเจนครับว่ารัฐธรรมนูญยิ่งยาวยิ่งแสดงถึงความด้อยพัฒนา รัฐธรรมนูญยิ่งสั้น แสดงถึงความเข้าใจของพี่น้องประชาชน หลักแบบนี้หาได้ในสากลครับ แต่ว่าท่านกำลังไปเอา รัฐธรรมนูญที่แก้ไขไปแล้วบางอย่างในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ซึ่งเลยไปแล้วครับ พัฒนาการของปี ๒๕๖๐ บางเรื่องดีกว่าด้วยซ้ำไป แม้ผมจะเห็นด้วยในสิ่งที่ท่านเสนอมา ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของสิทธิกระบวนการยุติธรรม เรื่องของสิทธิผู้บริโภคในบางฉบับ ซึ่งผมกลับไปตรวจครับ บางฉบับมาจากรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ผมเคยเป็นประธาน กรรมาธิการพิจารณา พ.ร.บ. องค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคและไม่ผ่านในสภานี้ครับ แม้จะผ่านวุฒิสภามาแล้วก็ถูกถ่วงจนกระทั่งไม่สามารถออกได้ ในที่สุดรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ กรธ. เขาไปใส่ไว้ในมาตรา ๔๖ แล้ว และมีสภาผู้บริโภคมีกฎหมายไปเรียบร้อยแล้ว จัดตั้งกัน เรียบร้อยแล้ว ได้รับเงินจากรัฐบาลไปแล้ว ๓๕๐ ล้านบาท แต่รัฐธรรมนูญบางฉบับที่แก้ไข อย่างลุกลี้ลุกลนเข้ามานี่ท่านไปเขียนย้อนเอาปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ มาใส่อีก คำถามว่าถ้าเอา รัฐธรรมนูญเกิดแก้ไขตามเข้าไปนี่สภาผู้บริโภคที่ตั้งขึ้นถูกยุบหรือไม่ แน่นอนครับ เพราะรัฐธรรมนูญผูกพันลงไปถึงพระราชบัญญัติด้วยก็จะเกิดความวุ่นวาย นี่เป็นตัวอย่างที่ ผมเห็นว่ามันเกิดปัญหา มีหลายเรื่องครับ ในรัฐธรรมนูญเรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องกฎหมาย ต่าง ๆ เป็นเรื่องดีนะครับ แต่พอเขียนแล้วสอดไส้เข้าไป บางเรื่องไปตัดสิทธิประชาชนครับ ดูดี ๆ เหมือนเป็นการเพิ่มแต่เพิ่มแบบยาว ทำให้การจำกัดสิทธิเกิดขึ้นมากมาย เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าผมให้ความเห็นชอบไม่ได้ แม้จะเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องดี เพราะหลายเรื่อง ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เขียนไว้ดีแล้ว หากเติมความเข้าไปเยิ่นเย้อตามที่ท่านเสนอมา ทั้ง ๓-๔ ร่างที่เข้ามาจะทำให้เกิดการเสียความและประชาชนเสียสิทธิมากกว่าเดิม ส่วนที่ควร จะแก้กลับไม่ได้แก้ ส่วนที่ไม่ได้ควรจะแก้ท่านกลับแก้เข้ามาอีก อันนี้เป็นกลุ่มที่ ๑
กลุ่มที่ ๒ ผมก็สงสัยว่าท่านเอาเข้ามาทำไม ท่านประธานตัดสินใจไม่นำเข้ามา ฉบับหนึ่ง ผมเห็นด้วยในการไม่ให้มีการร่าง สสร. มาตรา ๒๕๖ ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้ดูง่ายขึ้น เรื่องนี้ต้องทำประชามติ ท่านอยากตัดสิทธิ ส.ว. ๑ ใน ๓ ในการเห็นชอบ ท่านอยาก ตัดสิทธิเสียงฝ่ายค้าน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ในการเห็นชอบรัฐธรรมนูญวาระ ๑ วาระ ๓ ผมก็ไม่ว่ากระไรครับ ผมเป็นกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวที่แล้ว ผมสู้ในคณะกรรมาธิการชนะด้วยเสียงข้างมาก ขอให้ใช้เสียง ๒ ใน ๓ แบบอย่างที่นานาชาติเขาใช้กัน แล้วก็ยกตัวอย่างด้วยนะครับว่า สหรัฐอเมริกาทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต้องใช้เสียงใน ๒ ใน ๓ จึงจะแก้รัฐธรรมนูญ ได้ แล้วต้องกลับไปใช้เสียง ๓ ใน ๔ ของสมาชิกสภาแห่งรัฐทั้ง ๕๐ แห่งจึงจะแก้รัฐธรรมนูญ ได้ ชนะในกรรมาธิการเข้ามาถูกหักหลังในสภา ผมไม่กล่าวว่าหรอกครับเรื่องมันผ่านไปแล้ว ที่ประชุมแห่งนี้ล่ะครับใช้เสียงข้างน้อยและมีการตกลงล็อบบี้ (Lobby) กัน แล้วเอาเสียง ข้างมากในสภา ๔๐๐ กว่าเสียงหักกลับไปเป็น ๓ ใน ๕ พอท่านเสนอร่างเข้ามาใหม่ ผมก็แปลกใจว่าท่านเอาร่างผมมาเสนอทำไม ๒ ใน ๓ ผมก็ต้องสงสัยต่อไปอีกว่า พอชั้นกรรมาธิการนี่ท่านต้องไปหักหลังผมอีกแน่นอน และมันเคยถูกหักหลัง แล้วในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เมื่อแก้กลับไปเป็นรัฐธรรมนูญให้มีการแก้ไขได้กึ่งหนึ่ง แล้ว ส.ว. สมัยนั้นเคยไปร่วมครับ แทบตกเก้าอี้ไม่ทันเลย เพราะหลังจากนั้นเขาแปรญัตติให้ ส.ว. พ้นไปทันที ผมไม่ได้มีความเป็นห่วงว่า ส.ว. จะอยู่หรือไป แต่ตราบใดที่ทำหน้าที่ตาม รัฐธรรมนูญที่มอบหมาย ส.ว. มีไว้ทำอะไรนั้นชัดเจนมาก มีหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย วันนี้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่ท่านนำเข้ามาสู่สภา ๑๓ ร่าง ผมเห็นว่าหลายร่าง น่าสนใจมาก แต่ด้วยความรีบ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้บอกไปแล้ว มันไม่ได้ศึกษา มันส่งเข้ามา วันที่ ๑๖ มิถุนายน แล้วรีบเอาเข้าบรรจุ แล้วจะพิจารณาวันนี้ว่าจะผ่านวาระ ๑ หรือไม่ ใช้ เวลา ๗-๘ วัน เช่น เรื่องให้ส่งเรื่องเกี่ยวกับ ป.ป.ช. แต่ว่าบังเอิญผมไปตรวจดูแล้ว สิทธิประชาชนในการเข้าชื่อกัน ๒๐,๐๐๐ ชื่อหายไป ท่านไปตัดสิทธิประชาชนได้อย่างไร ถ้าเห็นว่า ป.ป.ช. ทุจริตคอร์รัปชัน ป.ป.ช. เคยมีอำนาจจากประชาชนในการยื่นได้กลับตัดทิ้ง ไปเฉย ๆ นี่คือสิ่งที่ประชาชนไม่เห็นร่าง ไม่รู้ว่าเกิดถูกตัดขึ้น จะใช้อำนาจของสภาอย่างเดียว แล้วให้ท่านประธานเป็นแค่บุรุษไปรษณีย์ส่งไปดำเนินคดีอย่างเดียว ผมเห็นว่าเรื่องนี้ไปต่อ ไม่ได้แม้ถึงจะเห็นชอบก็ตาม แม้กระทั่งอีกเรื่องหนึ่งที่ผมเห็นว่ามีปัญหา และความจริงเป็นเรื่องดีนะครับ เรื่ององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่ท่านเสนอเข้ามา การกระจายอำนาจ ผมสนับสนุนอย่างยิ่งเลยครับ แต่ดูแล้วเรื่องพวกนี้มันควรอยู่ในพระราชบัญญัติเกี่ยวกับท้องถิ่น มันไม่ควรมาอยู่ ในรัฐธรรมนูญ เพราะท่านแก้ไขหลายมาตรา ยกเลิกหลายมาตรา สิ่งที่จะเกิดความเยิ่นเย้อ และเกิดปัญหาขึ้นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านก็เอามาใส่ในรัฐธรรมนูญ ไม่รวมถึง เรื่องที่ผมคิดว่ามาอย่างไรเสียก็อาจจะมีสมาชิกเห็นด้วย เห็นต่างก็ตาม แต่ผมคิดว่ามันเป็น เรื่องที่เป็นปัญหาจริง ๆ คือเรื่องของมาตรา ๒๗๒ การโหวตนายกรัฐมนตรี ผมเองเป็นผู้หนึ่ง ที่ต้องเดินทางไปร่วมกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในการให้ความเห็นต่อคำถามพ่วง ผิดถูกประการใด ประชาชนเขาให้อำนาจ ๑๕,๒๐๐,๐๐๐ เสียงมาในประชามติ ว่า ๕ ปีแรก เขาไม่ไว้วางใจ เขาขอให้ ส.ว. ทำหน้าที่ ไม่ได้เป็นผู้เลือกนะครับ ส.ว. ไม่มีสิทธิเลือก ไม่มีสิทธิเสนอ การเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องของบัญชีพรรคการเมือง ท่านเสนอมา ท่านใส่ตั้งแต่ต้นแล้วครับ จะไปหาเสียงเอาคน ๓ คนใส่บัญชีเป็นชื่อใครก็แล้วแต่ แล้ว ท่านรวมกันครับ ไม่ต้องมาปิดสวิตช์ให้เสียเวลา เราเสียเวลาพูดเรื่องปิดสวิตช์ส.ว. มา ๒ ปี แล้ว อย่างไรเสียก็เหลือเวลาอีกแค่ ๒ ปีกว่า ๆ แล้วคำถามพ่วงก็เป็นผลมาจากบทเฉพาะกาล ที่ประชาชนลงประชามติ ที่ผมถามว่าส่งมาทำไม มันเกิดคำถามว่าถ้าท่านแก้ได้ แล้วมันต้อง กลับไปถามประชามติอีกหรือไม่ ไม่เคารพองค์สถาปนาเลยหรือครับ ๑๕,๒๐๐,๐๐๐ เสียง ที่เขากำหนดมา เพราะฉะนั้นความเห็นผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องมาปิดสวิตช์หรือมาแก้มาตรานี้ เลยครับ ท่านไปรวมกันเลยครับ ผมยังอยากเห็นท่านอยู่ครบเทอม (Term) อีก ๒ ปีข้างหน้า เลือกตั้งครั้งหน้าท่านไปรวมกันให้ได้สัก ๒๗๐ เสียง ๓๐๐ เสียง ส.ว. ก็ไม่มีปัญญาไปทำอะไร หรอกครับในการไปโหวตค้าน ที่สภาแห่งนี้เห็นว่าผู้นั้นอยู่ในบัญชีรายชื่อและเหมาะสม เป็นนายกรัฐมนตรี เชื่อผมเถอะครับว่าไม่มีทาง เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปเสียเวลาแก้ เราเสียเวลากับรัฐธรรมนูญ แก้ไขมาเป็นปีครึ่งปี ๒ ปีก็เพราะเรื่องนี้ครับ เถียงกันอยู่นั่นล่ะครับ ว่าจะปิดสวิตช์ ส.ว. หรือไม่ บางคนไปเลยเถิดบอกจะให้เหลือสภาเดียวแค่มี ๒ สภานี่ท่านยัง จะไปแก้รัฐธรรมนูญ หมวด ๑ หมวด ๒ อยู่ร่ำไป ท่านจะก้าวก่ายพาดพิงด้านบนสถาบัน อยู่เรื่อย ผมคงยอมไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าประเทศไทยยังไม่พร้อม แล้วก็ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขจำเป็นต้อง มี ๒ สภา เพราะกลั่นกรองซึ่งกันและกัน ถ่วงดุลซึ่งกันและกันต่อไป เพราะฉะนั้นโดยสรุปมัน มีปัญหาอยู่ในประเด็นที่ผมคิดว่าเรื่องอื่น ๆ อยากจะผ่าน ก็อยากจะฟังคำชี้แจงว่าไปได้ หรือไม่ แต่ดู ๆ แล้วด้วยความรีบร้อนในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งควรจะมีเวลาให้ สภา ให้วุฒิสภาได้ดูด้วย ให้ประชาชนได้เห็นด้วย มาตรา ๗๗ วรรคสอง ยังระบุเลยครับว่า ก่อนแก้ไขกฎหมาย ประชาชนต้องมีส่วนร่วม ท่านรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนตรงไหน ครับ ผมยังไม่เห็นเอกสารเลย เพิ่งมาเห็นวันจันทร์ วันอังคารนี้เอง แล้วท่านจะแก้ไข รัฐธรรมนูญล่ก ๆ ไป ผมยินยอมให้ท่านผ่านไปลำบากครับ
สุดท้าย ร่างสำคัญคือร่างของ พปชร. ความจริงอันนี้ส่งมาตั้งแต่วันที่ ๗ เมษายน ส่วนหนึ่งในร่างนั้น มาตรา ๒๗๐ ผมเป็นคนพูดในสภา แล้วผมเป็นคนยื่นร่างให้ คุณไพบูลย์ นิติตะวัน ผมอยากจะร่วมแก้ไขปัญหาการปฏิรูป ซึ่งวุฒิสภาพูดกันทุก ๓ เดือน แต่ไม่ได้รับความสนใจจากคณะรัฐมนตรี ผมจึงอยากชวนเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า อย่ากระนั้นเลย เอาเรื่องของการปฏิรูปซึ่งสำคัญมากมาเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา จะเป็นทุก ๓ เดือน ทุก ๖ เดือน ทุก ๑ ปี ก็สุดแท้แต่ลองมาคุยกัน ร่างนี้ มาตรา ๒๗๐ ผมเสียดายที่เอา ไปรวมกันเป็นร่างเดียว ๕ ประเด็น ถ้าความจริงมีร่าง ๕ ร่างนะครับ อย่างไรผมเชื่อว่า มาตรา ๒๗๐ วันนี้ผ่านสภาแน่ แต่พอไปร่วมกับเรื่องของมาตรา ๑๔๔ ซึ่งมีปัญหาเรื่อง การจัดสรรงบประมาณที่เขาไม่ต้องการให้ ส.ส. ส.ว. ครม. ไปยุ่งเกี่ยวงบประมาณ รวมถึง เจ้าหน้าที่ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าเฉพาะเจ้าหน้าที่ของสำนักงบประมาณเท่านั้น มันมี เจ้าหน้าที่ของรัฐส่วนอื่นด้วยที่เกี่ยวข้อง อธิบดีทั้งหลาย ปลัดทั้งหลาย หน่วยงานท้องถิ่น ทั้งหลายเกี่ยวข้องกับงบประมาณหมด เขาจึงเขียนป้องกันเพื่อให้รัฐธรรมนูญนี้เป็น รัฐธรรมนูญปราบโกง ผมได้รับร่างมาแล้วครับ ถ้าจะแก้ไขมาตรานี้ให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ มันมีความรัดกุมพอสมควร แต่ด้วยความรีบเข้าไป แล้วมารวมเป็นร่างเดียวกัน และขณะเดียวกันสังคมก็ตั้งคำถามว่าตกลง ส.ส. ส.ว. ครม. และเจ้าหน้าที่จะร่วมเข้าไป ทุจริตงบประมาณ กิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์จริงหรือไม่ ผมกราบเรียนเลยครับ ผมอยู่สภา ๑๕ ปีครับ ผมไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับงบประมาณ แล้วผมก็คิดว่า ส.ว. ๒๕๐ ท่าน ไม่มี ปัญหาใด ๆ เกี่ยวกับงบประมาณเลย เพราะฉะนั้นไม่มีความจำเป็นต้องแก้มาตรา ๑๔๔ หากจะแก้ให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้เพื่อไม่ให้ถูกดำเนินคดีก็มีมาตรา ถ้าต้องการจากผม จะเสนอใหม่เฉพาะเรื่องเจ้าหน้าที่เพื่อให้แก้ไข ผมมีร่างแล้วครับเรียบร้อย มาขอสำเนาไปได้ เลยครับ แล้วทำงานได้โดยไม่ถูกข้อหาว่าไปร่วมทุจริตคอร์รัปชัน เป็นการปกป้องเจ้าหน้าที่ ผมยินดีให้ครับ
ส่วนสุดท้ายคือร่างมาตรา ๑๘๕ เช่นกันครับ การโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการ เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ครั้งหนึ่งท่าน ส.ว. ถวิล เปลี่ยนสี เคยเป็นเลขาธิการ สมช. ก็โดน กระทำแบบนั้น คุณไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นผู้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเอง ผมกราบเรียน ด้วยความเคารพทั้งท่านถวิลและท่านไพบูลย์ เคยร่วมต่อสู้มาด้วยกัน แต่พอท่านมารวมอยู่ ในนี้ ผมก็ยืนยันกับท่านประธานอีกครับว่า ส.ว. ไม่เดือดร้อนเลยครับมาตรา ๑๘๕ แต่ครั้นจะ บอกว่าให้ท่านแก้ตัดเฉพาะ ส.ส. ไปอย่างเดียว ส.ว. ไม่เกี่ยวได้ไหม มันอยู่ในมาตราเดียวกัน เพราะข้าราชการที่เขาถูกกระทำ ถูกโยกย้าย ถูกกลั่นแกล้งนั้นมันก็มาจากอำนาจของสภาใช่ หรือไม่ เราถามว่าสภามีหน้าที่ในการช่วยเหลือประชาชน ๓๕ กรรมาธิการของ สภาผู้แทนราษฎร ๒๖ กรรมาธิการของวุฒิสภา และโครงการ ส.ว. พบประชาชนไม่ได้มี ปัญหากับมาตรา ๑๘๕ ในการลงพื้นที่เลยครับ เพราะฉะนั้นถ้า ส.ว. ไม่ได้มีปัญหาผมก็ ไม่ทราบครับผมไม่เคยเป็น ส.ส. แต่อยู่สภามา ๑๕ ปี ผมก็พบปะผู้คน ช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชนมาตลอด ไม่มีความจำเป็นต้องแก้มาตรา ๑๘๕ ให้ผม ผมก็ทำงาน ๑๕ ปีนี้ได้ มีความร่วมมือในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้อย่างดี เพราะฉะนั้น ๒ ร่าง คือ มาตรา ๑๔๔ กับมาตรา ๑๘๕ ถ้าเป็นไปได้ให้ถอนออกไป แต่มันคงลำบากเพราะมันรวมร่าง กันมาแล้ว ถ้าเป็นไปได้ท่านผู้เสนออาจจะเสนอขอแก้หลักการเกินกว่าที่เสนอมา ซึ่งมันก็ยาก เพราะฉะนั้นวันนี้ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ แม้ผมจะเป็นส่วนหนึ่งในการฝาก มาตรา ๒๗๐ ไปกับท่าน ส.ส. ไพบูลย์นั้น จำเป็นเหลือเกินครับว่าร่างของพลังประชารัฐไปต่อ ลำบากจริง ๆ ด้วยความเคารพนะครับ อยากจะสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ หรือแม้กระทั่งสุดท้ายคือเรื่องบัตรเลือกตั้ง ผมเองมีคำถามเสมอว่าไม่ว่าจะเปลี่ยนบัตร เลือกตั้ง เปลี่ยนกติกาเป็นอย่างไรมันมีคนได้คนเสียเสมอ มันเป็นเรื่องของ ส.ว. หรือเป็นเรื่อง ของ ส.ส. หรือไม่ บางท่านบอกไม่ใช่เรื่องของ ส.ว. อย่างไรก็ตามครับมันเป็นเรื่องของ ประชาชนทั้งประเทศ เพราะท้ายที่สุดมันจะนำไปสู่วงจรอุบาทว์หรือไม่ เราเคยเกิดเผด็จการ รัฐสภา ท่านประธานเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ตอนแรกการใช้ ครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๔๓ ผมจำความได้ เป็นการเลือกตั้งที่ดีและงดงามครับ แต่พอหลังจากนั้น ถัดมาอีกไม่นานหลังครบสมัยของท่านประธาน ปี ๒๕๔๗ การเลือกตั้งก็เกิดปัญหาขึ้นมา นำไปสู่การชุมนุมทางการเมือง นำไปสู่การยึดอำนาจ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ คำถามว่าวันนี้ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ บัตรเลือกตั้ง ซึ่งผมก็ไม่ติดใจนะครับถ้าจะผ่านบางร่างเพื่อจะไป แก้ไข ถามว่าจะแก้อย่างไรไม่กลับไปวงจรอุบาทว์ เราผ่าน ๘๙ ปีประชาธิปไตย ตั้งแต่ การผิดพลาดในการยึดอำนาจ ปี ๒๔๗๕ มาจนถึงวันนี้แล้ว เราจะแก้กลับไปสู่บัตรเลือกตั้ง ให้คำตอบผมได้ไหมครับว่าบัตรเลือกตั้งที่ท่านจะแก้ไขกลับไปเป็นบัตร ๒ ใบ ๔๐๐ เขต ๑๐๐ ปาร์ตีลิสต์ (Party List) แล้วไปตัดไพรมารีโหวต (Primary Vote) แล้วไปดำเนินการ จะทำ ให้สภาแห่งนี้ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีความสง่างาม ไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียง แล้ว กลับมาทำหน้าที่เพื่อประชาชน แล้วไม่กลับไปวงจรอุบาทว์แบบเดิม แล้วก็วนกลับไปสู่การ ชุมนุมทางการเมือง นำไปสู่การรัฐประหาร นำไปสู่การเป็นวงจรซ้ำแล้วซ้ำอีก ผมไม่อยากเห็น ๙๐ ปีข้างหน้าของประชาธิปไตย ปี ๒๔๗๕ ณ วันที่ ๒๔ มิถุนายน ปีนี้ในปีหน้า เกิดวงจรอุบาทว์แบบนั้นและเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นอีก กราบขอท่านประธานว่า ผู้เสนอกฎหมายถ้าได้อธิบายความให้ชัดเจนว่าร่างใดพอไปได้ และร่างใดไปไม่ได้ สภาแห่งนี้ ผมยังเชื่อว่าท่านยังมีวาระอย่างน้อยอีก ๑-๒ ปีครับ สมัยหน้าท่านก็เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้ามาได้เป็นรายมาตรา วันนี้ผ่านไปบางร่าง แล้วไปเริ่มให้เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราทำได้ครับ ไม่ใช่ทำ ไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องล้มวัวทั้งตัว แต่เราทำบางส่วน แก้ไขปัญหาเหมือนที่เราแก้กฎหมาย ค่อย ๆ ช่วยกันคิดช่วยกันทำ ตั้งกรรมาธิการศึกษาดูเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชน ทางวุฒิสภาก็จะให้ความเห็นชอบด้วยครับ สุดท้ายคือ ส.ว. มีหน้าที่ ในการกลั่นกรองกฎหมาย มาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญนี้ ส่วนใหญ่ทั้งหมด รวมถึงตัวผมเอง รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ครับว่าหมดจากภาระคราวนี้ก็เป็น ส.ว. อีกไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกังวลอะไรเลยครับ เราไม่มีความกังวลที่อยากจะกลับเข้าไปสู่สภา หรือทำหน้าที่ ในส่วนอื่น เพราะฉะนั้นเราทำหน้าที่ดีที่สุดอย่างที่เราได้รับมอบหมายในระยะเวลาเพียงเท่านี้ ในการช่วยกันกลั่นกรองกฎหมายร่วมกันดีกว่าครับ ก็กราบเรียนท่านประธานว่าร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญ ๑๓ ร่างนั้นมีเพียงแค่บางร่างเท่านั้นที่ผ่านไปได้ ที่เหลือผมให้ความเห็นชอบ ลำบากครับ แล้วก็ขอให้กลับไปแก้ไขมาให้ดีกว่าเดิมในสมัยหน้า ขอบพระคุณครับ