เสรี ค้านตัดมาตรา 272 ชี้ขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๔

เสรี สุวรรณภานนท์ คัดค้านการตัดมาตรา 272 แห่งรัฐธรรมนูญ โดยย้ำว่าบทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนาเพื่อแก้ไขวิกฤติการเมืองและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของวุฒิสมาชิกตามบทบาทที่กำหนด ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ พร้อมทั้งวิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชารัฐที่ตัดเรื่องสำคัญ เช่น การจัดไพรมารีโหวตที่เคยได้รับการเห็นชอบแล้ว รวมถึงเสนอให้ทบทวนการแก้ไขมาตรา 144 และ 185 ด้วยความรอบคอบ เพื่อป้องกันข้อกังวลเรื่องการแทรกแซงข้าราชการและงบประมาณ โดยเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองร่วมพิจารณาด้วยเจตนาปรองดอง เพื่อหาข้อยุติที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 256

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ครับ ขอบพระคุณครับ พอดีต้องกราบขออภัยท่านประธานครับ ผมไม่ได้นอกประเด็นเลย เพียงแต่ว่าผมเท้าตรงนี้ จะแสดงให้เห็นว่าที่ข้อเสนอของร่างรัฐธรรมนูญที่จะตัดปิดสวิตช์ ส.ว. ตัดมาตรา ๒๗๒ มันอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังพิจารณา ผมก็เลยเท้าความให้เห็นครับว่าแต่ละพรรค การเมืองดังกล่าวนี้หลังจากเลือกตั้งมาแล้ว ก็ได้เสียงจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชาชนเขาเลือกเข้ามา แล้วบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเองก็ไปตกลงกันครับ หลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติไปแล้ว หลังเลือกตั้งแล้ว ส.ส. ก็ไปตกลงกันเองว่า จะให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี นี่ล่ะครับมันอยู่ในประเด็นครับท่านประธาน เพียงแต่ว่า ผมอาจจะให้เหตุผลเยอะไปหน่อย แต่ถ้าผมพูดสั้น ๆ พูดแล้วทำให้ไม่เข้าใจ มันก็ไม่สามารถ ไปสู่ประเด็นนั้นได้ ผมก็เลยกราบเรียน ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ ผมก็เลยกลับไป ประเด็นตรงที่ว่า การที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นหัวหน้า คสช. แล้วมาตั้ง ส.ว. ไม่ได้เกิดจากการที่จะกำหนดได้เลยครับในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น ข้อด่างพร้อยที่ว่าต้องตัดอำนาจ ส.ว. ออกจากไม่ให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีมันจึงเป็น เรื่องมาเกิดภายหลังครับ หลังจากที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และการเลือกตั้ง ดังกล่าวนั้นก็เป็นข้อตกลงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไปรวบรวมเสียงของสมาชิกเกินกว่า ครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ผมจึงกราบเรียนว่าข้อที่ ส.ว. บอกว่าจะต้องถูกข้อเสนอให้ ยกเลิกมาตรา ๒๗๒ นี้ มันไม่ได้มีเหตุผลอะไรเลยที่จะเสนอเรื่องราวนี้เข้ามา แต่สิ่งสำคัญครับ ท่านประธาน รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๒ ที่พูดกันอยู่นี้พูดกันแต่วรรคหนึ่ง ไม่ได้พูดถึงว่าการที่ สมาชิกวุฒิสภาเข้ามาอยู่ในตำแหน่งเหล่านี้ก็เกิดจากวิกฤติปัญหาของบ้านเมืองที่ทำให้เกิด สภาวะวิกฤติไม่สามารถจะเลือกหรือหาตัวนายกรัฐมนตรีได้ในขณะนั้นที่เกิดปัญหา เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงได้ออกแบบมาให้สมาชิกวุฒิสภาเข้ามาทำหน้าที่ในการ แก้ปัญหาวิกฤติที่จะเกิดขึ้นหรือที่เกิดขึ้นมาแล้ว อยู่ในวรรคสองของมาตรา ๒๗๒ แต่ก็ยังไม่มี ใครพูดครับ นี่คือสิ่งที่หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภามาทำหน้าที่ว่าหากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรีจากผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองได้แจ้งไว้ ก็ให้สมาชิกรัฐสภา ซึ่งรวมถึงสมาชิกวุฒิสภาด้วยมาทำหน้าที่แก้ปัญหาวิกฤติของบ้านเมืองในขณะนี้ ก็คือ สามารถยกเลิกเงื่อนไขเหล่านี้หรือกำหนดมาตรการเหล่านี้ แล้วให้บุคคลอื่นมาเป็น นายกรัฐมนตรีได้ ไม่ใช่ว่าเราให้ความสำคัญว่าบุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นไม่ได้เป็น ส.ส. ก็มาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ไม่ใช่ครับ แต่มันเกิดจากวิกฤติของบ้านเมืองที่หานายกรัฐมนตรี ไม่ได้ เขาก็เลยเขียนให้ ส.ว. เหล่านี้มาทำหน้าที่สำคัญตรงนี้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราบอกว่าเราไม่อยากให้แก้หรอก ไม่ใช่เราหวงอำนาจ ไม่ใช่เรื่องที่เราสืบทอดอำนาจ แต่ ส.ว. ทุกคนรู้ภารกิจหน้าที่ว่าเข้ามาทำหน้าที่ในช่วง ๕ ปีนี้ก็เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ เขียนเอาไว้ ให้เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราไม่เห็นด้วย กับข้อเสนอที่ท่านบอกว่าต้องการจะปิดสวิตช์ ส.ว. ต้องการจะตัดมาตรา ๒๗๒ เราก็มีเหตุผล ครับว่าสิ่งที่เราอยู่นั้นเราอยู่ด้วยความรับผิดชอบ เราอยู่ด้วยภารกิจ ภาระหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญ เขียนไว้ เราก็เลยไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอที่จะไปตัดมาตรา ๒๗๒ นี่คือเหตุผลครับ ท่านประธาน

ในประเด็นต่อไปครับท่านประธาน ในข้อเสนอที่ร่างรัฐธรรมนูญเสนอมา ๑๓ ร่างเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างของพรรคพลังประชารัฐนี่นะครับ เรามีประเด็นสำคัญ พอดีพรรคพลังประชารัฐเสนอร่างรัฐธรรมนูญมาอยู่ในฉบับเดียวกัน แตกต่างจากพรรคอื่น ที่แยกประเด็นมา มันก็เลยทำให้การตัดสินใจในการพิจารณาร่างเหล่านี้ก็อยู่บนพื้นฐาน ของสิ่งที่ร่างของพรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นร่างที่ ๑ เสนอเข้ามา ประการแรกก็คือ เราต้องการปฏิรูปการเมืองครับท่านประธาน ตอนผมเป็นประธานกรรมาธิการในสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองก็เสนอให้มีการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง โดยให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน ทีนี้จะทำอย่างไรล่ะครับ เราก็เสนอว่า พรรคการเมืองของประชาชนได้นั้น ประชาชนต้องมีบทบาทในการที่จะเลือกตัวแทน ของตนเองในเบื้องต้นที่เรียกว่าไพรมารีโหวต (Primary Vote) แต่ในร่างของพรรค พลังประชารัฐก็ไปแก้รัฐธรรมนูญ ตัดบทเหล่านี้ออกไป นี่คือเป็นเรื่องสำคัญ แล้วข้อเสนอของ เรานั้นก็ผ่านสภานิติบัญญัติในช่วงนั้นจนกระทั่งออกเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมืองที่แต่ละพรรคการเมืองต้องไปทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ก่อน ให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน แต่เราก็ถูกเสนอที่จะให้ตัดประเด็นนี้ออกไป นี่คือ ข้อสำคัญ

ข้อ ๒ ครับท่านประธาน เราเข้าใจข้อเสนอที่จะแก้มาตรา ๑๔๔ กับ มาตรา ๑๘๕ ว่าต้องการให้การทำหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรง่ายขึ้น ไม่อยู่ ในขอบเขตของกฎหมายที่คอยแต่เอาผิดเอาโทษจนทำหน้าที่ไม่ได้ ก็เข้าใจตรงนี้ แต่พอ ข้อเสนอเหล่านี้ขึ้นมามันก็เกิดประเด็นปัญหาข้อถกเถียงว่าจะเปิดช่องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาเข้าไปใช้งบประมาณได้ เข้าไปแทรกแซงข้าราชการเจ้าหน้าที่ได้ เพราะฉะนั้น ประเด็นปัญหาเหล่านี้สาธารณชนเขาไม่ยอมรับ ก็เป็นประเด็นนะครับ เป็นประเด็นสำคัญ วุฒิสภาก็ต้องไตร่ตรองตรึกตรองให้หนักว่าถ้าร่างนี้ผ่านไปมันจะกระทบอะไรกับ พี่น้องประชาชนที่เขาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยทั้งประเทศ นี่คือข้อสำคัญอีกข้อหนึ่ง ส่วน ข้อเสนอของพรรคอื่นก็เช่นเดียวกันครับ มีข้อเสนอใน ๑๓ ร่าง อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่า ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะหันหน้ามาคุยกันเสีย ผมจะสรุปเลยแล้วกันนะครับ จริง ๆ ผมก็มี เนื้อหาจะพูด เวลาหมดแล้ว ถ้าหากว่าเราสามารถจะหันหน้าเข้ามาคุยกัน แล้วไม่กระแนะ กระแหนกัน ผมให้เกียรติท่าน ท่านให้เกียรติผม ผมว่าสิ่งเหล่านี้มันน่าจะเดินไปด้วยกันได้ ที่จะแก้รัฐธรรมนูญดี ๆ สักฉบับหนึ่ง ที่เห็นพ้องต้องกัน ที่เห็นร่วมกัน เป็นประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้นข้อเสนอของพรรคการเมืองทุกพรรคที่เสนอมา ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ ด้วยความเกรงใจของทุกพรรคการเมืองว่าเราจะพิจารณาด้วยเหตุผล อันไหนสมควรผ่าน เราก็จะผ่าน อันไหนไม่สมควรจะผ่าน เดี๋ยวไปนั่ง ไปตกลง ไปหาทางออกร่วมกัน ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕๖ ก็กราบเรียนท่านประธานในเวลา ที่จำกัด ขอบพระคุณครับ