เสรี ชี้ร่างแก้รัฐธรรมนูญ 13 ฉบับ ต้องพิจารณาด้วยเหตุผล ไม่อคติ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๔

เสรี สุวรรณภานนท์ หารือเกี่ยวกับการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 13 ฉบับ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการมีฉันทามติและบทบาทของวุฒิสภาในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ปราศจากอคติ พร้อมชี้แจงบริบทการเลือกตั้งปี 2562 ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างจำนวน ส.ส. กับคะแนนนิยมของพรรคการเมือง เพื่อประกอบการพิจารณาในที่ประชุม

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ในส่วนการอภิปรายเกี่ยวกับการเสนอร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๑๓ ฉบับนี้ ต้องกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ว่าในการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ถ้ามาทั้ง ๑๓ ฉบับนะครับมันทำให้เห็นอะไรบางอย่างที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่รัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติไว้ในเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพครับว่าผมเคารพในข้อเสนอของท่านสมาชิกรัฐสภาทุกร่าง ที่ได้เสนอเพื่อให้รัฐสภาแห่งนี้ได้พิจารณา ในการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ถ้าสังเกตให้ดี ๆ มาตรา ๒๕๕๖ ของรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้กำหนดแนวทาง วิธีการไว้ ว่าในการที่จะให้มีความสามารถผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้นั้น จะต้องได้รับ ความเห็นพ้อง จะเรียกว่าทุกฝ่ายหรือเกือบทุกฝ่ายก็ว่าได้ อันนี้คือหลักสำคัญครับ ท่านประธาน แต่การเสนอร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๑๓ ฉบับที่กำลังพิจารณาอยู่ตรงนี้ต่างคน ต่างมา ต่างพรรคต่างเสนอ เหมือนกันบ้างไม่เหมือนกันบ้าง ความเห็นจึงมีข้อแตกต่างเยอะ เพราะฉะนั้นในข้อเสนอที่แตกต่างเหล่านี้นะครับท่านประธาน ผมได้กราบเรียนแล้วว่า ถ้าหากว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ครั้งนี้ไม่เห็นพ้องต้องกัน ไม่คุยกัน ดี ๆ ไม่คุยกันให้เข้าใจกัน ไม่ดูถึงปัญหาของตัวรัฐธรรมนูญที่แท้จริงว่ามีสภาพปัญหาอะไร ที่ควรจะต้องได้รับการแก้ไข แล้วต่างคนต่างเสนอเข้ามามันก็จะเกิดอาการอย่างที่ปรากฏ ก็คือเห็นไม่ค่อยตรงกัน แล้วความไม่ตรงกันนี้มันก็บานปลายไปสู่สาธารณชนข้างนอก ถ้าหาก ว่าประเด็นแห่งข้อเสนอ ประชาชนไม่เอา หรือไม่เห็นชอบ มันก็จะกลายเป็นจุดด่างของ รัฐธรรมนูญ ซึ่งในการร่วมกันดังกล่าวนี้จะสังเกตอีกว่าการจะรับหลักการในวาระที่ ๑ ที่จะ พิจารณากันอยู่นี้ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ หรือประมาณ ๘๔ คน รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน ดังนั้นแนวข้อพิจารณา เหล่านี้วุฒิสภาจึงเป็นส่วนที่สำคัญยิ่งของการจะตัดสินใจว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เสนอกัน มาเหล่านี้จะผ่านวาระที่ ๑ หรือไม่ เป็นไปตามกลไกระบบที่ถูกสร้างไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน การตัดสินใจของสมาชิกวุฒิสภานั้นเราจะพิจารณากันด้วยเหตุผล เราจะดูว่าข้อเสนอของร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอแก้ไขมานี้เสนอมาแล้วได้ประโยชน์อย่างไร เสียประโยชน์อย่างไร ได้รับผลกระทบกับประชาชนในสาธารณะเป็นส่วนรวมมากน้อย แค่ไหน นี่คือส่วนสำคัญยิ่งว่าวุฒิสภาชุดนี้นี่ล่ะครับ ชุดที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ได้มาจาการเลือกตั้ง ชุดที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ได้มาจากประชาชน ชุดที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นจุดด่างพร้อยของการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ เมื่อวานเรานั่งฟังครับประธาน แต่เราก็อดทนครับ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรบางท่านอภิปรายพูดด้วยเหตุผล พูดอย่างมีหลักมีเกณฑ์ น่าเคารพ น่ารับฟัง น่าเชื่อถือ แต่ก็ยังมีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนก็ยังพูดอยู่ในเนื้อหาของประเด็น ที่พิจารณา แต่แฝงไปด้วยถ้อยคำที่กระแนะกระแหน เสียดสี กล่าวหา ให้ร้าย เราก็ทนฟัง เพราะเราถือว่าอยู่ในกติกาที่เป็นประเด็นที่สภาแห่งนี้กำลังพิจารณา เราให้เกียรติครับท่านประธาน ให้เกียรติในการจะรับฟังข้อเสียดสี ข้อกล่าวหา กล่าวอ้าง ดังกล่าว เราก็พิจารณากันด้วยเหตุผล แล้วก็ตั้งใจว่าเราก็จะตัดสินปัญหาที่เราจะต้องทำ หน้าที่ลงคะแนนนั้นด้วยความถูกต้องเหมาะสม จะไม่อคติ จะไม่เอาความรู้สึกส่วนตัว หรือความเกลียดชังของผู้กล่าวถ้อยคำที่ให้ร้ายพวกเรามาตัดสินปัญหาเหล่านี้ เราให้เกียรติ ครับท่านประธานครับ ส.ว. ชุดนี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งครับ แต่กลับกลายเป็นว่าถูก กล่าวหามาตลอดว่าสืบทอดอำนาจ ว่ามาจาก คสช. ที่แต่งตั้งพวกเราเข้ามา ซึ่งเป็นความจริง ครับท่านประธาน เพราะที่ คสช. เขาแต่งตั้ง ส.ว. ชุดนี้มาก็มาจากรัฐธรรมนูญฉบับที่ท่าน ตำหนิติติงอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นรัฐธรรมนูญเผด็จการ แต่ด้วยเสียงที่ประชาชนเขาทำ ประชามติมา ให้ คสช. ทำหน้าที่เลือกสมาชิกวุฒิสภา เราก็มาตามรัฐธรรมนูญ ผมเคย กราบเรียนท่านประธานแล้วครับ เราก็อยากจะช่วยชาติเหมือนกัน เราก็อยากมีส่วนร่วม ในบ้านเมือง แต่ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าให้เราไปเลือกตั้ง เราก็ลงเลือกตั้งได้ เพราะ ผมเองก็เคยลงเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาแล้ว ก็ได้รับการเลือกตั้งครับ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้ คสช. เป็นคนเลือก แล้วก็ไปตามที่มติมหาชนเขากำหนด ไว้ในรัฐธรรมนูญ เราก็มาตามนั้น ท่านประธานครับ ผมมีโอกาสเข้ามาเพราะ คสช. จริง ๆ ครับ แต่เรื่องเหล่านี้มันน่าจะจบลงไปแล้วครับ หลังจากที่เรามาทำหน้าที่แล้ว ที่มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา เมื่อมีการเลือกตั้งแล้วก็ถือว่าพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้ง จากพี่น้องประชาชน แม้ว่าจะใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็ ถูกครหา ถูกกล่าวอ้างเสมอว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้สืบทอดอำนาจ เขียนขึ้นมาให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านประธานลองพิจารณา ไตร่ตรองดูนะครับว่ามันสามารถกำหนดไว้ได้อย่างนั้นจริง ๆ หรือ หรือเป็นเพียงวาทกรรม ที่พูดขึ้นมาเพื่อที่จะกล่าวอ้างในการสร้างประเด็นทางการเมือง

ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันนี้เรียกว่าเป็น รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ นี้นะครับ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ หลังจากใช้ รัฐธรรมนูญแล้ว ๒ ปี หลังจากการเลือกตั้งแล้วนะครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจาก พรรคการเมืองหลายพรรค พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส. ๑๓๖ คน พรรคพลังประชารัฐได้ ๑๑๖ คน แต่คะแนนเสียงประชานิยมนี่นะครับพรรคพลังประชารัฐมากกว่า มากกว่าพรรคเพื่อไทย แต่ ส.ส. พรรคเพื่อไทยได้มากกว่าพรรคพลังประชารัฐ พรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้นได้ ๘๑ คน พรรคประชาธิปัตย์ได้ ๕๓ คน