กิตติ วะสีนนท์ ขอบคุณประธานและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่มาชี้แจงในที่ประชุม พร้อมหารือบทบาทของไทยในองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ โดยเน้นความสำคัญของการเข้าร่วมองค์กรและเร่งรัดการเป็นภาคีอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับมาตรฐาน ความมั่นคง และความยั่งยืนทางทะเล รวมทั้งเรียกร้องให้กระทรวงคมนาคมและกรมเจ้าท่าเตรียมความพร้อมทางกฎหมายและส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำตามสถานทูตในบทบาทผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือระหว่างประเทศพร้อมขยายระยะเวลาการประจำการเป็น 4 ปี เพื่อเพิ่มความต่อเนื่องและประสิทธิภาพภายใต้นโยบายหนึ่งเดียว
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กิตติ วะสีนนท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นก็ขอบคุณทางท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมที่มาเสนอเรื่องนี้ ก็อย่างที่หลายท่านพูดอาจจะช้าไปหน่อย แต่ช้าก็ยัง ดีกว่าไม่มาเลย
ประเด็นแรก ผมยินดีที่ทางคมนาคม กรมเจ้าท่าได้ร่วมมือกับทางสถานทูต ลอนดอนผลักดันให้ไทยได้รับเป็นคณะมนตรีไอเอ็มโอ (IMO) หรือองค์การทางทะเลระหว่าง ประเทศ ซึ่งเป็นองค์การชำนาญพิเศษของสหประชาชาติ เป็นองค์กรหลักในเรื่องกิจการทาง ทะเล เป็นสมัยที่ ๙ แล้วที่เราได้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ผมเองก็จำได้ว่าได้เคยมีส่วนร่วมในการ ทำงานกับทางกระทรวงคมนาคมและกรมเจ้าท่าในการผลักดันในเรื่องนี้ เข้าใจว่า เมื่อปี ๒๕๔๘ เราเข้ากลุ่มซี (C) ได้ลำดับที่ ๒๐ หรืออย่างไร แล้วก็ลดลงมาลำดับที่ ๑๙ แล้ว ก็ประมาณปี ๒๕๕๒ เราลดลงมาได้ถึงลำดับที่ ๑๒ เพราะเราพิสูจน์ได้ว่าเรามีผลประโยชน์ เกี่ยวพันกับกิจการทางทะเลอย่างใหญ่หลวง นอกเหนือจากประเทศที่อาจจะมีความชัดเจน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทยก็เป็นประเทศอาเซียนประเทศหนึ่งที่เป็น สมาชิกมาตลอด ๑๘ ปีที่ผ่านมา อันนี้ก็อาจจะมีผลประการหนึ่งก็คือว่าเมื่อปี ๒๕๖๒ ทางคมนาคมได้ตัดสินใจส่งเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะเรียกว่าผู้ช่วยทูตฝ่ายกิจการทางทะเล หรือว่า อัครราชทูตที่ปรึกษาเข้าไปประจำการที่ลอนดอน ซึ่งทำให้บทบาทของประเทศไทยมีความ เด่นชัดยิ่งขึ้น ผมคิดว่ามาร์โพล ๗๓/๗๘ แอนเน็กซ์ ๕ (MARPOL 78/79) (Annex 5) ภาคผนวกที่ ๕ ซึ่งเป็นกฎข้อบังคับเรื่องป้องกันมลพิษจากขยะบนเรือนี่ แน่นอนมันเป็น พันธกรณี แต่มันมีความสำคัญ ไทยเองในช่วงที่เป็นประธานอาเซียนเมื่อปี ๒๕๖๒ ก็ได้ออก ปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยการต่อต้านขยะทางทะเล เป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญ และเรื่องนี้โดยภาพรวมทั้งการเข้าเป็นภาคีและการได้มีส่วนอยู่ในคณะมนตรีนี่มันก็สอดคล้อง กับยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ ๕ เอส (5S) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องซีเคียวริตี (Security) ความมั่นคง เรื่องสเตตัส (Status) สถานะ เรื่องสแตนดาร์ด (Standard) มาตรฐานสากล อันนี้คือมาตรฐานสากลของกิจกรรมทางทะเล แล้วก็ซัสเทนอะบิลิตี (Sustainability) ความยั่งยืน ในเรื่องนี้เราอาจจะเป็นบทเรียนที่จะต้องเร่งรัดการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาและ พิธีสารต่าง ๆ แล้ว เพราะว่าเท่าที่ผมทราบนี่มีอนุสัญญาและมีพิธีสารของไอเอ็มโอ (IMO) ประมาณ ๕๐ ฉบับ เราเข้าประมาณสัก ๑๗ ฉบับ เฉพาะตัวที่เป็นอนุสัญญาน่าจะมีอยู่สัก ประมาณ ๔๕ ฉบับ เราเข้า ๑๔ ฉบับ ซึ่งถือว่าน้อยมาก แน่นอนครับ ผมเห็นด้วยว่าการจะ เข้าพิธีสารอะไร มีพันธกรณีอะไรนี่ต้องดูผลประโยชน์ของไทยเป็นหลัก แต่ผมเชื่อว่ามีการศึกษาเยอะแล้ว โดยกระทรวงคมนาคม กรมเจ้าท่าว่าส่วนใหญ่ล้วน เป็นประโยชน์กับไทยทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าอาจจะมีประเด็นเรื่องการแก้กฎหมาย หรือการ ปรับตัวอะไรต่าง ๆ เหมือนกับกรณีแอนเน็กซ์ ๕ (Annex 5) ของมาร์โพล ๗๓/๗๘ (MARPOL 73/78) ซึ่งแน่นอนมันก็จะต้องมีอย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไปแล้ว พลเรือเอก พัลลภ ขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่เสียหายอะไร มันจะมีสิ่งที่เรียกว่าไอเอ็มโอ เมมเบอร์ สเตต ออดิต สกีม (IMO Member State Audit Scheme) หรือโครงการตรวจประเมินประเทศ สมาชิก ซึ่งตามนี้มันก็จะตกประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๖๖ ก็ยังมีเวลาปีกว่าเพราะฉะนั้น มันก็คงจะต้องมีการประกาศกฎหมายอนุวัติ แอนเน็กซ์ (Annex) ฉบับนี้ ขณะเดียวกันก็จะต้องมีการสร้างความรู้ความเข้าใจ เพราะว่าในแอนเน็กซ์ (Annex) ฉบับนี้ มันมีประเด็นที่อาจจะลงในรายละเอียด เช่น ประเภทขยะในข้อกำหนดของอนุสัญญานั้น มันมีความหลากหลาย และมันมีวิธีการจัดการที่แตกต่างกันด้วยโดยเฉพาะ ยกตัวอย่าง กรณีเครื่องมือประมง การทิ้งเครื่องมือประมงที่สิ้นสภาพ ซึ่งชาวประมงหรือธุรกิจทางประมง ทั่วไปอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยแต่มันมีวิธีการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันไม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ อย่ารอให้ เกิดปัญหาคือถูกจับ ถูกประณามเสียก่อน ผมคิดว่ากระทรวงคมนาคมและทางกรมเจ้าท่านี้ มีสมรรถนะพอที่จะให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี แน่นอนในเรื่อง ๕ เอส (5S) นี้ เรื่องซีเนอร์จี (Synergies) คือการรวมพลังนี้มันจะต้องร่วมกันต่อไป เข้าใจดีว่าทางกระทรวง คมนาคมนี้มีวาระที่เร่งด่วนอยู่หลายกรณี แต่ในแง่ของกรมเจ้าท่าเองก็คงสามารถที่จะ ผลักดันประเด็นเรื่องไอเอ็มโอ (IMO) ต่อไปอย่างต่อเนื่อง แน่นอนอย่างที่หลายท่านพูด มันต้องประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างกรณีไปหาเสียงไอเอ็มโอ (IMO) กับกระทรวง การต่างประเทศที่อยู่ภายในนี้ มันจะต้องประสานกับหน่วยความมั่นคง ศรชล. เอย อะไรเอย ที่จะทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมก็ต้องฝากขอบคุณ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมเคยมี ความพยายามที่จะช่วยสนับสนุนอยู่ก็คือการที่จะให้มีเจ้าหน้าที่ของกรมเจ้าท่าไปประจำ เป็นคล้าย ๆ ผู้ช่วยทูตฝ่ายกิจการทะเลที่สถานทูต ซึ่งเข้าใจว่าได้คุณวัชระ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ แล้วก็จับเรื่องไอเอ็มโอ (IMO) มาตั้งแต่ต้น ก็ช่วยเรื่องนี้ได้อย่างดีมาก ประเด็นนิดเดียวครับ ที่อยากจะฝากตรงนี้ก็คือว่า เข้าใจว่าใช้วิธีการของบางสำนักงานที่ให้อยู่เพียง ๓ ปี คราวนี้ เรื่องไอเอ็มโอ (IMO) มันเป็นมัลติแลตเทอรัล (Multilateral) โอกาสที่จะเข้าใจลึกนี้มัน ใช้เวลา ไม่ใช่ว่าอยู่กรุงเทพฯ ไม่มีทางเข้าใจลึก มันต้องไปอยู่ที่โน้น ฉะนั้นในปีแรกมันเป็น เรื่องของการเรียนรู้ ปีที่ ๒ ปีที่ ๓ เป็นเรื่องของการเก็บเกี่ยว แต่จะให้ดีที่สุดมันต้องแบบของ กระทรวงการต่างประเทศ แบบของกระทรวงพาณิชย์ คืออยู่ให้เต็ม ๔ ปี และแน่นอน ก็อาจจะมีประเด็นอื่น ๆ ที่จะต้องประสานงานกับสถานทูตให้ชัดเจน อันนี้ที่ผมฝากไว้ คือที่จริงแล้วน่าจะเป็นลักษณะทีมประเทศไทย ภายใต้วัน รูฟ โพลิซี (One roof policy) ที่ผมขออนุญาตฝากทางคมนาคมไว้ เพื่อที่จะผลักดันในเรื่องนี้ให้มีความต่อเนื่อง และแน่นอน ความพยายามของเราที่แสดงให้เห็นว่าไทยไม่ใช่มีแค่ผลประโยชน์ทางการค้าที่ส่งทางเรือ แต่ว่ามีความสนใจ เป็นมารีไทม์ คันทรี (Maritime Country) นี้ มันไม่ใช่แค่ว่าติดอยู่ ๒ มหาสมุทรเท่านั้น แต่ว่าห่างจากมะละกานี้ แต่มันมีประเด็นอื่น ๆ ที่เราสามารถมีบทบาท ให้ไอเอ็มโอ (IMO) ได้ เป็นสิ่งที่เราจะต้องผลักดันต่อไปอย่างต่อเนื่องครับ ขอบคุณครับ