พัลลภ ตั้งข้อสังเกตความพร้อมไทยก่อนเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาขยะทะเล

รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๔

พัลลภ ตมิศานนท์ หารือการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญามาร์โพลภาคผนวก 5 เกี่ยวกับการควบคุมขยะทะเล พร้อมแสดงความกังวลต่อความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง โดยตั้งคำถามถึงความพร้อมของรัฐบาลในการรับการตรวจประเมินมาตรฐานทางทะเลระดับสากล รวมถึงการแก้ไขกฎหมายและสนับสนุนผู้ประกอบการเรือไทย เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่กระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรมการเดินเรือในระยะยาว

พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมได้พิจารณาอนุสัญญามาร์โพล (MARPOL) ภาคผนวก ๕ ทั้ง ๑๔ กฎ ข้อบังคับนี้แล้วครับ ก็เห็นว่ามีเนื้อหาเพื่อควบคุมและแก้ปัญหาขยะทะเล ขอสไลด์ (Slide) เลยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ซึ่งเป็นวิกฤติระดับ โลก โดยควบคุมการทิ้งขยะลงทะเลทั้งจากเรือ แท่นในทะเล และการกำจัดขยะที่ท่าเรือ ถือ เป็นเรื่องสำคัญครับ และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในน่านน้ำไทยในขณะนี้ จึงพร้อมสนับสนุนให้ ไทยเข้าเป็นภาคี แต่ก็มีข้อห่วงกังวลด้วยสาเหตุสำคัญ ๒ ประการครับ

ประการแรก ภาพตามสไลด์ (Slide) สไลด์ (Slide) ต่อไป จะเห็นว่าพื้นที่ ทะเลไทยนั้นกว้างใหญ่กว่า ๓๒๓,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร มีชายฝั่งกว่า ๓,๑๙๐ กิโลเมตร เรือไทยทุกประเภทนั้นกว่า ๕๐,๐๐๐ ลำ แท่นปิโตรเลียมกลางทะเลกว่า ๓๓๔ แท่น ท่าเรือ เดินทะเลขนาด ๕๐๐ ตันกรอสขึ้นไป ๔๘๘ ท่าด้วยกัน ดังนั้นจึงเป็นการปฏิบัติให้ครบถ้วน ตามอนุสัญญาทั้งหมดนั้นจึงเป็นเรื่องยากแล้วก็ท้าทายยิ่งครับ เพราะแม้ทิ้งขยะเพียง ๑ ถุง ลงทะเลจากเรือแต่ละลำในหนึ่งวันนั้นก็สร้างปัญหาอย่างมาก เช่น ตามภาพข่าวนี้ ท่านประธาน ขยะทะเลมหาศาลถูกคลื่นซัดติดชายหาดอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง เป็นข่าวเมื่อปลายสัปดาห์นี้เองครับ นั่นเป็นสาเหตุประการแรก

สาเหตุประการที่ ๒ อนุสัญญาฉบับนี้กำหนดให้รัฐภาคีต้องยอมรับให้ ไอเอ็มโอ (IMO) ตรวจประเมินเป็นระยะ อันนี้ก็อยู่ในกฎ ข้อ ๑๑ ข้อ ๑๒ อยู่ใน หน้า ๑๙๘-๒๐๑ ซึ่งเรื่องการตรวจประเมินมาตรฐานทางทะเลโดยไอเอ็มโอ (IMO) นั้น กระผมในฐานะกรรมาธิการคมนาคม วุฒิสภา ก็ได้ทำรายงานการศึกษาไว้แล้วปรากฏ เอกสารตามสไลด์ (Slide) พบว่ามาตรฐานทางทะเลของไทยขณะนี้หลายเรื่องครับ ต้องปรับปรุงแก้ไขเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการควบคุมมลพิษทางทะเล ด้วยสาเหตุ ๒ ประการนำมาซึ่งข้อกังวลสงสัย ที่จะขอความชัดเจนจากรัฐบาลก่อนตัดสินใจว่าจะ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับอนุสัญญาฉบับนี้ดังนี้ครับ

ประเด็นแรก ความเข้มงวดในมาตรฐานการตรวจประเมิน ท่านประธานครับ มาตรฐานการตรวจประเมินของไอเอ็มโอ (IMO) นั้นในกฎข้อ ๑๑ ข้อ ๑๒ ของอนุสัญญา กำหนดไว้ชัดเจนว่าให้นำประมวลข้อบังคับว่าด้วยการอนุวัติการตราสารของไอเอ็มโอ (IMO) หรือเป็นภาษาอังกฤษที่เรียกว่า ไอเอ็มโอ อินสทรูเมนต์ อิมพลีเมนเทชัน โคด (IMO Instruments implementation code) เรียกโดยย่อว่า ทริปเพิลไอ โคด (III Code) ไอ ๓ ตัวแล้วก็โคด (Code) เอกสารตามสไลด์ (Slide) นี้ ไปใช้บังคับแล้วก็ใช้เป็นมาตรฐาน การตรวจประเมินด้วย ซึ่งจากที่ได้ศึกษาเอกสารทริปเพิลไอ โคด (III Code) โดยละเอียด ก็เห็นว่าเข้มงวดมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความปลอดภัยในการเดินเรือ และการคุ้มครอง สิ่งแวดล้อมทางทะเล ที่สำคัญคือกำหนดหน้าที่และอำนาจของรัฐภาคีที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ ให้ครบทั้ง ๓ ฐานะ ทั้งในฐานะรัฐเจ้าของธง ก็คือ แฟลก สเทต (Flag State) รัฐชายฝั่งคือ โคสทัล สเทต (Coastal State) และรัฐเมืองท่า หรือพอร์ต สเทต (Port State) แต่เหตุใด ในเอกสารสรุปความเป็นมาของอนุสัญญา ในข้อ ๕.๖ เอกสาร ๒-๓ หน้าที่รัฐบาลสรุปมานี้ รัฐบาลกลับเข้าใจเพียงการใช้อำนาจในฐานะรัฐเจ้าของธงและรัฐเมืองท่าเท่านั้น ขาดรัฐ ชายฝั่งไปครับ ซึ่งบทบาทนี้มีส่วนสำคัญยิ่งตามทริปเพิลไอ โคด (III Code) พูดง่าย ๆ คือว่า มาตรฐานการตรวจประเมินตามอนุสัญญานี้เข้มงวดกว่าที่รัฐบาลเข้าใจ ในส่วนความพร้อม รับตรวจนั้นเราเองก็มีปัญหาหลายเรื่องครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาระหว่างข้อกฎหมาย กับการบังคับใช้กฎหมาย ผมขอยกตัวอย่างการตรวจเรือเพื่อออกใบอนุญาตใช้เรือตาม พ.ร.บ. เดินเรือในน่านน้ำไทย ตามสไลด์ (Slide) ซึ่งอันนี้เจ้าท่าทราบดี ซึ่งกำหนดให้เรือไทย ทุกลำนั้นต้องมีใบอนุญาตใช้เรืออายุ ๑ ปี ออกโดยนายทะเบียนเรือของกรมเจ้าท่า การตรวจ เรือนั้นก็เพื่อตรวจสอบความพร้อมทุกด้านครับ ซึ่งสามารถนำไปใช้กับการตรวจเรือที่ท่า หรือพอร์ต สเทต คอนโทรล (Port State Control) ตามกฎข้อ ๙ ของอนุสัญญาฉบับนี้ เพื่อบังคับใช้กฎข้อ ๑๐ เช่นกันครับ ปัญหาก็คือว่าเรือไทยขณะนี้ ตามสไลด์ (Slide) ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ลำด้วยกันที่จดทะเบียนเรือไทย ใน ๑ ปี ถ้าตรวจทุกวันโดยไม่หยุดเลย ต้องตรวจให้ได้วันละ ๑๓๗ ลำ แต่ถ้าตรวจเฉพาะวันราชการคือต้องตรวจถึงวันละ ๑๙๒ ลำ ซึ่งด้วยข้อจำกัดของนายทะเบียนเรือนั้นเป็นไปได้ยากครับที่จะทำให้ได้ครบถ้วนถูกต้อง จึงน่าเป็นห่วงว่าจะสามารถตรวจสอบเรือที่ท่าเพื่อบังคับใช้กฎข้อ ๙ และข้อ ๑๐ ของอนุสัญญาฉบับนี้ได้อย่างครบถ้วนถูกต้องด้วยหรือไม่ นั่นเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัญหา มาตรฐานทางทะเลของไทย นำมาซึ่งข้อสงสัยว่ารัฐบาลนั้นมีความพร้อมแค่ไหนที่จะนำกฎ ทั้ง ๑๔ ข้อ ของอนุสัญญาฉบับนี้มาบังคับใช้กับเรือ ท่าเรือ แท่นปิโตรเลียมของไทยซึ่งมี จำนวนมาก ทั้งในฐานะรัฐเจ้าของธง รัฐชายฝั่ง และรัฐเมืองท่าได้อย่างครบถ้วนถูกต้อง ตามทริปเพิลไอ โคด (III Code) อันนั้นเป็นข้อกังวลสงสัยประเด็นแรกครับ

ประเด็นที่ ๒ คือเข้มงวดของรูปแบบการตรวจประเมินและผลกระทบที่จะ เกิดขึ้น รูปแบบการตรวจประเมิน หรือที่เรียกว่า ออดิต สกีม (Audit Scheme) ภาษาอังกฤษ นี่ กำหนดไว้ในนิยามของเอกสารนี้ในหน้า ๑๕๒ มีชื่อเรียกโดยเฉพาะเป็นภาษาอังกฤษว่า ไอเอ็มโอ เมมเบอร์ สเทต ออดิต สกีม (IMO Member State Audit Scheme) ภาษาอังกฤษ เรียกย่อ ๆ ว่า อิมซาส (IMSAS) โดยกฎข้อ ๑๒ นั้นกำหนดชัดเจนว่ารัฐภาคีต้องยอมรับให้ ไอเอ็มโอ (IMO) นั้นมาตรวจประเมินอิมซาส (IMSAS) เป็นระยะตามมาตรฐานที่กำหนด ในทริปเพิลไอ โคด (III Code) ซึ่งผลการศึกษาของกรรมาธิการคมนาคมของวุฒิสภานั้น ไอเอ็มโอ (IMO) จะมาตรวจประเมินการปฏิบัติตามพันธะกรณีของอนุสัญญาต่าง ๆ ที่รัฐ เข้าเป็นภาคี ซึ่งสำหรับไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาแล้ว ๑๔ ฉบับด้วยกัน โดยมีรูปแบบการ ตรวจเป็นวงรอบหมุนเวียนกันไป เมื่อปี ๒๕๕๐ ท่านประธานทราบไหมครับว่า ไอเอ็มโอ (IMO) ได้มาตรวจไทยครั้งหนึ่งแล้ว แต่เป็นภาคสมัครใจที่เรียกว่าวิมซาส (VIMSAS) เพิ่ม วี (V) โวลันทารี (Voluntary) เข้าไปอีกตัวหนึ่ง ตรวจพบการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตาม ข้อกำหนดถึง ๖ รายการ และข้อสังเกตที่ต้องปรับปรุงแก้ไขกว่า ๒๐ รายการที่ไม่ผ่าน ดังนั้น วงรอบการตรวจครั้งต่อไปของไทยก็คือตรวจภาคบังคับหรืออิมซาส (IMSAS) นั่นเอง ซึ่งเดิม กำหนดตรวจในกุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ต้นปีนี้ แต่ด้วยปัญหาโควิด (COVID) จึงเลื่อนออกไป ขณะนี้เป็นกุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ด้วยกัน ซึ่งหากไทยเข้าเป็นภาคีมาร์โพล (MARPOL) ภาคผนวก ๕ ฉบับนี้ด้วยแล้ว ก็จะเป็นอีกหนึ่งอนุสัญญาที่ไทยต้องพร้อมรับการตรวจใน กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ และมีผลผูกพันอย่างสมบูรณ์ที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทางทะเล ทุกเรื่องให้เป็นไปตามทริปเพิลไอ โคด (III Code) แม้ว่าผลการตรวจอิมซาส (IMSAS) นั้น เท่าที่ศึกษามาจะไม่มีการประกาศว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่มีการปักธงแดงเหมือนไอเคโอ (ICAO) ไม่มีการให้ใบเหลือง ใบแดง เหมือนไอยูยู ฟิชชิง (IUU Fishing) แต่ผลการประเมิน นั้นจะแจ้งเวียนให้สมาชิกไอเอ็มโอ (IMO) กว่า ๑๗๐ ประเทศทราบ ดังนั้นหากการตรวจ ประเมินของไทยนั้นพบข้อบกพร่องหลายข้อ ย่อมจะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือต่อ เรือไทย มาตรฐานทางทะเล และกิจการพาณิชย์นาวีไทยอย่างมาก อาจถูกนำไปสู่การกำหนด เป็นเงื่อนไขหรือมาตรการกีดกันต่าง ๆ ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของไทยได้ จึงเกิด ข้อสงสัยว่ารัฐบาลพร้อมแล้วหรือครับที่จะเพิ่มอนุสัญญาฉบับนี้อีก ๑ ฉบับ เข้าในการ ตรวจอิมซาส (IMSAS) ในกุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ นี้ ขอสรุปว่าด้วยข้อกังวลสงสัยเหล่านี้ ขอตั้ง คำถามให้รัฐบาลตอบในสภาแห่งนี้ให้ชัดเจนว่า

๑. รัฐบาลพร้อมปฏิบัติตามกฎข้อบังคับทั้ง ๔๐ ข้อ ของอนุสัญญาฉบับนี้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ครบถ้วน สมบูรณ์ ตามมาตรฐานทริปเพิลไอ โคด (III Code) แล้วก็มั่นใจ ที่จะนำประเทศเข้ารับการตรวจและผ่านการตรวจประเมินอิมซาส (IMSAS) จากไอเอ็มโอ (IMO) ในกุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ อย่างสง่างามและเต็มภาคภูมิได้หรือไม่และอย่างไร

๒. ในการแก้ไขกฎหมายภายในเช่น พ.ร.บ. เดินเรือน่านน้ำไทยออกมา บังคับใช้เพื่อรองรับอนุสัญญานี้ รัฐบาลมีแนวทางลดผลกระทบช่วยเหลือเยียวยา รวมทั้ง ส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการเรือไทยและกิจการพาณิชย์นาวีต่าง ๆ ของไทยอย่างไรบ้าง ขอบคุณครับท่านประธาน