ธีรัจชัย พันธุมาศ วิพากษ์วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาที่ขาดการปฏิรูปอย่างแท้จริง ขาดการกระจายอำนาจ ส่งเสริมความคิดอนุรักษ์นิยม และเน้นโครงสร้างราชการมากกว่าคุณภาพการเรียนรู้ จนนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำและขัดขวางการพัฒนาศักยภาพของเด็กและครู
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ การศึกษานั้นเป็นหัวใจที่สำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่จะทำให้มนุษย์ของประเทศนั้น ๆ มีคุณภาพ และรวมถึงมนุษย์โลกคนหนึ่งที่เกิดมา สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ที่ดีให้แก่โลกมนุษย์ แต่ถ้าเกิดการศึกษานั้นเป็นเป็นการศึกษาที่ด้อย คุณภาพ คุณภาพต่ำ ย่อมทำให้คุณภาพของคนในประเทศนั้น ๆ ก็ย่อมต่ำลงด้วย ทั้งด้าน ความคิด ทั้งด้านการสร้างสรรค์ และการที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความสุข ประเทศไทยเราสิ่งที่ เกิดขึ้นที่เราพูดเสมอมาก็คือการศึกษาเรานั้นคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานสากล การศึกษา ของเรานั้นความสามารถทางภาษาอังกฤษนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำ หรือภาษาต่างประเทศนั้น อยู่ในระดับที่ต่ำ เนื้อหาสาระที่ต้องเรียนปริมาณมากไม่สามารถเชื่อมโยงกับการใช้ ชีวิตประจำวันนั้นมีเยอะมากมาย ยัดเยียดใส่หัวสมองเด็กจนเด็กนั้นเบื่อไม่อยากจะเข้าไป โรงเรียนและออกจากการศึกษากลางคัน ความไม่เสมอภาคทางการศึกษามีความ เหลื่อมล้ำมาก คนจนไม่มีสิทธิได้เรียน แต่คนรวยนั้นสามารถเรียนได้โรงเรียนดี ๆ โรงเรียน นานาชาติตั้งแต่เด็ก ความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ ส่งถึงอาชีพที่เขาจะไปสร้างสรรค์ ส่งถึง การดำเนินชีวิตอนาคต สร้างสรรค์ประเทศ มันจะได้คนที่คุณภาพไม่สูงตามที่เป็น พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้สืบเนื่องมาจากคณะรัฐประหารที่ได้กระทำ คนที่ทำนั้นแต่งตั้ง โดยรัฐประหาร ไม่ได้เกิดจากการเลือกตั้งและคนที่หลากหลายเข้ามากระทำแบบนี้ ผลที่เกิดมา คืออะไรครับ การที่มีความหวังว่าจะมีการปฏิรูปการศึกษาตาม พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ กลายเป็นไม่ได้เพิ่มพูนการปฏิรูปเลย มีแต่การคิดถึงโครงสร้างการบริหารจัดการและรวม ศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง มิได้ไปกระจายสู่ท้องถิ่น สู่เอกชน สู่ภาคประชาชน สู่ครอบครัว นักเรียนต่าง ๆ ได้ร่วมกันคิดหาระบบการศึกษาที่ดี นี่คือการศึกษาระบบที่มาจาก การรัฐประหารก็เลยทำให้โครงสร้างการศึกษาฉบับนี้แทนที่จะเป็นความหวังกลายเป็นความ ผิดหวัง สิ่งที่เห็นชัดเจนนะครับ กรณีของครูซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญถูกด้อยค่าในหลายเรื่อง ไม่มี แรงจูงใจที่ให้ครูนั้นหรือคนเก่ง ๆ เข้าเป็นครูหรือครูเติบโตตามศักยภาพของครูและเน้นสอน ตัวเอง ไปเน้นแต่เรื่องการด้อยค่า การจัดโครงสร้างการบริหารเท่านั้น หัวใจอีกอันหนึ่งก็คือ เรื่องของกรอบความคิด มาตรา ๘ ของ พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้เน้นกรอบความคิดในเชิง อนุรักษ์นิยม และพยายามที่กดให้คนอยู่ในกรอบไม่ให้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ยกตัวอย่างเช่น บอกว่าต้องการที่จะให้มีความภาคภูมิในความเป็นไทย ซึมซับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีนิสัยในการสังเกตธรรมชาติอะไรอย่างนี้ แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องของวิธีคิดแบบเป็นสากล ในขณะนี้โลกทั้งโลกเหมือนกับไม่มีพรมแดน โซเชียลมีเดีย (Social Media) เชื่อมคนทั้งโลก การทำงานไม่จำเป็นต้องทำงานอยู่กับที่ ไปต่างประเทศหรือประเทศไทยที่เดียว แต่เรา ขีดกรอบ ต้องรู้ภาษาไทย ทำภาษาไทย ในมาตรา ๘ ระบุว่าอายุ ๖ ปีถึงจะเรื่องของ ภาษาอังกฤษ ทำไมลูกคนรวยสามารถที่จะเรียนนานาชาติ อายุ ๓ ขวบก็พูดได้ ๒-๓ ภาษาแล้ว ลูกคนจนแพ้ตั้งแต่เด็ก นี่คือคุณภาพการศึกษาที่ถูกกดโดยโครงสร้างของอำนาจนิยม ซึ่งรัฐประหารโครงสร้างที่นายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นประธาน และนายกรัฐมนตรีไม่มีวิสัยทัศน์ เลยครับ คิดแบบทหาร สั่งซ้ายหัน ขวาหันได้ ต้องการกรอบความคิดแบบเดียว คิดนอกกรอบไม่ได้ก็เลยเอากะลาเหล็กมาตรา ๘ มาครอบไว้ มาตรา ๘ มีตัวสำคัญ คิดแต่ เรื่องของวัยเท่าไร จะโตเท่าไร ไปลอกใครมาครับ ไม่ได้คิดถึงให้คนคิดนอกกรอบได้ สิ่งที่ลืม ก็คือเรื่องการวัดผล การวัดผลของประเทศไทยนั้นมีทั้งระบบปรนัย อัตนัย ปรนัยคือการที่ให้เขียน ก ข ค นั่นคือ สะสมให้เด็กนั้นมีความคิดแบบในกรอบ เป็นผู้เลือก คิดเองไม่เป็น นอกกรอบไม่เป็น ประเทศเรา จึงไม่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เช่น เป็นเจ้าของรถยนต์เอง เครื่องใช้ไฟฟ้าเอง มือถือเองไม่เหมือน เกาหลี อื่น ๆ เราคิดแต่ปรนัยครับ ต้องเป็นผู้เลือก ผู้บริโภค ไมใช่สังคมผู้ผลิต ผู้สร้างสรรค์ ไม่มีสิ่งนี้อยู่ในตรงนี้เลยนะครับ นี่คือสิ่งที่ตีกรอบ ทั้งกรอบความคิดทางอุดมทางการเมือง กรอบความคิดคือไม่ให้ออกจากกรอบครับ อยู่ในสังคมปรนัย เราอยู่กันกี่ชั่วอายุคนแล้วครับ เราไม่มีรถยนต์ ไม่มีเครื่องบิน ไม่มีอะไรเลย มีแต่ซื้ออย่างเดียว สั่งอย่างเดียว ย้อนไปครับ มาตรา ๘ ศึกษาเริ่มตั้งแต่อายุ ๐ ปีขึ้นไป อย่าลืมนะครับ ประเทศญี่ปุ่นเขาคิดเรื่องกว่าจะถึง อนุบาลก็สายเสียแล้ว เขาเขียนมานานแล้วครับ เด็กอายุในครรภ์ ๓ เดือนสามารถที่จะรับฟัง เสียงคุณพ่อคุณแม่ได้ สามารถใช้มือ น้ำหนักมือคุณพ่อ ไออุ่นกับคุณแม่ไม่เหมือนกัน ลูบท้อง คุยกับลูก ลูกจ๋า นี่พ่อนะ ลูกอยู่ข้างในได้ยินไหมจ๊ะ เด็กจะฉลาดขึ้น เด็กในท้องสามารถฟัง ดนตรีคลาสสิก (Classic) สามารถเพิ่มเซลล์สมอง แต่คุณภาพเด็กเมื่อเกิดมาจะฉลาด กว่าพ่อ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เด็กอายุ ๘ เดือนสามารถใช้ไฟฉายส่องตาลืมแล้ว สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ เด็กสามารถนั่งเก้าอี้โยก คอแข็งได้ เด็กสามารถเล่นคิกเกม (Kick Game) กับคุณแม่ เตะขึ้นมา คุณแม่เตะ เล่นกับคุณแม่ นั่นคือการเรียนรู้ในครรภ์ และส่งเสริมให้กินอาหารที่ดี สามารถพัฒนาทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ที่โรงพยาบาลหัวเฉียว นายแพทย์ชัยรัตน์ ปัณฑุรอัมพร ทำมาตั้ง ๒๐ กว่าปีแล้ว สร้างเด็กคุณภาพมามากมาย แต่ทำไมไม่ศึกษาและเอามาเป็นการพัฒนาก่อน ถ้าประเทศเรามีคนที่ฉลาดกว่าพ่อแม่แต่ละ เจเนอเรชัน (Generation) ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือสร้างฮาร์ดแวร์ (Hardware) ของคนในประเทศให้เหนือกว่าคนรุ่นเก่า และมาเพิ่มการศึกษาอื่น ๆ ขึ้นไปให้ คิดนอกกรอบได้ ไม่ถูกครอบงำอย่างนี้ได้ นี่คือการปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงหรือไม่ ผมฝาก กรรมาธิการได้โปรดแก้ไขตรงนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ