สาทิตย์ วงศ์หนองเตย วิพากษ์ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับปี 2564 ที่เน้นการควบคุมแบบรวมศูนย์ ขาดการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับปี 2542 ที่เน้นการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กฎหมายฉบับนี้มีหลักการง่าย ๆ ก็คือปรับปรุงกฎหมายว่าด้วย การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ ซึ่งหลายท่านในรัฐสภาแห่งนี้ได้พูดถึงกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ ด้วยความชื่นชม ว่าเป็นกฎหมายซึ่งร่างขึ้นมาเป็นกฎหมายแม่บทของการจัดการศึกษาอย่างแท้จริงฉบับหนึ่ง ในยุคนั้นกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปี ๒๕๔๒ เกิดขึ้นในยุคที่ท่านประธานเป็น นายกรัฐมนตรี และในพระราชบัญญัติฉบับนั้นมีประธานคณะกรรมาธิการที่พิจารณา ก็คือท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมเองก็เป็นคณะกรรมาธิการร่วมอยู่ ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับปี ๒๕๔๒ ด้วย ซึ่งต้องเรียนท่านประธานว่าในฉบับนั้น ก็มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไขเนื้อหาหรือบทกฎหมายในชั้นกรรมาธิการกันอยู่ พอสมควร เนื่องจากรัฐบาลในยุคนั้นมีการเปิดกว้างให้หลายภาคส่วนได้มีการแสดง ความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ใหญ่ที่สุด ในประเทศ นั่นคือเรื่องของการศึกษา ผมจำเป็นต้องเรียนเรื่องนี้เพราะว่ากฎหมาย ฉบับปัจจุบันที่กำลังพิจารณากันอยู่จะเป็นการปรับปรุงจากตัวกฎหมายฉบับนั้น แต่ผม เรียนว่าเมื่อเห็นตัวกฎหมาย ฉบับปี ๒๕๖๔ ฉบับนี้แล้ว โดยส่วนตัวยังรู้สึกผิดหวังอยู่ครับ เพราะผมคิดว่ากฎหมายฉบับปัจจุบันนี้ตีโจทย์แตก แต่วิธีการแก้โจทย์ไม่ตรงจุด เพราะฉะนั้นการคาดหวังจะได้ผลตามที่ตั้งโจทย์เอาไว้ก็เป็นไป ได้ยาก ทำไมจึงพูดว่าตีโจทย์แตก เพราะกฎหมายฉบับนี้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์มาจาก การพิจารณาและยกร่างของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาซึ่งมีการจัดตั้งขึ้น ในช่วงระยะเวลาก่อนหน้านี้ ในรายงานของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษานั้น ได้ตีโจทย์สังคมไทยว่า หลังการปฏิรูปการศึกษาในปี ๒๕๔๒ สังคมไทยเห็นว่าคุณภาพ การศึกษาไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤติของปัญหาที่มีความรุนแรง สลับซับซ้อนและฝังลึก ในระบบที่ยากต่อการแก้ไข มีความเหลื่อมล้ำในโอกาสทางการศึกษาอย่างมาก สถานศึกษา ชั้นนำที่มีคุณภาพการศึกษาสูงมีจำนวนไม่มากนัก ส่งผลให้สมรรถนะขีดความสามารถ การแข่งขันของประเทศอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับภูมิภาคเดียวกัน ในส่วนการศึกษาระดับ อาชีวศึกษาและอุดมศึกษาไม่สามารถผลิตทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะ สมรรถนะตอบสนอง ความต้องการของภาคการจ้างงานได้ และไม่สามารถสร้างสรรค์งานวิจัยนวัตกรรมเทคโนโลยี ใหม่ ๆ ได้ แสดงให้เห็นถึงความด้อยประสิทธิภาพและประสิทธิผลของระบบการจัด การศึกษาไทยทุกระดับ ซึ่งการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ ที่มีสมรรถนะสูง อันนี้ผมยกมาจากรายงานของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูป แต่เมื่อ มาเป็นตัวของกฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานครับ ถ้าเราไปเทียบกับตัวกฎหมาย ปี ๒๕๔๒ และอ่านอย่างละเอียดจะพบว่าพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ นั้นจะเน้น การให้อำนาจประกันสิทธิของภาคส่วนต่าง ๆ ในการจัดกระบวนการศึกษาเรียนรู้ แต่ตัวกฎหมายที่เราพิจารณากันอยู่ปัจจุบันนี้จะเน้นการสั่งการ กำหนดคุณสมบัติ วางตัวชี้วัดแนวปฏิบัติอย่างละเอียดให้กับภาคส่วนต่าง ๆ มีบทความบางบทความไปนับ ด้วยซ้ำครับท่านประธานว่าในกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ มีคำว่า ต้อง ๔๔ คำ แต่ในกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๖๔ มีคำว่า ต้อง ถึง ๑๖๒ คำ อันนี้ก็เป็นประเด็น ซึ่งหยิบขึ้นมาเพื่อให้เห็นภาพรวมของตัวกฎหมายฉบับนี้ชัดเจนขึ้น ซึ่งวิธีการแบบนี้มันจะเป็น การรวมศูนย์ให้อำนาจของรัฐสามารถที่จะเข้ามาจัดการในเรื่องของการจัดการศึกษาได้ ในบทความหนึ่งกล่าวว่าวิธีการคิดว่ารัฐจะต้องจัดกระบวนการศึกษาแล้วประสิทธิภาพ การศึกษาจึงจะเกิดได้มีประสิทธิผลนั้น เขาบอกว่ามิติที่มักจะขาดหายไปในกระบวนการคิด วิธีนี้คือความเข้าใจต่อพลวัตทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ที่เป็นลักษณะเฉพาะของ พื้นที่ทางนโยบาย ในที่นี้ก็คือระบบการศึกษา นี่ก็เป็นประเด็นที่ผมอยากจะยกโจทย์นี้ ขึ้นมาก่อนครับ ผมคิดว่าถ้าตีโจทย์ให้แตกตัวกฎหมายฉบับนี้ผมไม่อยากจะพูดถึงเรื่องของ การพัฒนาและสวัสดิการครู เพราะในสภานี้เรามีตัวแทนวิชาชีพนี้กันอยู่ค่อนข้างมากและพูด ไปแล้ว แต่ถ้าพูดในฐานะของคนที่มีลูกมีหลานเรียนหนังสืออยู่ และโดยเฉพาะอยู่ต่างจังหวัด ที่ต้องหาโรงเรียนดี ๆ จ่ายเงินจ่ายทองเข้าเมืองเข้ากรุงเทพฯ หรือเราพบเห็นลูกชาวบ้าน จน ๆ ที่ต้องอาศัยโครงการอาหารกลางวันในยุคที่ท่านประธานในขณะนี้เป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ต้องอาศัยเรื่องเรียนฟรี ๑๕ ปีในยุคท่านอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เราคิดว่าตัวพระราชบัญญัติการศึกษานั้นจำเป็นจะต้องมีหลักประกันเรื่องการแก้ปัญหา ความเหลื่อมล้ำคุณภาพ เราต้องการโรงเรียนที่มีคุณภาพทัดเทียมกันทั่วประเทศไม่ว่าอยู่ ที่ไหน ไม่ใช่เด็กในหมู่บ้านไปเรียนตำบล เด็กในตำบลไปเรียนในเมือง เด็กในเมืองเข้า กรุงเทพฯ เด็กกรุงเทพฯ ที่มีเงินไปต่างประเทศ ระบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น ๒. เราต้องการ การดูแลให้มีการเรียนฟรีอย่างแท้จริง มีอุปกรณ์การศึกษาที่ครบ และเด็กสามารถจะเข้าถึง อินเทอร์เน็ต (Internet) ได้ ซึ่งปัจจุบันเรื่องการเรียนออนไลน์ (Online) นั้นเป็นปัญหา อย่างยิ่ง และในตัวกฎหมายฉบับนี้มีการเขียนเอาไว้แต่ไม่มีหลักประกันที่ชัดเจนเช่นนั้น เราต้องการการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการศึกษาตลอดชีพ ซึ่งในตัวกฎหมายฉบับนี้ เขียนไว้ แต่รายละเอียดในเชิงปฏิบัตินั้นยังกำกวมและยังคลุมเครืออยู่มาก เราต้องการ กฎหมายแม่บทที่พูดถึงเรื่องการรับภาระค่าใช้จ่ายแทนพ่อแม่ผู้ปกครอง ในลักษณะที่รัฐ จะดูแลเรื่องของทุน ค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองอย่างเท่าเทียม ในชั้นการเข้ามหาวิทยาลัย เราต้องการการเรียนที่มีคุณภาพ จบมามีงานทำ มีเงินผ่อน กยศ. ตกงาน กยศ. ไม่ยึดทรัพย์ นี่คือสิ่งง่าย ๆ ที่ควรจะเกิดขึ้นในพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับนี้ ยังมีความไม่ชัดเจนอีก หลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องของการบริหารงานบุคคลและหน่วยงานเดิม และที่หลายคนกังวลมากคือระบบการประกันคุณภาพการศึกษาซึ่งกฎหมายฉบับนี้พูดถึง ไว้ค่อนข้างน้อย ถ้าไปดูในตัวโครงสร้างของกฎหมายนี้จะชัด ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต เพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อยเท่านั้นเองว่าในปี ๒๕๔๒ นั้นตัวโครงสร้างกฎหมายเขียนชัด ตั้งแต่บท ทั่วไป สิทธิหน้าที่ทางการศึกษา ระบบการศึกษา แนวการจัดการศึกษา การบริหารจัดการ การศึกษา มาตรฐานประกันคุณภาพการศึกษา ครู คณาจารย์ บุคลากร ทรัพยากรการลงทุน และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา แต่ในกฎหมายปี ๒๕๖๔ นั้นกลับเขียนโครงสร้าง ลักษณะอีกแบบหนึ่งซึ่งหากการเรียงลำดับของโครงสร้างกฎหมายที่ชัดเจนครับ ผมเสนอ ในตอนสุดท้ายก็คือว่าเมื่อมีการนำกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่สภาแล้ว ถ้าสภารับหลักการไปแล้ว ผมเสนอว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสมควรที่จะมาเป็นประธาน คณะกรรมาธิการชุดนี้ และ ๒. ควรจะขยายเวลาการแปรญัตติของกฎหมายฉบับนี้ ให้มากกว่าเวลาที่ตราไว้ตามข้อบังคับ ที่สำคัญในข้อ ๓ ก็คือว่าก่อนที่จะพิจารณาลงในตัวบท กฎหมายต่าง ๆ นั้นคณะกรรมาธิการก็ควรจะเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ไม่เฉพาะแต่ครู บุคลากรทางการศึกษาเท่านั้น แต่อาจจะเป็นเด็ก เป็นผู้ปกครอง เป็นนักวิชาการต่าง ๆ ได้มาร่วมแสดงความคิดเห็นได้กว้างขวาง อย่างเช่นพระราชบัญญัติการศึกษา ปี ๒๕๔๒ ได้ดำเนินการไปแล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้ผมก็คิดว่าโอกาสที่เราจะใช้กฎหมายฉบับนี้ปฏิรูปการศึกษา ประเทศไทยในทศวรรษต่อไปนั้นก็มีโอกาสที่จะตอบโจทย์ของปัญหาการศึกษาของประเทศ ไทยได้ ขอบพระคุณครับ