สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา อภิปรายร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ โดยวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาที่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพและอิสรภาพทางวิชาการ รวมถึงการกำหนดหลักสูตรจากยุทธศาสตร์ชาติในยุคที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งมุ่งเน้นควบคุมมากกว่าส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และเป็นการสอดแทรกอุดมการณ์ชาตินิยมโดยไม่สอดคล้องกับบริบทการเรียนรู้ยุคดิจิทัล พร้อมทั้งชี้ให้เห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำจากการขาดรัฐสวัสดิการและการบริการสาธารณะ โดยเฉพาะผลกระทบจากโควิดที่ทำให้เด็กถูกผลักออกนอกระบบการศึกษา
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขต ๓ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉัน ขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอค่ะ ช่วง ๔ เดือนก่อนหน้านี้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในหมู่นักเรียนว่า มีเนื้อหาที่กดขี่ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ท่านประธานคะ เด็กสมัยนี้มีความคิดเป็นของตนเอง พวกเขาใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ทุกวัน หลายคนสามารถศึกษาหาความรู้และเข้าถึง ข้อมูลต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี อย่างร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้เด็ก ๆ หลายคนก็ได้เข้ามาอ่าน ด้วยตนเองค่ะ และเขาก็มีคำถามมากมาย วันนี้ดิฉันขอมาเป็นกระบอกเสียงแทนเด็ก ๆ เหล่านั้นค่ะ
ประเด็นแรก วัตถุประสงค์และเป้าหมาย ท่านประธานคะ โลกของเราหมุน อยู่ตลอดเวลา การศึกษาไทยต้องเตรียมคนไปสู่อนาคตค่ะ เพราะเวลาเดินไปข้างหน้าตลอด การจัดการศึกษาต้องยืดหยุ่น แต่ดิฉันพบว่าร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ขัด หลักอิสรภาพทางวิชาการและการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่น รวมถึงการเปิดกว้างในทุก ๆ มิติ เนื้อหาของร่างมีปัญหาในเรื่องการใช้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศมาเป็นตัว ออกแบบหลักสูตรและเป็นตัวกำหนดชี้วัดทั้งนักเรียนและครู เนื้อหาตามร่าง พ.ร.บ. มีที่มา จากร่างที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา หรือ กอปศ. ได้จัดทำไว้ ซึ่ง กอปศ. ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมาในยุคของรัฐบาล คสช. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เนื้อหาของ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีเป้าหมายเพียงควบคุม ปกครอง ไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์หรือคิดนอกกรอบได้ เช่น การสอดแทรกอุดมการณ์ชาตินิยมลงไปในระบบ การศึกษาอย่างเข้มข้น บังคับให้ทั้งนักเรียนและครูต้องซึมซับวัฒนธรรมไทย รู้จักสังคม ความเป็นไทย เข้าใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นการกระทำที่ขาดความเข้าใจ ในการพัฒนาการตามช่วงวัยของมนุษย์ค่ะ วัตถุประสงค์การเรียนการสอนในแต่ละ ช่วงวัยยังไม่สอดคล้องกับวิวัฒนาการการเรียนรู้ของคนยุคดิจิทัล (Digital) ค่ะ
ประเด็นที่ ๒ ดิฉันพบว่าร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้มีระบบการบริหาร จัดการที่ย้อนยุค หลงสมัย รัฐยังคงทำการรวมศูนย์อำนาจ บริหารแบบระบบอำนาจเชิงเดี่ยว ทำให้สถานศึกษาขาดการมีส่วนร่วมในการบริหาร การตรวจสอบถ่วงดุล และขาดหลัก ธรรมาภิบาล รัฐควรจะต้องกระจายอำนาจให้สถานศึกษาได้บริหารและออกแบบให้เข้ากับ บริบทของสถานศึกษาแต่ละแห่ง ก่อนหน้านี้ในการทำงานของคณะกรรมการอิสระเพื่อการ ปฏิรูปการศึกษาก็ไม่ได้มีความพยายามในการแสวงหาแนวร่วมหรือฉันทามติจากกลุ่มผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้านเลย ถึงแม้ว่าร่างดังกล่าวจะผ่านกระบวนการรับฟัง ความคิดเห็นมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขอะไรเลยหลังได้รับความคิดเห็น ต่อมา องค์กรครูกว่า ๓๐๐ องค์กรก็ได้ออกมาเรียกร้อง จึงมีการแก้ไขข้อความเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นนะคะ คือแค่คำเรียกครู ผู้บริหารสถานศึกษา และใบประกอบวิชาชีพครูเท่านั้นค่ะ
ประเด็นที่ ๓ ดิฉันพบว่าร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้จงใจละเลย การให้บริการสาธารณะของรัฐและการเป็นรัฐสวัสดิการ เรามองเห็นปัญหาของระบบ การศึกษาไทยมานานแล้ว และเมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด (COVID) ยิ่งทำให้เห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดขึ้น การเรียนฟรีไม่มีอยู่จริงเพราะจะมีค่าใช้จ่าย แอบแฝงเกิดขึ้น เช่น ค่าอุปกรณ์การเรียน การเรียนการสอนแบบออนไลน์ (Online) ภาระไปตกอยู่ที่ครูและนักเรียน รวมถึงผู้ปกครองที่ต้องวิ่งหาอุปกรณ์สมาร์ตโฟน (Smartphone) แท็บเลต (Tablet) คอมพิวเตอร์เพื่อให้บุตรหลานของพวกเขาเข้าถึง การเรียนการสอน ทุก ๆ นาทีที่ผ่านไปจะมีเด็กถูกผลักให้ออกนอกระบบการศึกษามากขึ้น เพราะมาตรฐานจากส่วนกลางค่ะ
ประเด็นสุดท้ายร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้ขาดหลักประกันการคุ้มครอง สิทธิในโอกาสการเข้าถึง ขาดสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียนและครู เราพบว่าเด็กไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาเลย พวกเขาไม่มีสิทธิเลือกเอง ยังมีการ กำหนดสายวิทย์ สายศิลป์ ยังมีค่านิยมเก่า ๆ ที่เด็กเรียนดีต้องเรียนสายวิทย์ ยังคงมีการ ปิดกั้นการค้นพบตัวเองเพื่อไปพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่การเรียนการสอนในปัจจุบันนี้ ควรจะต้องหลากหลายพร้อมโอบรับการศึกษาของโลก ไม่ใช่การเรียนเพื่อเอาวุฒิการศึกษา ให้จบเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเรียนเพื่อสร้างทักษะและการเข้าถึงประชาคมวิชาชีพ รวมคนที่มีความสนใจร่วมกันมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ปัจจุบันนี้เด็กไม่สามารถค้นพบ ตัวเองได้อย่างเต็มที่ว่าจริง ๆ แล้วตนเองชอบอะไร ค่านิยมยังให้ความสำคัญกับเด็กสายวิทย์ ผู้ปกครองหลายท่านอยากให้ลูกตนเองเรียนจบมาเป็นหมอ เป็นวิศวกร ทำให้เด็ก ๆ ไม่กล้า คิดนอกกรอบหรือเลือกทางเดินของตนเอง ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นมาหลายสิบปีและปัจจุบัน ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่
ท่านประธานคะเด็ก ๆ ๑๐ คน ย่อมมีความสนใจ ๑๐ อย่างแตกต่าง กันไป โลกตอนนี้มากกว่าเพียงสายวิทย์ สายศิลป์ ถึงเวลาที่เราต้องออกแบบการศึกษาเพื่อ คนรุ่นต่อ ๆ ไปให้สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบัน การศึกษาไทยต้องพร้อมโอบรับการศึกษา ของโลกเพื่อให้พวกเขาพร้อมที่จะเป็นพลเมืองโลก ไม่ใช่เป็นแค่พลเมืองไทยค่ะ อย่างตัวดิฉัน เรียนจบปริญญาตรีสาขาดนตรีมาจากมหาวิทยาลัยมหิดล ในขณะนั้นยังมีคำถามจากผู้ใหญ่ ว่าเรียนดนตรีไปทำไม จบไปจะทำอะไรกิน ทั้ง ๆ ที่ในต่างประเทศอาชีพนักดนตรีคืออาชีพ ที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี แต่ในประเทศไทยคนที่เรียนจบทางด้านดนตรี ทางด้านศิลปะ ทางด้าน การแสดง หรือด้านอื่น ๆ ที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์กลับไม่ได้รับการส่งเสริมเท่าที่ควรค่ะ ไม่มีตลาดแรงงานรองรับด้วยซ้ำ เพราะระบบการศึกษาไทยไม่สนับสนุนให้เด็กมีความคิด สร้างสรรค์ มีแต่หลักสูตรที่ผลิตคนให้ออกมาเหมือน ๆ กัน ผู้เรียนต้องบรรลุเป้าหมาย หลักเศรษฐกิจพอเพียง วัฒนธรรมไทยและความเป็นไทยจนนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ทำไมหลักสูตรการเรียนการสอนต้องกดทับให้เด็กติดอยู่ในกรอบ แทนที่จะส่งเสริมให้เด็ก มีความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้เด็กคิดนอกกรอบ จากประเด็นทั้งหมดที่ดิฉันได้กล่าวมา ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้เต็มไปด้วยการผลักภาระให้แก่ผู้ปกครอง นักเรียน รวมถึงครูและสถานศึกษา มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการเรียนรู้ อย่างที่ดิฉันได้บอกไปค่ะ เด็ก ๆ ไม่ได้จะเติบโตไปเป็นพลเมืองไทยเพียงอย่างเดียว พวกเขาจะต้องเป็นพลเมืองโลกด้วย จะจำกัดให้คิดอะไรแคบ ๆ เป็นพลเมืองไทยในกะลาไม่ได้ ดังนั้นดิฉันจึงไม่สามารถ รับหลักการร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ