พลเดช ปิ่นประทีป หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาคุณภาพของประชากรและโรงเรียนขนาดเล็ก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และภาคส่วนอื่น ๆ ในการบริหารจัดการโรงเรียนของชุมชน นอกจากนี้ยังเน้นการเรียนรู้ทางการเมืองเพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กมีความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง และการเรียนรู้จากสังคม ปัญหาสังคม และการมีส่วนร่วมทางการเมือง เพื่อให้เด็กสามารถเป็นพลเมืองที่มีความรู้ ความเข้าใจ และคุณธรรม
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายพลเดช ปิ่นประทีป สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผม ขออภิปรายแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมในเชิงหลักการต่อร่างพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติฉบับนี้นะครับ
เรื่องแรกเป็นเรื่องของคุณวุฒิกับคุณภาพนะครับ สังคมไทยเรามักจะมุ่งหวัง ในเรื่องของคุณวุฒิในทางวิชาชีพและวิชาการที่เรียกว่า ควอลิฟิเคชัน (Qualification) จาก ระบบการศึกษาเพื่อที่เขาจะได้นำเอาไปใช้ในการสมัครเข้าทำงานหรือเข้าสู่การเรียนต่อ แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่คุณสมบัติส่วนบุคคลส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ประเทศ โดยส่วนรวมต้องการ แล้วก็ควรจะได้รับจากระบบการศึกษาด้วยเช่นกันนะครับ แต่คนมักจะ ไม่ค่อยพูดถึงกัน นั่นก็คือเรื่องของคุณภาพประชากรของประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นในเรื่อง ของควอลิตี (Quality) สังคมควรได้รับจากระบบการศึกษาด้วยเช่นกัน ดังนั้นในมาตรา ๘ (๔) (๕) (๖) จึงควรเพิ่มสิ่งที่เรียกว่าความเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในสังคมระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะเป็นมิติทางสังคมส่วนรวมที่ขาด หายไป
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องประเด็นของโรงเรียนขนาดเล็ก ประเด็นการยุบเลิก หรือควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กในมาตรา ๑๕ (๙) ควรมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ ต้องไม่ ทำลายหลักการโรงเรียนของชุมชน เพื่อชุมชน โดยชุมชน ต้องมุ่งให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง ตามแนวทางที่เรียกว่าชุมชนภิวัฒน์ ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ด้วยครับ ควรเพิ่มบทบาท ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และภาคส่วนอื่น ๆ ที่อยู่ใน พื้นที่ให้เข้ามาร่วมเป็นเจ้าของและบริหารจัดการโรงเรียนของชุมชนอย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้ง เปลี่ยนมายด์เซต (Mindset) แล้วก็การออกแบบกระบวนการเรียนการสอนในห้องเรียน ให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องของการเมืองกับการศึกษา ร่างพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติฉบับนี้ไม่ควรตัดเรื่องการเมืองออกจากการศึกษา เพราะการทำเช่นนั้นจะทำให้ โรงเรียนและนักเรียนหลุดลอย ตัดขาดตนเองไปจากชุมชนและสังคมของตน แต่สิ่งที่ควรห้าม คือการต้องห้าม มิให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเข้าไปใช้โรงเรียนเป็นพื้นที่รณรงค์ ทางการเมือง เพราะเด็กนั้นยังมีภูมิคุ้มกันทางการเมืองอยู่ในระดับต่ำ การทำเช่นนั้นมิใช่ เป็นการพัฒนาความเป็นพลเมืองของเด็กครับ แต่จะเป็นการใช้เด็กเป็นเครื่องมือ หรือเป็นเหยื่อในการต่อสู้แข่งขันขององค์กรทางการเมืองเสียมากกว่า สำหรับการเรียนรู้ ทางการเมืองนั้นควรมุ่งเตรียมความพร้อมให้เด็กมีความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งเพื่อเป็นการ มีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องมีการปลูกฝังเตรียมตัวตั้งแต่เด็กเล็กจนกระทั่งระดับการศึกษาสูงขึ้นโดยลำดับ แล้วก็ต้อง ทำอย่างต่อเนื่อง
เรื่องที่ ๔ เป็นเรื่องการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง การเสริมสร้าง ผู้เรียนให้ยึดโยงกับชุมชนและสังคม ที่เรียกว่า ซีวิกเอนเกจเมนต์ (Civic Engagement) เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองและบ่มเพาะนักประชาธิปไตย ให้กับระบบการเมืองในระยะยาว ในการพัฒนา ฝึกฝน และบ่มเพาะความเป็นพลเมือง ให้กับเด็ก ต้องให้เด็กได้เรียนรู้สังคม ปัญหาสังคมจากตัวอย่างของจริงในชีวิตของเขานะครับ ซึ่งหมายความว่าให้เด็กสามารถนำเอาปัญหารูปธรรมในชุมชนที่เด็กพบเห็นในแต่ละวัน เข้ามาสู่การเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนระหว่างกันในรูปแบบของกรณีศึกษา โดยเฉพาะครูต้องมี บทบาทในการเป็นผู้จัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่เรียกว่า ฟาซิลิเตเตอร์ (Facilitator) กระตุ้นให้เด็กทุกคนได้มีส่วนร่วม กล้าแสดงความคิดเห็น กล้าแสดงจุดยืนและกล้าแสดง ความรับผิดชอบต่อสังคมอันจะเป็นวิถีชีวิตในระบอบประชาธิปไตยต่อไปครับ ดังนั้นควรให้ เด็กได้มีการเรียนรู้ในระบอบการปกครอง เปรียบเทียบตามช่วงวัยที่เหมาะสมเพื่อให้เกิด ความเข้าใจถึงข้อดี ข้อด้อย ของระบอบการเมืองการปกครองให้เขาได้เรียนรู้อย่างถูกต้อง และรู้เท่าทันทางการเมืองที่เรียกว่า โพลิทิคัล ลิเทอเรซี (Political Literacy) เพื่อเป็นประโยชน์ ของประเทศชาติในระยะยาว เด็กควรมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมทั้งมีค่านิยม ทัศนคติ และฝึกฝนทักษะอย่างต่อเนื่อง ให้เป็นพลเมืองที่ติดตามสนใจข่าวสารของสังคมและการเมือง ให้เป็นส่วนหนึ่งของการเมือง กระทั่งเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง พลเมืองที่ติดตามข่าวสาร ของสังคมและการเมืองให้เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองได้อย่างสร้างสรรค์ ใช้เสรีภาพด้วยความ รับผิดชอบต่อสังคม สร้างสังคมเสมอภาคทางโอกาส ยุติธรรม และสามัคคีในชาติ ตลอด เส้นทางของการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองของเขาครับ ขอบคุณครับท่านประธาน