สำลี รักสุทธี หารือร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ โดยเรียกร้องให้ทบทวนเนื้อหาอย่างรอบคอบภายหลังมีเสียงคัดค้านจากครูและบุคลากรทางการศึกษา เน้นย้ำความสำคัญของการกำหนดนิยาม "ครู" และ "ผู้บริหารการศึกษา" อย่างชัดเจนเพื่อคุ้มครองสถานะวิชาชีพ พร้อมเสนอแนวคิดการขยายการจัดการศึกษาตั้งแต่ในครรภ์แม่เพื่อพัฒนาคุณภาพเด็กตั้งแต่ต้นทาง และย้ำว่ากฎหมายต้องสอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้และพัฒนาคนอย่างแท้จริง
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสำลี รักสุทธี แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ภูมิลำเนามหาสารคามในนามสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับที่กำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ถือว่าเป็นฉบับที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ แล้วก็ต่อต้านจากครู บุคลากรทางการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ให้กลับไปทบทวนครั้งแล้ว ครั้งเล่ากว่าจะออกมาได้ในวันนี้ ท่านครับ พ.ร.บ. การศึกษาคืออะไร
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ตามนัย ของผมนั้นคือธรรมนูญการศึกษาแห่งชาติ เข็มทิศชี้ทางในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เด็ก จุดประสงค์การสร้างคนให้มีคุณลักษณะตามที่ชาติต้องการ หรือเป้าหมายการพัฒนาชาติ ภายใต้ตรรกะที่ว่าการศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ ท่านประธานครับ ใครคือคนที่จะทำให้ พ.ร.บ. การศึกษาประสบผลสำเร็จ แน่นอนครับ ครู แต่เราละเลยไปคำหนึ่งซึ่งผมจะกล่าว ต่อไปครับ ครูตาม พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้เราให้คำจำกัดความว่า บุคลากรที่ทำหน้าที่สอน นี่เองครับเป็นคำที่ครูทั้งหลายเขาวิตกครับ วิตกว่าจะไปทอนสิทธิที่ครูเขามีอยู่หรือไม่ เพราะคำเดิมในฉบับปี ๒๕๔๒ นั้น คำว่า ครู เขาหมายถึงบุคลากรวิชาชีพที่ทำหน้าที่สอน ในสถานศึกษา คำว่า บุคลากรวิชาชีพ นั้นมันจะไปยันกับคำอื่น ๆ ซึ่งครูหมายถึงบุคคลที่ ประกอบวิชาชีพชั้นสูงซึ่งจะมีค่าวิทยฐานะ มีเงินประจำตำแหน่ง นั่นคือสิ่งที่ครูเขาวิตก ผมจึง อยากจะฝากกรรมาธิการ ถ้าท่านนำคำนี้กลับมาได้ แค่คำจำกัดความนะครับ ครูคือบุคลากรที่ ทำหน้าที่ให้เป็นบุคลากรวิชาชีพ ซึ่งเดิมนั้นดีอยู่แล้วครับ ผู้บริหารการศึกษาก็เช่นเดียวกัน มีนัยไม่ต่างกันเลยนะครับ แต่ไม่ขอเอ่ยถึง เพราะเวลาครับ สิ่งที่ครูทั้งหลายเขาได้กลับคืนมา นั่นก็คือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ก่อนที่เสนอเข้ามาแรก ๆ นั้นเป็นใบรับรองความเป็นครู ซึ่งคำว่า ใบรับรองความเป็นครู นั้นอาจจะทำให้ครูหลุดหายในสิ่งที่เขาต้องการ นั่นก็คือ เงินประจำตำแหน่งหรือเงินวิทยฐานะ อันที่ ๒ ที่ได้กลับคืนมาต้องขอขอบคุณนะครับ ก็คือ ครูก็คือผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูง ดังนั้นอยู่ในมาตรา ผมจำได้ประมาณมาตรา ๓๐ กว่า ได้บรรจุ ไว้อย่างชัดเจนแต่คำแรก ๆ ควรจะให้มันสอดคล้องกัน แล้วก็มาตรา ๔๑ ก็ดี บอกว่า เงินวิทยฐานะ เงินประจำตำแหน่งครูทั่วประเทศจงสบายใจว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้แก้ให้ท่านแล้ว ส่วนการเลื่อนวิทยฐานะ การเข้าสู่ตำแหน่งก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าเดิมนะครับ ดีกว่าเดิม เสียด้วยซ้ำ ซึ่งขณะนี้ทาง ก.ค.ศ. ก็มีหลักเกณฑ์ที่เรียกว่าพีเอ (PA) นั้นก็ทำให้ครูเราก้าวสู่ ความเป็นครูสมัยใหม่ยิ่งขึ้น ส่วนคำนิยามที่ขาดหายไปก็คือผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหาร การศึกษาหายไปเลย ก็คือคนที่อยู่เหนือระดับผู้บริหารสถานศึกษา ไม่ว่าเป็น ผอ. เขตหรือ ใครต่อใครที่สูงกว่า ผู้บริหารการศึกษาอันนี้ไม่มีเลยนะครับ ไม่ทราบเหตุผลกลใดนะครับ แล้วก็บุคลากรทางการศึกษา อันนี้ก็ขาดหายไป ฉะนั้นก็คือศึกษานิเทศก์ไม่มี ศึกษานิเทศก์ หลายคนเขามาพบผมว่าทำไมคำนี้มันหายไป เอาพวกผมไปไว้ที่ไหน เมื่อผมไล่ไปดูแล้ว มันมีอยู่ครับ ปรากฏอยู่มาตราไปไกล ๆ โน้นนะครับ แต่ทำไมคำแค่นี้ทำไมท่านไปตัดออก บุคลากรทางการศึกษาก็คือศึกษานิเทศก์นะครับ มาดูตรงนี้ครับท่านประธาน เป้าหมายตรงนี้ เป็นสิ่งที่ผมอยากจะพูดมากที่สุดเลย เพราะอะไรครับ เพราะผมอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมกับเด็ก ผมเป็นครูสายผู้สอน สิ่งที่ครูเขาต้องการมากที่สุดก็คือมาตรา ๘ อันเดิมนี้เป็นมาตรา ๒๔ ตรงนี้เป็นตรงที่จะลงสู่ห้องเรียน ลงสู่เด็กนะครับ ที่ทั้งหลายทั้งปวงท่านพูดไปนั้นท่านจะต้อง ดูมาตรา ๘ ครับ มาตรา ๘ เขาจัดคนออกเป็น ๗ ช่วงวัย จัดการศึกษาออกเป็น ๗ ช่วงวัย ผมถือว่าเป็นการละเลยหรือก้าวข้ามช่วงวัยหนึ่งไปครับ นั่นก็คือช่วงวัยแรก เราควรจะย่น ลงมาให้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงแรกเกิด เหตุผลครับ เหตุผลก็เพราะว่าตามหลักแล้วเขาบอกว่า เด็กจะเรียนรู้ตั้งแต่ ๔ ขวบเป็นต้นไปเด็กสามารถอ่านออกครับ ไม่ใช่อ่านได้นะครับ คำว่า อ่านออก คือเราสามารถให้เด็กเรียนในครรภ์ตั้งแต่ ๔ ปี อันนี้นะครับ นายมาซารุ อิบุกะ เขาเขียนไว้นะครับ เขาบอกว่ารอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว นั่นก็คือประเทศต่าง ๆ เขาเริ่ม ตั้งแต่แรกเกิดมาหลายปีแล้ว เดี๋ยวนี้เขาไปเริ่มตั้งแต่ในครรภ์แล้ว เห็นไหมครับ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้ แต่คงเป็นไปได้ยาก เพราะอะไร เพราะรัฐธรรมนูญล็อกไว้แล้วว่าจะดูแลเด็ก ตั้งแต่แรกเกิด เพราะฉะนั้นถ้าจะพัฒนาประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยให้มันเก่ง ให้มันเป็น ที่ ๑ ในโลกนี้ให้ เป็นอันดับ ๑ ให้เป็นเด็กเก่ง เด็กแข็งแรง เด็กดี จะต้องเริ่มตั้งแต่ ๔ เดือน ครับ ๔ เดือนนี้เด็กสามารถอ่านออก ไม่ใช่อ่านได้นะครับ อ่านได้กับอ่านออกมีนัยที่ต่างกัน มากครับ คำว่า อ่านออก คำว่า อ่านได้ เช่น ให้เราแจกรูป ว่า กอ-อา-นอ กาน นี่คืออ่านได้ แต่อ่านออกก็คือถ้าเราชี้คำว่า กาน เขาอ่าน กาน แต่เขาแจกรูปไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้นครับ หรือเด็ก ๔ เดือนถ้าเราสอนเขา เรามีนวัตกรรมที่ดีเขาสามารถอ่านออกครับ นี่คือสิ่งที่ผม อยากจะให้ท่านทำ อยากจะให้ประเทศไทยทำนะครับ ดูแลเด็กตั้งแต่ในครรภ์ ซึ่งด้าน สาธารณสุขก็มีการดูแลอยู่แล้ว แต่การศึกษาไม่มีครับ เพราะฉะนั้นในฐานะที่ผมอยู่ใน ห้องเรียนนะครับ อยู่กับเด็กมาเป็นเวลานานก็อยากจะให้กฎหมายนี้ให้ลงสู่ห้องเรียน ลงสู่ เด็กอย่างแท้จริง กราบขอบพระคุณมากครับ