ศิริกัญญา วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ. การศึกษา ชี้ซุปเปอร์บอร์ดไร้ประสิทธิภาพ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๑๗ กันยายน ๒๕๖๔

ศิริกัญญา ตันสกุล วิพากษ์ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติที่มีโครงสร้างซุปเปอร์บอร์ดซึ่งรวมศูนย์อำนาจไว้ที่คณะกรรมการกลาง โดยชี้ว่าขัดกับหลักกระจายอำนาจและความเป็นอิสระของสถานศึกษา และไม่มีกลไกความรับผิดชอบที่ชัดเจน แม้จะระบุให้โรงเรียนมีอิสระ แต่การควบคุมโดยรวมยังทำให้เกิดความขัดแย้งและเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง จึงไม่สามารถสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าวได้

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ สำหรับร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ หลายท่านได้วิพากษ์วิจารณ์กันไปในหลายเรื่องแล้ว ดิฉันขอพูดถึงเรื่องของโครงสร้างและ การบริหารจัดการที่จะเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปการศึกษานั้นประสบความสำเร็จ ได้ค่ะ ในร่างนี้มีการระบุไว้ในเหตุผลว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา ยกระดับคุณภาพ สร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ และสร้างธรรมาภิบาลในระบบการศึกษาไทย แต่ว่าแน่นอนค่ะ เราไม่สามารถที่จะเขียนเพียง แค่กฎหมายเพื่อให้ปัญหาเหล่านี้ถูกแก้ไขได้ ถ้าได้จริงเราคงไม่ต้องมาเขียน พ.ร.บ. ฉบับใหม่ การปฏิรูปการศึกษาก็คงสำเร็จไปเมื่อ ๒๒ ปีที่แล้ว เพราะว่าสิ่งที่ขาดหายไป ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ปฏิรูปการศึกษา ปี ๒๕๔๒ หรือว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติที่เรากำลังพิจารณากัน อยู่นี้ ก็คือเรื่องของกลไกความรับผิดรับชอบ หรือว่าที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าแอกเคานต์ทาบิลิตี (Accountability) และยิ่งในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ใช้กลไกแบบคณะกรรมการแห่งชาติ หรือที่เรียกกันว่าซุปเปอร์บอร์ด (Super Board) สิ่งที่จะเป็นความเชื่อมโยงว่า ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการเองก็ดี หรือว่าหน่วยงาน หรือว่าผู้มีอำนาจต่าง ๆ ก็ดี จะต้องรับผิดชอบรับชอบนี้ มันก็ยิ่งเบลอ แล้วเดี๋ยวเรามาดูตัวโครงสร้างของคณะกรรมการ เราก็จะยิ่งเข้าใจว่า ทำไม พ.ร.บ. ฉบับนี้จะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลย

ท่านลองนึกดูก็ได้ว่าปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาที่เกิดขึ้น ที่เด็กจะต้อง เผชิญอยู่ทุกวันนี้มีใครต้องรับผิดชอบจริง ๆ จัง ๆ หรือไม่ เด็กยังไม่ต้องพูดถึงปัญหาเรื่อง ความรุนแรงในโรงเรียน เรื่องกล้อนผม เรื่องบูลลี (Bully) เรื่องเด็กแอลจีบีที (LGBT) ไม่ได้มี พื้นที่ของพวกเขา ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องนั้นเลย เอาแค่เรื่องของการอ่านออก เขียนได้ หรือว่า อ่านได้ เขียนคล่องของเด็กปฐมศึกษา ถ้าเรียนจบระดับประถมแล้วยังไม่บรรลุสิ่งเหล่านี้ มีใครเคยต้องรับผิดชอบหรือเปล่า ครูต้องรับผิดชอบไหม ผอ. ต้องรับผิดชอบหรือเปล่า เลขาธิการ สพฐ. เคยต้องได้รับโทษตรงนี้ไหม ปลัดกระทรวง รัฐมนตรีเคยมีไหม แล้วยิ่งพอมาดูนะคะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

โครงสร้างของซุปเปอร์บอร์ด (Super Board) ที่ระบุไว้ในร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับนี้ ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ประกอบไปด้วยกรรมการที่มาจากฝ่ายการเมืองก็คือ นายกรัฐมนตรี และ ๒ รัฐมนตรี ประกอบไปด้วยข้าราชการประจำอีกประมาณ ๙ ท่าน แล้วก็มีผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ครึ่ง ๆ ถามว่าหากร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ประสบความสำเร็จ หรือว่าล้มเหลวที่จะแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ ที่จะแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพปรับปรุง ประสิทธิภาพ และสร้างธรรมาภิบาลได้ มีใครในที่นี้ต้องรับผิดชอบหรือไม่ สรุปแล้ว สายของแอกเคานต์ทาบิลิตี (Accountability) มันจะไปที่ไหน ถ้าเป็นความผิดของ กระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีบอกรัฐมนตรีรับคำสั่งมาจากประธานคณะกรรมการนโยบาย การศึกษาแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีบอกว่าสั่งการไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแล้ว สรุปแล้วใครจะเป็นคนผิด ไหนจะมีคนนอกมาอีกครึ่งหนึ่ง ที่มาจากการแต่งตั้ง โดยคณะรัฐมนตรี แบบนี้แล้วมันจะต้องมีใครรับผิดชอบจริงหรือไม่

ท่านประธานที่เคารพคะ มันเป็นเทรน (Train) มันเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่งที่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาน่าจะยึดเป็นแนวทาง ไม่กี่ปีที่ผ่านมานะคะ ในกฎหมาย แต่ละฉบับจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ถ้าเรานับกันดูตอนนี้มีอยู่ประมาณ ๓๔๕ คณะกรรมการ ที่ถูกแต่งตั้งตามกฎหมายแล้ว มีอย่างน้อย ๕๖ คณะกรรมการ ที่ระบุให้ นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน แต่ก็แน่นอนว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรีต้องเข้าประชุมครบทุก ๕๖ คณะกรรมการ ก็ไม่ต้องทำงานอย่างอื่นแล้ว ขนาดว่าไม่นับวันเสาร์ วันอาทิตย์ที่จะต้อง หยุดพักผ่อนแล้ว ก็ยังต้องประชุมทุกคณะให้ได้ ๑ อาทิตย์ต่อครั้ง เพื่อให้ได้ประชุมทุกคณะ ให้ได้ ๑ ครั้ง ใน ๑ ปี ก็เลยต้องมีการมอบหมายอำนาจต่าง ๆ ไปให้รองนายกรัฐมนตรี แต่กระนั้นเองก็ดี วัน ๆ ก็ยังต้องประชุม ๒-๓ คณะ เดินเข้าเดินออกแต่ละห้องทำงานกัน เป็นว่าเล่น แล้วแบบนี้หรือคะที่จะเป็นโมเดล (Model) สำหรับการเอามาจัดการกับ การศึกษาแห่งชาติ ซุปเปอร์บอร์ด (Super Board) การศึกษาเองก็เคยมีมาแล้ว ในสมัย คสช. ประมาณปี ๒๕๕๘ ซึ่งก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าล้มเหลวไม่สามารถที่จะปฏิรูปอะไรได้ ตอนนั้นก็มีการตั้งคณะกรรมการคู่ขนานขึ้นมาด้วยซ้ำ ชื่อว่าคณะกรรมการอิสระเพื่อการ ปฏิรูปการศึกษา ซึ่งก็เป็นผู้คลอดร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ออกมา สมัย คสช. นี่ฮิต (Hit) มากเรื่องเป็นซุปเปอร์บอร์ด (Super Board) ไม่ว่าจะเป็นซุปเปอร์ บอร์ด (Super Board) รัฐวิสาหกิจ ซุปเปอร์บอร์ด (Super Board) ด้านระบบวิจัย ซุปเปอร์ บอร์ด (Super Board) ด้านการศึกษา ซึ่งก็มีตอนนั้น ซึ่งดิฉันเข้าใจว่าหลายท่านในที่นี้ ก็อาจจะเคยเป็นอดีตคณะกรรมการของซุปเปอร์บอร์ด (Super Board) เหล่านี้ ซึ่งมัน เห็นแล้วว่ามันไม่สามารถทำให้การปฏิรูปใด ๆ ประสบความสำเร็จได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน ซุปเปอร์บอร์ด (Super Board) นี้ยังรวบอำนาจทุกอย่างเอาไว้ที่ตัวคณะกรรมการ ในร่างพระราชบัญญัตินี้ที่มีกว่า ๑๐๐ มาตรา ๓๐ กว่ามาตรา เป็นเรื่องของการให้อำนาจกับ ซุปเปอร์บอร์ด (Super Board) มีทั้งกำหนดรายละเอียดการศึกษา ควบรวมสถานศึกษา กำหนดเงื่อนไขเรื่องเงินอุดหนุน เห็นชอบคุณลักษณะของครูผู้สอน กำหนดแนวทาง ศึกษาวิจัย อะไรต่าง ๆ นานา ทุกเรื่องจะต้องผ่านการเห็นชอบจากซุปเปอร์บอร์ด (Super Board) นี้ก่อน ก็คือรวบตรึง อำนาจทุกอย่างเอาไว้ที่จุดสูงสุด สุดยอด โดยที่ไม่มีการกระจายอำนาจอย่างที่มีความพยายาม ที่จะพูดถึงในตัวร่างฉบับนี้เลยด้วยซ้ำไป ยกตัวอย่างเช่น กรณีของความเป็นอิสระ ของสถานศึกษาสคูลออโตโนมี (School Autonomy) ทุกคนพูดว่าดี นักวิชาการการศึกษา พูดว่าดี โออีซีดี (OECD) ก็เห็นด้วยว่าเราต้องมี

แล้วในฉบับนี้ตามมาตรา ๒๕ ก็ยังพูดถึงว่าโรงเรียนควรจะต้องมีอิสระในการ บริหารสถานศึกษา มีอิสระในการบริหารการเงิน จัดกระบวนการเรียนรู้ได้เอง มีอิสระในการ บริหารงานบุคคล แต่จะทำได้อิสระแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับคณะกรรมการนโยบาย นี่ล่ะค่ะ มันก็เลยเป็นความลักลั่นย้อนแย้ง ที่ทำให้การศึกษาไทยจะไม่มีทางไปไหนได้เลย ในเมื่อกลไก ความรับผิดชอบยังไม่เกิดขึ้น โครงสร้างทุกอย่างยังถูกรวบอำนาจไว้ที่จุดสูงสุดโดยที่มี นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และดิฉันคิดว่าด้วยโครงสร้างเหล่านี้การปฏิรูปการศึกษาคงไม่ได้ เกิดจริงในประเทศนี้แน่ หากไม่ได้มีการแก้ไขในส่วนนี้ แล้วก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ดิฉันเอง ก็ไม่สามารถที่จะรับหลักการในร่างนี้ได้เช่นเดียวกัน ขอบคุณค่ะ