มณเฑียร บุญตัน แสดงความห่วงใยต่อการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่ทำให้การรับรองสิทธิการศึกษาของคนพิการถดถอยจากระดับหลักการพื้นฐานลงมาอยู่ในกรอบจำกัดเฉพาะสถานศึกษา ซึ่งเป็นการย้อนกลับจากความก้าวหน้าเดิม และเรียกร้องให้มีการทบทวนเพื่อรักษาระดับสิทธิที่เท่าเทียม ครอบคลุมตลอดชีวิต พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการใช้คำว่า "คนพิการ" ในกฎหมายโดยตรง เพื่อยืนยันว่าความพิการไม่ใช่สิ่งน่าละอาย แต่เป็นสิทธิที่ต้องได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและพันธกรณีสากล
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากในภาพรวมมีสมาชิกหลายท่านพูดไปแล้ว ผมจะขอไว้ อภิปรายในช่วงวาระ ๒ แล้วก็คงจะมีส่วนร่วมในการเสนอคำแปรญัตติในชั้นกรรมาธิการ อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน มันมีเรื่องหนึ่งที่ผมแสดงความเป็นห่วง ก็คือพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติฉบับที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบันก็คือปี ๒๕๔๒ นี้ เขียนเรื่องการศึกษาสำหรับ คนพิการเอาไว้ดีมาก ในขณะนั้นสอดคล้องกับสโลแกนของกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น ที่ว่าคนพิการทุกคนที่อยากเรียนต้องได้เรียน คำนี้เป็นคำที่คมมาก ก็ต้องยอมรับนะครับว่า รัฐบาลในขณะนั้น รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในขณะนั้นใจกว้างครับ บทบัญญัติของพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติในขณะนั้น ในมาตรา ๑๐ ได้บัญญัติรับรองสิทธิของคนพิการเอาไว้ อย่างชัดเจน แต่นั่นล่ะครับหลายคนก็ต่างความคิด ลางเนื้อชอบลางยา ก็เห็นว่าคำว่า คนพิการ อาจจะไม่ครอบคลุม ก็เลยไปเพิ่มเรื่องลักษณะความบกพร่องบ้าง มีความต้องการ พิเศษบ้าง มีความสามารถพิเศษ คือมีหลายคำที่ถูกหยิบยกมาเขียนในมาตรา ๑๐ เช่นว่านั้น ก็ไม่ได้ทำให้เลอะเทอะเปรอะเปื้อนครับ แต่ทำให้หลายฝ่ายมีความสบายใจ ที่แน่ ๆ ก็คือว่าได้บัญญัติรับรองสิทธิเอาไว้อย่างชัดเจน ว่าสามารถมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษา ตั้งแต่แรกพบความพิการ แล้วไปขยายความในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติสำหรับ คนพิการว่าตั้งแต่แรกพบความพิการจนตลอดชีวิต และให้ได้รับสื่อสิ่งอำนวยความสะดวก ความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา มันทันสมัยในขณะนั้น ถ้อยคำอาจจะยังไม่ทันสมัยเหมือนกับการศึกษาในปัจจุบันที่สากล ประเทศเขาทำกัน แต่ว่าวิสัยทัศน์ แนวคิด หลักการไม่ได้ล้าหลัง ผมใฝ่ฝันที่จะเห็น ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไปไกลกว่านั้น แต่เป็นที่น่าเสียดายครับผมผิดหวัง แล้วก็รู้สึกว่า การศึกษาสำหรับคนพิการในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งปรากฏอยู่ที่เดียวด้วยนะครับ ในมาตรา ๑๔ (๘) ได้บัญญัติในลักษณะที่เป็นการดาวน์เกรด (Down Grade) เป็นการลด ลำดับความสำคัญของการศึกษาสำหรับคนพิการลงอย่างน่าเสียดาย ไม่ได้กำหนดรับรองสิทธิ เอาไว้ในหลักการขั้นพื้นฐาน แต่ไปเขียนไว้ในการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ท่านอาจจะ บอกว่าเขียนในมาตรา ๑๐ ของกฎหมายเดิมมันเป็นนามธรรม สู้มาเขียนไว้ในเรื่องของ การจัดการศึกษาของสถานศึกษาแบบนี้เป็นรูปธรรมกว่าไม่ดีกว่าหรือ มันก็ดีในระดับหนึ่ง ครับท่านประธาน แต่ว่าการกำหนดไว้ในหลักการซึ่งเป็นการรับรองสิทธิเอาไว้อย่างถูกต้อง ชัดเจน แล้วให้ไปกำหนดรายละเอียดในกฎหมายลำดับรองนั้น ก็เป็นสิ่งที่กระทำกันมา โดยตลอด
สิ่งที่น่าเสียดายไปกว่านั้นก็คือว่าไม่มีคำว่า คนพิการ อยู่ในมาตรา ๑๔ (๘) ท่านใช้คำว่า ผู้มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ซึ่งผมเข้าใจคำนี้ดีนะครับ มันมาจากคำว่า สติวเดนต์ (Student) หรือชิลเดรน วิท สเปเชียล นีดส์ (Children With Special Needs) หรือจะเรียกว่าเพอร์ซัน วิท สเปเชียล นีดส์ (Person With Special Needs) ก็ได้ครับ มันเป็นศัพท์ทางวิชาการทางการศึกษาที่ใช้กัน แต่ขอโทษครับท่านประธาน คำนี้ไม่มี กฎหมายใดรับรองไว้เลย อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการที่ประเทศไทยเป็นภาคี เป็นหนึ่ง ในสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน ๙ ฉบับ เขาใช้คำว่า คนพิการ อย่างเต็มภาคภูมิครับ ผมเข้าใจนะครับว่านักการศึกษาหลายท่าน หรือแม้แต่เพื่อนสมาชิกหลายท่านอาจจะรู้สึก ด้อยค่า คำว่า ความพิการหรือคนพิการ มีคนมากระซิบกับผมหลายครั้งเลยว่า ขอโทษนะครับ ผมไม่อยากเรียกท่านว่าเป็นคนตาบอดเลย ผมอยากจะเรียกท่านว่าเป็นคนที่มีปัญหา มีความท้าทายทางสายตา ไอ้คำพูดแบบนี้ผมไม่ขอบคุณนะครับ ขอประทานโทษ ผมคิดว่า เราต้องยอมรับความเป็นจริง ความพิการไม่ได้เป็นสิ่งที่เลวร้าย แต่ความพิการในมิติของ ระบบนิเวศของสิ่งแวดล้อม ของเงื่อนไขทางสังคมที่กระทำโทษกรรมที่ทำการเลือกปฏิบัติ อันนั้นน่ารังเกียจยิ่งกว่าถ้อยคำกับท่านประธาน เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปด้อยค่าโดยการเอา คำว่า คนพิการ ไปแอบไว้ที่ไหนหรอครับ เอากลับคืนมาครับเพราะเรามีรัฐธรรมนูญบัญญัติ รับรองสิทธิไว้แล้ว เรามีกฎหมายว่าด้วยการศึกษาสำหรับคนพิการบัญญัติรับรองไว้แล้ว และไม่ต้องไปฝากอนาคตในการกำหนดนิยามของคำว่า ผู้มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ไปไว้ในมือของผู้ทรงคุณวุฒิเพียงคนเดียวตามมาตรา ๘๘ (๕) ไม่เอาครับ ต้องเอาคำว่า คนพิการ กลับคืนมาในพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับนี้ ส่วนท่านจะไปเพิ่มผู้มีความต้องการ จะเป็นพิเศษ และจะไปกำหนดโดยกรรมการนโยบายเพิ่มเติมไม่มีใครว่าครับ แต่คำที่มัน มีสิทธิรับรองไว้ในสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ และมีกฎหมายรับรองนิยามเอาไว้แล้วในระดับชาติ ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและไม่สมควร จะถูกด้อยค่าจนเอาไปแอบซ่อนไว้ที่ไหนอีกต่อไป เพราะฉะนั้นผมขออภิปรายเฉพาะเรื่องนี้ แล้วไปพบกันในกรรมาธิการ ขอบคุณมากครับ