เฉลิมชัย เฟื่องคอน อภิปรายร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ โดยเสนอให้ชี้แจงบทนิยามบุคลากรทางการศึกษาให้ชัดเจน แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของค่าตอบแทน สนับสนุนให้สถานศึกษาเป็นนิติบุคคลและแยกหน่วยงานบริหารบุคคลออกจากกระทรวงเพื่อเพิ่มความคล่องตัว พร้อมแสดงความกังวลต่อการลดบทบาทคณะกรรมการสถานศึกษา ความกำกวมในการบริหารครูอาชีวศึกษา การจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และการปรับโครงสร้างการศึกษาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 258 โดยเรียกร้องให้มีการปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน และกำหนดกรอบเวลาการออกกฎหมายลูกเพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ใน ๒ ประเด็นหลัก คือจุดเด่นของร่างกฎหมายฉบับนี้ กับข้อสังเกต ดังนี้
ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ และ มาตรา ๒๕๘ จ โดยมีจุดเด่นของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ดังนี้
๑. กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ตามมาตรา ๘๘ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อให้เกิดการบูรณาการภาพรวมการศึกษาทั้งหมด ที่กระจายในหน่วยงานต่าง ๆ ให้มีเอกภาพและประสิทธิภาพ
๒. กำหนดให้มีแผนการศึกษาแห่งชาติไว้ในหมวด ๖ ตั้งแต่มาตรา ๗๙ ถึง มาตรา ๘๒ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ วรรคสาม
๓. กำหนดให้มีการจัดการเรียนการสอนเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ ตามช่วงวัย ๗ ช่วงวัย ตั้งแต่แรกเกิดช่วงวัยที่ ๑ จนถึงช่วงวัยที่ ๗ การศึกษาระดับอุดมศึกษา ตามมาตรา ๘
๔ กำหนดให้สถานศึกษาของรัฐมีความเป็นอิสระในการบริหารสถานศึกษา การจัดกระบวนการเรียนรู้ การบริหารการเงิน การบริหารงานบุคคล ตามมาตรา ๑๔ และ มาตรา ๒๕ รวมทั้งจัดให้มีระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างการบริหารพัสดุที่ใช้จ่ายจากเงินรายได้ ของสถานศึกษาเอง ตามมาตรา ๓๐
๕. สถานศึกษาของเอกชนจะได้รับการดูแลทัดเทียมกับสถานศึกษาของรัฐ ในเรื่องเงินเดือน ค่าตอบแทน การจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่ครู นักเรียน และการลดหย่อนภาษี ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา ๑๑ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ และมาตรา ๗๐
จุดเด่นประการสุดท้ายก็คือ กำหนดให้มีสถาบันการพัฒนาหลักสูตรและ การเรียนรู้ตามมาตรา ๕๘ สามารถระดมบุคลากรผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ทั้งจากในประเทศ และต่างประเทศมาพัฒนาหลักสูตร และวิธีการพัฒนาการเรียนรู้ที่ทันสมัยให้ทัดเทียม นานาอารยประเทศ
สำหรับข้อสังเกตของกระผมในร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ มีดังนี้
๑. มาตรา ๓๑ กำหนดว่าครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง มีบทนิยามที่ชัดเจนว่าครู หมายถึงใคร ทำหน้าที่อะไรในมาตรา ๔ แต่บุคลากรทางการศึกษาอื่นที่เกี่ยวกับการจัด การศึกษาไม่มีคำจำกัดความที่ชัดเจนว่าหมายถึงใครบ้าง ควรมีบทนิยามที่ชัดเจน
๒. ค่าตอบแทนก็มีความแตกต่างกันระหว่างครูกับบุคลากรทางการศึกษาอื่น ที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษา กล่าวคือ ตามมาตรา ๔๑ ผู้อำนวยการ โรงเรียน ครู จะได้รับ เงินเดือน เงินวิทยฐานะ เงินประจำตำแหน่ง และค่าตอนแทนอื่น ส่วนบุคลากรทางการศึกษาอื่น ที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาได้เฉพาะเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง หรือค่าตอบแทนอื่นเท่านั้น ไม่มีเงินวิทยฐานะ
๓. มาตรา ๓๕ กำหนดให้มีการตรากฎหมายว่าด้วยการบริหารงานบุคคล สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาของรัฐเท่านั้น ส่วนบุคลากร ทางการศึกษาอื่นที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาที่ ปฏิบัติงานในสำนักงานเขตพื้นที่และ หน่วยงานอื่น ๆ ที่ ก.ค.ศ. กำหนด เช่น ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ ศึกษานิเทศก์ และบุคลากร ที่ปฏิบัติงานอื่น จะให้ไปอยู่ในกฎหมายฉบับใดควรจะต้องอยู่ในกฎหมายฉบับเดียวกัน และควรกำหนดให้สำนักงานข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นองค์กรหลัก ในการบริหารงานบุคคลแยกออกมาจากสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นนิติบุคคล
๔. สถานศึกษาของเอกชน ตามมาตรา ๑๕ ไม่ได้กำหนดให้เป็นนิติบุคคล อาจเกิดปัญหาในทางปฏิบัติในการทำสัญญานิติกรรมต่าง ๆ ซึ่งในร่าง พ.รบ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับปี ๒๕๔๒ ในมาตรา ๔๔ ได้กำหนดให้สถานศึกษาของรัฐเป็นนิติบุคคล จึงควรแปรญัตติ เพิ่มเติมหรือไม่ และควรกำหนดให้สำนักงานการศึกษาเอกชนซึ่งเป็นองค์กรหลัก ในการกำกับดูแลการศึกษาเอกชนแยกออกมาจากสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นนิติบุคคล
๕. ตามร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มาตรา ๒๐ วรรคสี่ กำหนดว่า ให้สถานศึกษาของรัฐอาจเป็นนิติบุคคลได้ตามที่มีกฎหมายกำหนด ใช้คำว่า อาจ คือทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ ไม่มีสภาพบังคับ จึงควรตัดคำว่า อาจ ออกไป สถานศึกษาของรัฐจะได้เป็น นิติบุคคลทันทีที่กฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับ
๖. คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามกฎหมายฉบับเดิม ปี ๒๕๔๒ เป็นองค์กรหลักในโรงเรียนคู่กับผู้อำนวยการสถานศึกษา มีหน้าที่กำกับ ส่งเสริม สนับสนุน ให้กิจการของสถานศึกษามีคุณภาพและประสิทธิภาพ ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา ๔๐ แต่ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ ในมาตรา ๒๓ กำหนดไว้เพียงให้ทำหน้าที่เฉพาะให้คำปรึกษา เสนอแนะ ติดตามดูแลช่วยเหลือภายใต้เงื่อนไข ให้การทำหน้าที่มีลักษณะอาสาสมัครด้วยความสมัครใจ จึงเป็นการลดทอนบทบาทของประชาชนและภาคเอกชนในการมีส่วนร่วม ในการ จัดการศึกษาในพื้นที่
๗. การจัดการศึกษาและการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูอาชีวศึกษา ตามมาตรา ๗๑ การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูสายอาชีวศึกษาควรมีบทบัญญัติ ขึ้นมาเฉพาะไว้ในร่าง พ.ร.บ. อาชีวศึกษา แยกออกมาต่างหากจากการบริหารงานบุคคล ของข้าราชการครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เนื่องจากมีบริบทในการจัดการเรียนการสอน ที่แตกต่างกันระหว่างอาชีวะ ต้องเรียนในสถานศึกษาและเรียนรู้กับสถานประกอบการจริง ครูสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู แต่ครูสายอาชีวศึกษา ต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูตามมาตรา ๓๙
๘. ขาดความชัดเจนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ตามมาตรา ๓๘ จะสามารถเกี่ยวข้องกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การอาชีวศึกษา การศึกษาเอกชนได้เพียงใด มีข้อจำกัดอย่างไร
๙. การปรับโครงสร้างของหน่วยงานตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ (๔) ร่างพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้กำหนดกรอบทิศทางว่าโครงสร้างการบริหารระดับชาติ ระดับพื้นที่ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญควรจะเป็นอย่างไร ควรจะกำหนดให้ชัดเจนว่าจะได้มีคณะกรรมการ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษาเอกชน คณะกรรมการข้าราชการครู และเกิดพื้นที่ การศึกษาอยู่หรือไม่ ถ้ายังคงให้มีอยู่ สถานะแต่ละองค์กรจะเป็นอย่างไร
๑๐. การมีส่วนร่วมของครูและบุคลากรทางการศึกษาและผู้แทนหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ตามมาตรา ๘๘ องค์ประกอบ ควรจะมีการพิจารณาเพิ่มใน (๔) กรรมการโดยตำแหน่งควรเพิ่มเลขาธิการอาชีวศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้แทนกระทรวงกลาโหม และผู้แทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย และใน (๕) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิควรเพิ่มผู้แทนจากองค์กร วิชาชีพ องค์กรวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่นที่เกี่ยวข้องกับ การจัดการศึกษา
ข้อสังเกตประการสุดท้าย ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่กำหนดให้มี องค์กรหลักรับผิดชอบการจัดการศึกษา มีกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล มาตรา ๑๐๖ ระบุว่า ให้การบริหารใน ศธ. อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของคณะรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงภายใน ๒ ปี จากบทบัญญัติในมาตรา ๑๐๖ แสดงว่ากฎหมายฉบับนี้มุ่งรวบอำนาจ ใช้อำนาจจาก ศูนย์กลางเป็นสำคัญ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีบทบัญญัติเขียนไว้ให้ต้องออกกฎหมาย ระดับรองอีก จำนวน ๓๒ ฉบับ แต่ไม่มีสภาพบังคับว่าต้องทำให้แล้วเสร็จภายในกี่ปี จึงสมควรมีบทเฉพาะกาล ให้หน่วยงานผู้รักษาการตามกฎหมายหรือคณะกรรมการนโยบาย ดำเนินการตรากฎหมาย หรือระเบียบ หรือหลักเกณฑ์แนวทางเงื่อนไขต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จ ภายใน ๒ ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ