อนันต์ สนับสนุนแก้ พ.ร.บ. การศึกษา ยกระดับคุณภาพ-กระจายอำนาจเพื่อเด็กทุกพื้นที่

รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๑๗ กันยายน ๒๕๖๔

อนันต์ ผลอำนวย อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมายที่ใช้มานานกว่า 22 ปี ซึ่งล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้เห็นปัญหาการตกหล่นของเด็กจำนวนมาก คุณภาพการศึกษาที่ลดลง โครงสร้างโรงเรียนที่ไม่เหมาะสม และการกระจายอำนาจที่ไม่ชัดเจน จนส่งผลให้หน่วยงานระดับพื้นที่อ่อนแอ จึงเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกฎหมายและระบบการศึกษาอย่างเร่งด่วน เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 20,000 แห่งที่ยังขาดการสนับสนุนอย่างเพียงพอ เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพตามเจตนารมณ์เดิมของกฎหมายตั้งแต่ปี 2540

นายอนันต์ ผลอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กำแพงเพชร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอนันต์ ผลอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกำแพงเพชร เขต ๓ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจะขออนุญาตอภิปรายสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ... วันนี้ต้องขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการที่ได้มีการ แก้ไขเรื่องของกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งใช้มาถึงวันนี้เป็นเวลา ๒๒ ปี ที่มาของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาตินั้น ตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๔๐ ประเทศไทยไม่ได้มีกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ การจัดการศึกษาในอดีตก็เป็นไปตามความต้องการของฝ่ายบริหาร จนกระทั่งการจัด การศึกษาในอดีตนั้นเกิดความล้มเหลว พอมาถึงปี ๒๕๔๐ มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ทุกภาคส่วนก็มีความเห็นว่าการศึกษานั้นเป็นรากฐานของชีวิตมนุษย์ ถ้าคนในประเทศ ไม่ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ในประเทศก็จะพัฒนาไปได้ช้า เพราะฉะนั้น ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ถึงได้กำหนดให้ว่าเด็กไทยทุกคนจะต้องรับการศึกษา อย่างมีคุณภาพและเท่าเทียมกันอย่างน้อย ๑๒ ปี และบังคับให้มีกฎหมายการศึกษาขึ้น ตลอดจนสิ่งที่มันเกิดขึ้นในขณะนั้น เด็กในชนบท เด็กอยู่ในพื้นที่ด้อยพัฒนา ซึ่งมีศักยภาพ ในการได้รับการเรียนรู้ต่างจากเด็กที่อยู่ในสังคมเมือง ดังนั้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จึงกำหนดให้อยู่ใน ๒ หมวดว่าให้อยู่ในหมวดของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐและอยู่ในหมวด เรื่องของสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยว่าจะต้องได้รับสิ่งเหล่านี้ เพื่อให้รัฐบาลได้ทำไป

วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๒ ก็เกิด พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรก แล้ววันนี้ใช้มาอย่างที่ผมเรียนในตอนต้นว่า ๒๒ ปีครับ ๒๒ ปีที่ผ่านไปมันเกิดปัญหาที่เรา ได้เห็นประสบการณ์ของการจัดการศึกษาในประเทศ สิ่งหนึ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า เมื่อมีการแก้ไขแล้ว ในการที่ทำ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติครั้งนั้น แล้วก็กลับมาใช้ถึงวันนี้นั้น ในเจตนารมณ์ของการมี พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ก็เพื่อต้องการให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ชุมชน เอกชน ได้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา แล้วต้องการให้ภาคประชาชน มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ดังนั้นในการจัดการศึกษาหลังปี ๒๕๔๒ เป็นต้นมานั้น มาถึงขณะนี้ เราจะได้เห็นว่าเขาต้องการถ่ายโอนโรงเรียนให้เป็นนิติบุคคล แล้วให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษา ก็เกิดคณะกรรมการสถานศึกษาขึ้นมา เพื่อมีส่วนร่วมในการบริหาร จัดการการศึกษาของตนเอง แต่ระหว่างที่ใช้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติมา ๒๒ ปี เราจะ เห็นได้ว่าสาระสำคัญของร่างกฎหมายไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลง ไม่ทันสมัย เกิดปัญหา อย่างเห็นได้ชัดในขณะนี้ ก็คือการจัดการศึกษาในสถานการณ์โควิด (COVID) ซึ่งมันก็ควร มีการปรับเปลี่ยน สภาพการบังคับใช้กฎหมายมีการละเลย ไม่ดำเนินการตามกฎหมาย เนื่องจากว่ากฎหมายไม่มีบทลงโทษ เช่น การตั้งกองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากร ทางการศึกษา ตามมาตรา ๕๒ การจัดตั้งกองทุนสนับสนุนครู คณาจารย์ และบุคลากร ทางการศึกษา

ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการด้านนโยบายทางการศึกษา จากข้อมูลของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พบว่าขณะนี้เด็กไทยเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ คน ตกหล่นไม่ได้เข้าไปในโรงเรียนในระบบ มีเด็กอีก ๒ ล้านคน ที่มีแนวโน้มในโอกาสข้างหน้า ที่จะไม่ได้เรียนต่อ และคาดว่าในช่วงสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) โรงเรียนปิดเรียน เป็นเวลานาน ตัวเลขน่าจะเพิ่มมากขึ้นกว่านี้

ปัญหาเรื่องของการบริหารจัดการด้านคุณภาพการศึกษา ด้านคุณภาพผู้เรียน ผลการตรวจสอบเอ็นที (NT) ในชั้น ป. ๓ และโอเน็ต (O-NET) ในชั้น ป. ๖ ม. ๓ ม. ๖ มีแนวโน้มต่ำลงทุกปี จนปัจจุบันต้องเลิกบังคับใช้การทดสอบ โดยใช้วิธีการสมัครใจแทน และด้านคุณภาพของโรงเรียนเรายังมีโรงเรียนที่มีครูคนเดียว โรงเรียนที่ไม่ครบชั้น และโรงเรียนที่ครูไม่ครบอยู่ตามกลุ่มสาระ ตามหลักสูตร และยังมีครูที่ต้องสอนไม่ตรงกับ สาขาหรือวิชาเอกที่เรียนมา สิ่งเหล่านี้เป็นการสะท้อนถึงเรื่องของการบังคับ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติในอดีต ที่ผมเห็นด้วยว่าขณะนี้ถ้ามีการปรับปรุงก็ต้องปรับปรุงสิ่งเหล่านี้ กับสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเด็กไทย

และการจัดระบบโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการยังไม่สอดคล้องกับ บริบทที่จริงของการจัดการศึกษา ทั้งระบบสายบังคับบัญชาและความเป็นเอกภาพ ด้านนโยบาย เช่น การขยายหน่วยงานในส่วนกลาง การจัดตั้งสำนักงานเพิ่มขึ้นในส่วน ราชการต่าง ๆ ทำให้ส่วนกลางใหญ่โตเทอะทะมาก และแทนที่จะให้เด็กในส่วนกลางนั้น เล็กลงและมีประสิทธิภาพ และในเขตพื้นที่การศึกษา อย่างเช่น จังหวัดร้อยเอ็ด เขตพื้นที่ การศึกษาหนึ่งมีโรงเรียน ๓๓๓ โรง และจังหวัดนนทบุรี เขต ๑ มีโรงเรียนแค่ ๓๓ โรง สิ่งเหล่านี้มันเป็นปัญหาเรื่องของการจัดการศึกษา

และประเด็นถัดมา ก็คือการขาดการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยตรงอย่างแท้จริง ทำให้หน่วยงานของรัฐ ผู้รับมอบอำนาจไม่เข้มแข็ง และไม่มีอิสระที่จะบริหารจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ ตลอดจนการจัดระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ไม่สอดคล้องและยึดโยงกับ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ก่อให้เกิดปัญหาในการร่วมมือสนับสนุนและปัญหา ในการประสานงานในการจัดการศึกษาจังหวัด อำเภอ เราได้เห็นบทเรียนจาก คำสั่ง คสช. ที่ ๑๙/๒๕๖๐ พอออกมาแล้วทำให้เกิดปัญหา ทีนี้เมื่อเรามีการแก้ไข พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาตินั้น เราก็จะแก้ปัญหาในสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตที่มันเกิดปัญหา แล้วก็ซ้ำซ้อน แล้วทำให้การเรียนการสอนได้ประสิทธิภาพสูงสุด พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ จุดมุ่งหมายสุดท้ายไปอยู่ที่เด็กและครูผู้สอนในโรงเรียน

ก็กราบเรียนท่านประธานว่า ทำอย่างไรจะให้เด็กที่เป็นเป้าหมายสุดท้าย ได้รับการศึกษาอย่างแท้จริงและมีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพสูง ยังมีโรงเรียนขนาดเล็ก ๆ ที่มีความพร้อมแทบทุกด้านในด้านการศึกษาที่ขาดความพร้อมเลย และไม่ได้รับ การสนับสนุนในเรื่องของวิทยาการจากรัฐอย่างแท้จริงจำนวนมาก เกือบ ๒๐,๐๐๐ โรงเรียน ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาโดยรวมของประเทศ ก็คิดว่าในรายละเอียดเราคง ไปดูในชั้นของกรรมาธิการ ขอบคุณท่านประธานครับ