ดะนัย มะหิพันธ์ อภิปรายในภาพรวมของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ โดยชี้ให้เห็นความขัดแย้งระหว่างนิยามศัพท์ที่กำหนดครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงกับรายละเอียดในมาตรา ๓๓ ที่ไม่ได้ระบุเงื่อนไขการมีใบประกอบวิชาชีพ และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขความไม่ชัดเจนดังกล่าว พร้อมทั้งหารือเรื่องค่าตอบแทนครูในพื้นที่เสี่ยงภัย การห้ามให้ครูทำงานโครงการหน่วยงานอื่น รวมถึงเสนอให้แก้ไขนิยามผู้บริหารสถานศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาอื่น เพื่อสร้างความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย ดะนัย มะหิพันธ์ เสนอให้แก้ไขนิยามสถานศึกษาให้เป็นนิติบุคคลเพื่อความชัดเจนในการกระจายอำนาจ และเรียกร้องให้ขยายสิทธิการเข้าถึงอาชีวศึกษาตั้งแต่ช่วงวัยที่ 4 เพื่อรองรับการพัฒนาทักษะอาชีพ นอกจากนี้ ยังอภิปรายเรื่องคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติตาม มาตรา ๘่ โดยชี้ว่าปัจจุบันไม่มีครูหรือบุคลากรทางการศึกษาอยู่ในคณะกรรมการ จึงเสนอให้เพิ่มผู้มีส่วนได้เสียอย่างครูและผู้บริหาร เพื่อให้นโยบายการศึกษ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ดะนัย มะหิพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอำนาจเจริญ เขต ๒ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออภิปราย พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งก็จะขออภิปรายในภาพรวม จะไม่เจาะเป็นรายมาตรานะครับ จะขอพูดเรื่องเกี่ยวกับครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้เรียน แล้วก็คณะกรรมการบริหารสถานศึกษา ท่านประธานครับถ้าดูจากนิยามศัพท์ที่ท่านได้เขียน ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติที่ร่างขึ้นมา ครูตามนิยามศัพท์ท่านเขียนไว้กว้าง ๆ ไม่ได้ระบุว่า ครูมีใบประกอบวิชาชีพหรือไม่ เป็นวิชาชีพชั้นสูงหรือไม่ แต่เข้าไปในรายละเอียดข้างในครับ ในมาตรา ๓๓ ท่านบอกว่าครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง แล้วก็ต้องไปออกใบประกอบวิชาชีพ โดยมาตรา ๓๙ เขียนไว้ แล้วก็ให้คุรุสภาตามมาตรา ๔๒ เป็นผู้ให้ใบประกอบวิชาชีพและ เพิกถอนใบประกอบวิชาชีพ ถามว่าครูที่เป็นวิชาชีพชั้นสูงที่จะออกใบประกอบวิชาชีพ คือครูพวกไหน แล้วที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพคือครูพวกไหน ประเภทไหน ไม่ได้กำหนดไว้ ในนิยาม อันนี้จึงอยากจะฝากว่าถ้ากรรมาธิการจะนำไปพิจารณานะครับ
ส่วนครูที่ท่านให้ความสำคัญก็ต้องขอบคุณครับ ว่าต่อไปนี้ครูในพื้นที่กันดาร เสี่ยงภัยไปมาลำบากจะมีค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น อันนั้นเห็นด้วยครับ แล้วที่สำคัญที่ ท่านรัฐมนตรีได้พูดเมื่อสักครู่นี้ก็คือ ต่อไปนี้ครูจะไม่มีภารกิจในการทำงานโครงการของ หน่วยงานรัฐอื่นเลย ถ้าผู้บริหารคนใดให้ครูทำงานอื่นเพิ่ม ผู้บริหารคนนั้นต้องมีโทษ ตามมาตรา ๑๔ อันนี้เห็นด้วย ส่วนในเรื่องผู้บริหารสถานศึกษาครับท่านประธาน ผู้บริหาร สถานศึกษาก็มีนิยามไว้แต่เขียนกว้าง ๆ ไม่ได้หมายถึงผู้บริหารในส่วนใด ซึ่งอาจจะรวมไปถึง ผู้บริหารในหน่วยงานที่จัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการอื่น ๆ ได้ เพราะท่านเขียนไว้ กว้าง ๆ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้บริหารสถานศึกษาต้องมาจากครู ต้องเป็นครูมาไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี ตามมาตรา ๔๐ และอาจจะเป็นรองมาก่อน ต้องเป็นรองมาก่อนนะครับ เขียนว่า เป็นรองมาก่อน ส่วนคนที่มาเป็นรองผู้บริหารสถานศึกษานี้ไม่เป็นครูก็ได้ มันเป็นความ ขัดแย้งกันว่าถ้าเป็นครูจะต้องผ่าน ๑๐ ปี แต่ถ้ามาเป็นรองผู้บริหารสถานศึกษาไม่เป็นครูก็ได้ หมายความว่าอย่างไรครับ อันนี้มันไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นก็ต้องฝากคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณานะครับ ผู้บริหารการศึกษาอื่น บุคลากรอื่นไม่มีบัญญัติไว้ในนิยามศัพท์ ไม่ทราบว่าบุคคลเหล่านี้เขาจะปรากฏในที่ใด อันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ผมอยากจะฝากถึง กรรมาธิการเพื่อนำไปทำให้เกิดความชัดเจนว่า คำว่า บุคลากรทางการศึกษาอื่น ผู้บริหาร สถานศึกษาอื่น หรือมันมีบางมาตราที่เขียนไว้ว่าผู้สนับสนุนการจัดการศึกษาในสถานศึกษา
ท่านประธานครับ เรื่องสถานศึกษานะครับ สถานศึกษาตามนิยามศัพท์ ก็เขียนไว้กว้าง ๆ เหมือนกันกับผู้บริหารสถานศึกษา ที่สำคัญคือสถานศึกษาที่จัดมีความเป็น อิสระดีมาก แต่มันไม่ชัดเจนว่า คำว่า อิสระ ที่ท่านเขียนในมาตรา ๑๔ อิสระที่ท่านเขียน ในการใช้จ่ายงบประมาณตามมาตรา ๒๕ มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ เขาจะมีความเป็นอิสระ ได้อย่างไร ในเมื่อมาตรา ๒๐ ไปเขียนว่าอาจจะเป็นนิติบุคคลก็ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมอยากจะเสนอให้สถานศึกษาจะต้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ถ้าไปใช้คำว่า อาจ เมื่อไร หน่วยงานต้นสังกัดก็พยายามจะไม่ให้กฎหมายเกิดขึ้น เนื่องจากว่าเป็นการกระจายอำนาจ ทำให้ตัวเองขาดอำนาจ อันนี้คือสิ่งที่ผมเห็นว่าควรจะแก้ไข
เรื่องผู้เรียนครับท่านประธาน ผู้เรียนไม่มีในนิยามศัพท์ที่เขียนไว้เลย แต่ท่าน ไปบอกว่าผู้เรียนมี ๗ ช่วงวัย เริ่มจากคลอดออกมาเลยถือว่าเป็นช่วงวัยที่ ๑ แล้วมีการ จัดการศึกษาเป็น ๓ ระบบ นั่นก็คือระบบการศึกษาเพื่อคุณวุฒิตามระดับ ระบบการศึกษา เพื่อพัฒนาตนเอง ระบบการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีพ ซึ่งถ้าไปเทียบกับ พ.ร.บ. การศึกษา ปี ๒๕๔๒ ก็คือการศึกษาในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัย แล้วในมาตรา ๕๐ ท่านไปเขียนว่าให้มีการจัดการศึกษาภาคบังคับ แต่ท่านไม่ได้บอกว่าการศึกษาภาคบังคับ ให้นับเริ่มจากช่วงวัยใดถึงช่วงวัยใด ท่านประธานครับ การจัดการศึกษาที่ท่านเน้นนโยบาย วันก่อนเห็นท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านมาตอบพูดเรื่องอาชีวศึกษา ท่านให้ความสำคัญเรื่องอาชีวศึกษา แต่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปเขียนไว้เพียงมาตราเดียวคือ มาตรา ๗๑ ให้คนในช่วงอายุช่วงวัยที่ ๖ นั่นก็คือจาก ๑๕-๑๘ ปี ได้เรียนอาชีวศึกษาของรัฐ เมื่อเราต้องการพัฒนาคน เราต้องการให้คนมีอาชีพ ทำไมเราไม่ให้เด็กตั้งแต่จบประถม นั่นก็คือช่วงวัยที่ ๔ ขึ้นช่วงวัยที่ ๕ เขาน่าจะมีสิทธิที่จะเลือกเรียนอาชีวศึกษา อันนี้ฝากนะครับ เพราะว่าพอเขาจบการศึกษาภาคบังคับ เขายังไม่ไปศึกษาต่อเขาก็สามารถที่จะออกไป หางานทำได้
ท่านประธานครับ สุดท้ายที่ผมอยากจะอภิปรายก็คือคณะกรรมการบริหาร ซึ่งเป็นคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ตามมาตรา ๘๘ ซึ่งมีอยู่ ๒๔ คน ที่ผมดูคร่าว ๆ ในจำนวนนี้ไม่มีผู้ที่มีส่วนได้เสียเข้ามาเป็นกรรมการเลย นั่นก็คือครู และบุคลากรทางการศึกษา เพราะฉะนั้นที่ดูทั้งหมดนี้เป็นผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการ จัดการศึกษาด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าอยากจะให้นโยบายการศึกษามันเกิดความชัดเจน คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษา ไม่ว่าครู ไม่ว่าผู้บริหารเขาน่าจะได้มีโอกาสเข้ามา เป็นผู้กำหนดนโยบายในคณะกรรมการคณะนี้ ไม่ทราบว่าที่ท่านเขียนท่านคิดขึ้นมานี้ ท่านกลัวครูจะมาแย่งอำนาจหรืออะไรผมไม่รู้ แต่ผมฝากว่าในอดีตผมเองเคยเป็น คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ซึ่งมาจากผู้แทนข้าราชการครู เราได้มีโอกาส นำเสนอปัญหา เสนอประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้ทางกระทรวงศึกษาธิการให้การศึกษาได้ไป กำหนดนโยบายจัดสรรงบประมาณเพื่อลงไปสู่ท้องถิ่น อันนี้ผมฝากท่านประธานว่า ในมาตรา ๘๘ นี้ ก็อยากจะให้คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติประกอบไปด้วย ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้ที่มีส่วนได้เสียด้วย กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน