ตรีนุช ชี้แจงร่าง พ.ร.บ. การศึกษาใหม่ เน้นครูศูนย์กลาง-พัฒนาเด็กทุกวัย

รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๑๗ กันยายน ๒๕๖๔

ตรีนุช เทียนทอง ชี้แจงร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่มุ่งปรับปรุงกฎหมายการศึกษาให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและบริบทปัจจุบัน โดยเน้นการพัฒนาเด็กตั้งแต่ปฐมวัย การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การยกระดับครูสู่วิชาชีพชั้นสูง และการส่งเสริมหลักสูตรฐานสมรรถนะพร้อมการเรียนรู้แบบรุก รวมถึงการจัดตั้งซุปเปอร์บอร์ดเพื่อบูรณาการนโยบายการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและขอรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงร่างกฎหมายให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ในนามของรัฐบาลขออนุญาตเสนอหลักการและเหตุผลประกอบ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... โดยมีหลักการและเหตุผล ดังนี้

หลักการ เพื่อปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการศึกษาชาติ

เหตุผล การศึกษานั้นถือว่าเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง ในการพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ แล้วก็เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนานำไปสู่ในเรื่องของการพัฒนาประเทศ โดยรัฐธรรมนูญปัจจุบันนี้ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการปฏิรูปประเทศทางด้านการศึกษา และได้มีการกำหนด ๔ หัวข้อหลักที่เน้นเป้าหมายผู้เรียนเป็นหลัก

โดยในเป้าหมายแรกนั้นรัฐธรรมนูญได้มีการกำหนดถึงความสำคัญในเรื่อง ของการพัฒนาเด็กเล็กให้ได้รับการพัฒนาในเรื่องของร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งขณะนี้รัฐบาลก็ได้มีการบังคับใช้ พ.ร.บ. พัฒนาเด็กปฐมวัยแล้ว

ในเรื่องที่ ๒ รัฐธรรมนูญได้กำหนดเรื่องที่สำคัญในเรื่องของการลด ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ได้ให้มีการกำหนดและให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อความ เสมอภาคทางการศึกษา

ในเรื่องที่ ๓ ในเรื่องของกลไกและการผลิตคุณครู รัฐธรรมนูญให้ความสำคัญ อย่างยิ่งในเรื่องของกระบวนการคัดกรอง ในเรื่องของการพัฒนาคุณครูวิชาชีพครู ว่าทำอย่างไรจะให้คุณครูนั้นเป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีความรู้ที่แท้จริง และได้มีการกำหนดในเรื่องของการสร้างกลไกคุณธรรม ในเรื่องของการบริหารงานบุคคล ตลอดจนในเรื่องของการได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมในการประกอบวิชาชีพครู

ในเรื่องที่ ๔ ในเรื่องของการปรับปรุงโครงสร้างการเรียนการสอนทุกระดับ เพื่อให้ผู้เรียนได้สามารถที่จะได้เรียนได้ตามความถนัด

ท่านประธานที่เคารพ ในปัจจุบันนี้ประเทศไทยได้มีการบังคับใช้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ ซึ่งเมื่อมาถึงในการบังคับใช้ในปัจจุบันนี้ก็นับเป็น เวลากว่า ๒๐ ปีแล้ว ประกอบกับบริบทในการเปลี่ยนแปลงของโลกตลอดระยะเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมา ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้มีผลต่อ การเปลี่ยนแปลงของสังคม คน แล้วก็พฤติกรรมต่าง ๆ เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง จึงต้องได้มีการจัดทำร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ขึ้น ซึ่งรัฐบาลเองก็ได้มีความเล็งเห็นถึง ความสำคัญในการทำร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้น เพื่อให้เหมาะสมและสอดรับกับ การเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ในทุกสังคม เพื่อจะนำไปสู่ในการพัฒนาเยาวชนของชาติ และระบบการศึกษาให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงได้มีการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษา ฉบับนี้ในวันนี้ ซึ่งได้มีการจัดทำร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ โดยใน ระหว่างการพิจารณาร่าง ก็ได้มีการเสนอร่างจากภาคประชาชน ซึ่งรัฐบาลก็ได้รวมแนวคิด ในร่างของภาคประชาชน และร่วมกับร่างของรัฐบาลได้มีกระบวนการฟังความคิดเห็น แล้วก็มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนตามมาตรา ๔๔ จึงได้ให้มีการจัดเป็น ร่างพระราชบัญญัติสมบูรณ์ที่ได้มีการนำเสนอในวันนี้

ในระหว่างการจัดทำร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ กระทรวงศึกษาธิการเอง ได้รับทราบ แล้วก็ได้ฟังแนวคิดจากภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งของคณะครูและบุคลากร ทางการศึกษาซึ่งมีความกังวลในบางประเด็น ซึ่งทางรัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม ได้เห็นความสำคัญของบุคลากรทางการศึกษา จึงได้นำ ๓ ประเด็นหลัก ให้สำนักงานกฤษฎีกานำกลับไปปรับปรุงแก้ไขใน ๓ ประเด็น

๑. กำหนดให้ครู เป็นวิชาชีพชั้นสูง

๒. แก้ไขใบรับรองครู เป็นใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

๓. แก้ไขจากหัวหน้าสถานศึกษา เป็นผู้บริหารสถานศึกษา

อย่างไรก็ดีในร่างพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับนี้ มีความมุ่งเน้นในการ ที่จะพัฒนาคุณภาพเด็กในแต่ละช่วงวัยให้มีความรู้ มีทักษะ มีความเชี่ยวชาญ แล้วก็มีความ จำเป็นในบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อาทิเช่น ได้มีการปรับทำหลักสูตร และการเรียนการสอนในเรื่องของฐานสมรรถนะที่เหมาะสมแต่ละช่วงวัย ที่จะต้อง สอนให้เด็กได้มีความคิดเป็นแนวคิดของคริทิเคิล ทิงกิง (Critical Thinking) ในแนวคิด เรื่องของการปรับตัวให้มีความยืดหยุ่นว่า ถึงแม้ว่าไม่ได้เน้นในเรื่องขององค์ความรู้อย่างเดียว ทำอย่างไรที่จะทำให้เยาวชนนอกจากมีองค์ความรู้แล้ว ก็จะสามารถที่จะปรับตัวและ มีความยืดหยุ่น แล้วก็ได้นำองค์ความรู้มาปรับใช้ในการใช้ชีวิตท่ามกลางสังคม แล้วก็ของโลก ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการก็ได้จัดตั้งคณะกรรมการในการ ปรับในเรื่องของหลักสูตรฐานสมรรถนะเพื่อจะควบคู่กันไปในระหว่างทางด้วยเช่นเดียวกัน

๒. ได้มีการปรับกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนในสถานศึกษา ในเรื่องของการพัฒนา ในเรื่องของเทคโนโลยี และโลก และการเปลี่ยนไปของต่าง ๆ ของสภาวะโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

๓. ก็คือในเรื่องของกระบวนการการชี้วัด และการประเมินผลที่ต้องให้ สอดคล้องตามสมรรถนะของช่วงวัย และให้ผู้เรียนสามารถที่จะนำผลนั้นไปใช้ในการกำหนด เป้าหมาย และวางแผนการเรียนรู้ได้ โดยการประเมินต่าง ๆ จะต้องไม่ใช้วิธีการทดสอบ ที่เน้นในเรื่องของวิชาการอย่างเดียว ตลอดจนได้มีการปรับปรุง ในเรื่องของวิธีการเรียน การสอนให้เป็นการเรียนรู้ในเชิงรุก หรือเรียกอีกในทางหนึ่งว่าแอกทีฟเลิร์นนิง (Active Learning) ก็คือเน้นในเรื่องของกระบวนการตั้งคำถาม ในกระบวนการในการหาคำตอบ ให้เด็กได้มีโอกาสลงมือทำ แล้วก็เป็นการต่อยอดในเรื่องขององค์ความรู้ได้มากยิ่งขึ้นไปด้วย

อย่างไรก็ดีในร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ หัวใจที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนกระบวนการศึกษาที่สำคัญก็คือคุณครู คุณครูนี้ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการ ที่จะสร้างแล้วก็พัฒนาคุณภาพทางการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ จึงให้ ความสำคัญคุณครู ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคืนคุณครูสู่ห้องเรียน เพราะต้องเน้นให้คุณครู ได้มีเวลาในการที่จะจัดสรรเวลา ในการที่จะเตรียมกระบวนการเรียนการสอน โดยมีเด็ก โดยมีเยาวชนเป็นเป้าหมายหลัก นอกจากนั้นแล้วยังได้มีการกำหนดในมาตราในการสร้าง แรงจูงใจให้กับคุณครู ซึ่งอยู่ห่างไกลทุรกันดารได้มีขวัญกำลังใจในการทำงาน ตลอดจน ในเรื่องของการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง จากการสภาวะโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว กระบวนการเรียนการสอนก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป ให้สอดรับกับหลักสูตรฐานสมรรถนะ ตลอดจนในเรื่องของการให้ความสำคัญ ก็คือยังคงสถานะครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงต่อไป

ประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่าการจัดโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดในรายละเอียดชัดเจนในเรื่องของการจัดโครงสร้าง ของกระทรวงศึกษาธิการ แต่อย่างไรก็ดีก็มีการกำหนดเป้าหมายในเรื่องของการ กระจายอำนาจให้กับสถานศึกษา ให้สถานศึกษามีความอิสระ มีความยืดหยุ่น มีเอกภาพ แล้วก็มีความคล่องตัว ในการบริหารจัดการการศึกษาของตัวเองให้เหมาะกับบริบทของสังคม สถานศึกษา ตลอดจนสภาพผู้เรียนที่ยังมีความแตกต่างกัน ซึ่งขณะนี้รัฐบาลเองได้มีการ บังคับใช้พระราชบัญญัตินวัตกรรมการศึกษา ซึ่งได้มีผลบังคับใช้นับตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ เป็นต้นมา ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีโรงเรียนอาสาที่จะเข้าร่วมโครงการนี้กว่า ๔๓๒ โรงเรียน

เนื่องจากว่าในการปรับเปลี่ยนในเรื่องของโครงสร้างและการจัดการ การศึกษา ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน แล้วก็มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบ จำนวนมาก ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงได้มีการวางหลักการให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการ นโยบายการศึกษาแห่งชาติ หรือซุปเปอร์บอร์ด (Super Board) ทางการศึกษาขึ้น ซึ่งใน คณะกรรมการนี้จะมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นรองประธาน เพื่อเป็นการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาผ่านแผนการศึกษาแห่งชาติ แล้วก็เพื่อให้เกิดการบูรณาการร่วมกัน รวมถึงการจัดบริหารงานทรัพยากรด้านการศึกษา อย่างมีคุณภาพ

ท่านประธานคะ ดิฉันขอเรียนว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ถือว่าเป็นกลไก แล้วก็เป็นฟันเฟืองที่สำคัญฟันเฟืองหนึ่งที่มีความจำเป็น ในเรื่องต่อการพัฒนาการศึกษา ของชาติ วันนี้ดิฉันก็คงจะฝากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้กับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุก ๆ ท่าน ได้เสนอแนะ และได้ตั้งข้อสังเกตต่าง ๆ เมื่อมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จะได้นำข้อสังเกตต่าง ๆ ของท่านนั้นได้ไปใช้ในการที่ทำให้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้มี ความสมบูรณ์แล้วก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการที่จะพัฒนาการศึกษาชาติต่อไป กราบขอบพระคุณค่ะ