วิเชียร ชวลิต หารือประเด็นปัญหาความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ โดยเสนอความเห็นจากการเป็นกรรมาธิการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งเรื่องการลงประชามติปี 2560 มาตรา 272 ที่เกี่ยวกับบทบาทของวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรี รวมถึงการผลักดันให้รัฐธรรมนูญเกิดจากประชาชนโดยตรงผ่านกระบวนการรัฐสภา พร้อมเสนอให้มีคณะกรรมการกลางเพื่อรวบรวมและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทุกฝ่ายภายใต้กรอบประชาธิปไตยเพื่อความยั่งยืนของรัฐธรรมนูญและระบอบการปกครอง
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวิเชียร ชวลิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้ร่วมอภิปรายในการเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งตามญัตติการเปิดอภิปรายเพื่อรับฟังความคิดเห็น ของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งจะได้นำเรียนถึงประเด็นต่าง ๆ ต่อท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งท่านได้ขอเปิด ญัตติอภิปรายดังกล่าว ผมอยากจะเรียนว่าในวันนี้ท่านสมาชิกหลายท่านได้นำเสนอประเด็น แง่มุมต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งผมเรียนว่าต้องขอขอบคุณอย่างยิ่ง สำหรับท่านประธานรัฐสภาและท่านนายกรัฐมนตรี ที่ได้จัดให้มีเวทีที่จะได้รับฟังความคิดเห็น ดังกล่าว นั่นเป็นการแสดงถึงการทำหน้าที่ของสภาแห่งนี้เพื่อที่จะรับฟังแล้วก็ดำเนินการ ต่าง ๆ ที่จะทำให้ปัญหาซึ่งเราทุกคนทราบดีว่าความขัดแย้งต่าง ๆ นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ซึ่งผมอยากจะกราบเรียนว่าจริง ๆ ปัญหาความขัดแย้งโดยเฉพาะ ผมเรียนว่าน่าจะมี จุดเริ่มต้นมาจากเรื่องของรัฐธรรมนูญตั้งแต่การเปิดประชุมสภาแห่งนี้ใหม่ ๆ ในปีแรก แล้วก็ได้มีการหยิบยกและมีการพูดคุยในเวทีต่าง ๆ โดยเฉพาะได้มีการเสนอญัตติเพื่อให้มี การศึกษาเพื่อทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการตั้งญัตติและมีการตั้งกรรมาธิการไปศึกษา เพื่อจะพิจารณาว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มีประเด็น ที่จะรับฟังข้อคิดเห็นในเรื่องของรัฐธรรมนูญต่าง ๆ อย่างไร ซึ่งผมอยากจะเรียนว่าบังเอิญ ผมได้เข้าไปเป็นกรรมาธิการในคณะดังกล่าวที่จะรับฟังความเห็น ก็ได้รับทราบจากข้อคิด และความเห็นทั้งจากในสมาชิกเอง จากผู้ทรงคุณวุฒิ จากนักวิชาการ จากผู้มีส่วนร่วม ในการใช้รัฐธรรมนูญในบทบาทหน้าที่ต่าง ๆ และที่สำคัญเราได้มีการรับฟังความคิดเห็น จากพี่น้องประชาชนในหลาย ๆ ส่วน แต่อยากจะเรียนว่า
ประการแรกที่อยากจะเรียนก็คือทุกคนมีประเด็นปัญหา เริ่มตั้งแต่เรื่องแรก ก็คือเรื่องของการลงประชามติในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งได้ดำเนินการเมื่อเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๙ ในครั้งนั้นมีพี่น้องประชาชนลงมติแล้วก็เห็นควรให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ประมาณ ๑๖ ล้านเสียงเศษ ก็อยู่ในราว ๖๑ เปอร์เซ็นต์กว่าของพี่น้องประชาชน มีผู้ไม่เห็นด้วยประมาณ ๑๐ ล้านเสียงเศษ ก็อยู่ในราว ๓๖ เปอร์เซ็นต์เศษ ซึ่งก็มีการหยิบยก และมาพูดกัน ฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าการที่ประชาชนลงมติตั้ง ๑๖ ล้านเสียง ซึ่งเป็นเสียงข้างมาก เป็นการรองรับหรือยืนยันว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีและเหมาะสม อย่างยิ่ง ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็บอกว่ารัฐธรรมนูญดังกล่าวได้มีการออกเสียงลงประชามติในยุคที่ เรียกว่าเป็นสถานการณ์ คสช. นี่ก็มีความเห็นแตกต่าง ซึ่งก็โต้แย้งกันมาโดยตลอดนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะเรียนก็คือว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเรื่องที่สำคัญ เรื่องหนึ่งก็คือที่เราพูดกันถึงมาตรา ๒๗๒ ก็คือการที่ให้สมาชิกวุฒิสภาร่วมลงมติในการที่จะ พิจารณาให้บุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีได้ฟังเสียงของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งฝ่ายที่มี ความเห็นก็บอกว่าการที่สมาชิกวุฒิสภาเข้ามามีส่วนในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นกระบวนการที่ขัดแย้งหรือไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอย่าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ฝ่ายที่มีความเห็นว่าการลงมติดังกล่าวนั้น ถ้าหากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่มีเสียงเกิน กึ่งหนึ่งที่จะให้บุคคลใดเป็นนายกรัฐมนตรีการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีก็จะไม่ราบรื่น หรือไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ก็มีความเห็น ๒ ฝ่าย และที่สำคัญ ฝ่ายที่มีความเห็น คัดค้านก็บอกว่าสภาพดังกล่าวมีสภาพบังคับเป็นไปตามบทเฉพาะกาลเป็นเวลา ๕ ปี ซึ่งก็เทียบเคียงได้ว่าอาจจะเป็น ๒ สมัยของการเลือกตั้ง ซึ่งก็มีความเห็นแตกต่างและเป็น ต้นทางของความขัดแย้งที่เราหยิบยกขึ้นมา
ประเด็นที่ ๓ ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญแล้วเราก็หยิบยกขึ้นมาพูดกัน โดยตลอดก็คือว่าใครเป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญตอนเสนอญัตติในการพิจารณาแก้ไข รัฐธรรมนูญในรัฐสภาแห่งนี้ ผมก็เสนอความเห็นว่าการบัญญัติรัฐธรรมนูญนั้น ถ้าหาก รัฐธรรมนูญที่เกิดจากพี่น้องประชาชนเป็นผู้บัญญัติ ก็จะได้รับการดูแลและรักษาเพราะมี ความรู้สึกเป็นเจ้าของ แต่หากรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้เขียนโดยพี่น้องประชาชน ก็จะมีความรู้สึกว่า ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของเรา ก็อาจจะมีความเห็นว่าการรักษาไว้อาจจะไม่ใช่หน้าที่ของพี่น้อง ประชาชนโดยตรง อันนี้ก็มีความแตกต่าง แล้วยังมีหมายเหตุที่ ๔ ซึ่งเป็นประเด็นอื่น ๆ ที่มาเกี่ยวข้องก็คือเรื่องของยุทธศาสตร์ประเทศ เรื่องของการปฏิรูปประเทศ ซึ่งอันนี้ก็เป็น ข้อโต้แย้งหรือความเห็นที่แตกต่าง จากเหตุดังกล่าวจึงเป็นที่มาของความขัดแย้งที่นำไปสู่ กระบวนการรณรงค์เพื่อเรียกร้องให้ดำเนินการในเรื่องนั้นต่อไป ผมอยากจะกราบเรียน ต่อท่านประธานที่เคารพว่าการเรียกร้องของเราทั้งหมด เราทุกคนคงจะจำได้ว่าเป็นวัฏจักร ครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อรัฐธรรมนูญที่เราเขียนแล้วเราประกาศใช้ ไม่ว่าจะเขียนโดยพี่น้อง ประชาชนหรือเขียนโดยองค์คณะบุคลากรต่าง ๆ ที่ตั้งโดยคณะปฏิวัติหรือตั้งโดยพี่น้อง ประชาชน แต่รัฐธรรมนูญก็ถูกยกเลิกไปด้วยเหตุที่สำคัญก็คือเหตุแห่งการปฏิวัติ แล้วก็ นำไปสู่การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ในรัฐธรรมนูญรูปแบบใหม่ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เราใช้มาฉบับนี้เป็นฉบับที่ ๓ ก็คือรัฐธรรมนูญฉบับแรก ปี ๒๕๔๐ ฉบับที่ ๒ ปี ๒๕๕๐ ฉบับนี้ก็คือปี ๒๕๖๐ แต่เราทุกคนในสภาแห่งนี้เมื่อมีปัญหาความขัดแย้งเราเรียกร้อง ซึ่งผมขอเรียกร้องในที่ประชุมแห่งนี้ว่าเราไม่เรียกร้องให้ดำเนินการตามกระบวนการ แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้ต้องเรียนว่าสมาชิกรัฐสภาได้เสนอญัตติที่จะทำให้การรักษา รัฐธรรมนูญเพื่อที่จะไม่ให้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญก็คือกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ก็คือการเสนอให้มีการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ตามญัตติต่าง ๆ ที่เสนออยู่ในรัฐสภา แล้วขณะนี้กรรมาธิการก็ได้ศึกษาแล้วก็จะรายงานเพื่อพิจารณาในลำดับ ต่อไป ในการพิจารณารับหลักการหรือไม่รับหลักการในญัตติทั้ง ๖ ญัตติที่เสนอต่อรัฐสภา ผมก็อยากจะเรียกร้องว่าถ้าเราทุกฝ่ายช่วยกันดูแล้วก็ช่วยให้ดำเนินการ ซึ่งผมหยิบยกมาว่า คือต้นเหตุแห่งปัญหาความขัดแย้งทั้งมวล ถ้าเราเรียกร้องแล้วก็ดำเนินการตามกระบวนการ แห่งประชาธิปไตยก็คือไม่นำปัญหาที่เราคิดว่าเป็นต้นเหตุแห่งปัญหานั้นออกไปนอกสภา ไปดำเนินการตามกระบวนการที่อาจจะเกิดครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้งนี้ก็ทำสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ต่อไปก็จะมีกำหนดการอย่างนี้ การเรียกร้องของสมาชิก สภาแห่งนี้ด้วยความเคารพว่า การเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกนั้น ไม่ใช่กระบวนการ ในระบอบประชาธิปไตยก็ว่าได้ ยกเว้นนายกรัฐมนตรีจะประสงค์ลาออกก็เป็นเอกสิทธิ์ เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่การเรียกร้องนั้นไม่ใช่กระบวนการตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดระบบรัฐสภาก็คือเสียงข้างมากในสภา ถ้าเราเรียกร้องว่าไม่ให้ใช้ กระบวนการของรัฐสภา นั่นแปลว่าเราก็ไม่ใช่นักประชาธิปไตยคนหนึ่งเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเราทุกคนช่วยกันรักษาระบบแล้วก็นำกระบวนการต่าง ๆ เข้ามาสู่ในระบบรัฐสภา ผมเชื่อว่าเราทุกคนจะช่วยกันรักษาแล้วก็ดำเนินการไปตามสิ่งที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แล้วเราก็จะถือว่าเราช่วยกันรักษารัฐธรรมนูญ ถ้าเราเคารพประชาธิปไตยก็คือการฟัง เสียงผู้อื่น เคารพต่อเสียงผู้อื่น แต่ไม่ใช่เอาความคิดของตนเองไปบังคับให้คนอื่นต้องคิดตาม ต้องทำตาม ก็ขออนุญาตเสนอในตอนสุดท้ายนี้ว่าถ้าหากจะดำเนินการแก้ไขกระบวนการ แห่งความขัดแย้งในเวลานี้ ถ้าผมจะเสนอแนะว่า ถ้ารัฐสภาจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อรวบรวมสิ่งที่เป็นปัญหาความขัดแย้งก็คือจากกลุ่มคนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจากรัฐสภาเอง จากฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล จากฝ่ายพรรคฝ่ายค้าน จากฝ่ายวุฒิสภา จากฝ่ายพรรคการเมือง แล้วก็สมาชิกรัฐสภา ร่วมเป็นกรรมการที่จะรับประเด็นต่าง ๆ ไปดำเนินการ แต่ทั้งหมด อยู่ในกระบวนการของระบบรัฐสภา ก็จะนำไปสู่ความสำเร็จในการดำเนินการต่อไปข้างหน้า ของรัฐสภา ขอบพระคุณครับ