ชลน่าน ศรีแก้ว แสดงความเห็นภายใต้ญัตติเปิดสมัยประชุมวิสามัญตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 โดยสนับสนุนการเปิดเวทีเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาได้แสดงความคิดเห็นในภาวะวิกฤติ พร้อมชื่นชมบทบาทประธานรัฐสภาที่ผลักดันให้เกิดการรับฟังความเห็นอย่างเปิดเผย อย่างไรก็ตาม ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะการจัดการวิกฤติที่ใช้มาตรการฉุกเฉินร้ายแรงเกินจำเป็น และตั้งคำถามถึงความจริงใจของรัฐบาลต่อการให้ความสำคัญกับรัฐสภา พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลรับฟังข้อเสนอเพื่อปฏิรูปการบริหารให้มีประสิทธิภาพและฟื้นฟูศรัทธาจากประชาชน นอกจากนี้ยังท้วงติงการใช้ประกาศฉุกเฉินหลังการยกเลกเพื่อดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายปกติ จึงเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุม 46 รายทันที และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาล พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีรบกวนขบวนเสด็จ โดยเน้นให้ตรวจสอบการสื่อสารและเส้นทางเสด็จ พร้อมให้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร รวมถึงตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการสลายการชุมนุมที่อาจเกินกว่าเหตุ และการขัด
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบขอบคุณ ท่านประธานเป็นอย่างสูงที่ให้ผมได้มีส่วนร่วมในการที่จะอภิปรายแสดงความคิดเห็นตามที่ คณะรัฐมนตรีร้องขอ ได้เสนอญัตติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ เข้ามา ๓ ญัตติชัดเจนครับ ท่านประธาน รัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีปัญหาสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงสมควรที่จะฟังความคิดเห็นจากสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. ในวันนี้ และที่สำคัญ ขอฟังความเห็นในภาวะไม่ใช่ปกติด้วย ก็คือไม่ใช่สมัยประชุมปกติ ก็ขอเปิด วิสามัญ และการเปิดวิสามัญก็ชัดเจนครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ วรรคสาม ที่ท่านใช้ เขียนไว้ชัดเจนครับ มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์สำคัญของรัฐ องค์พระมหากษัตริย์ทรงเรียก ประชุมสมัยวิสามัญได้ นั่นก็หมายถึงมอบอำนาจให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ตราพระราชกฤษฎีกา ตามที่อ้างมา ท่านประธานครับ การเสนอญัตติเข้ามาครั้งนี้ ผมเองต้องกราบขอบพระคุณ ท่านประธานเป็นอย่างสูงในฐานะประมุขรัฐสภา ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่สมาชิกหลายท่าน ได้กล่าวในสภาแห่งนี้ว่าท่านเป็นประมุขรัฐสภาที่พวกเรามีความภาคภูมิใจ ท่านเป็นผู้มีบารมี ทางการเมืองที่สูง สามารถที่จะเสนอแนะไปยังฝ่ายบริหารว่าเวทีรัฐสภาน่าจะเป็นทางออก ที่ดีที่สุด จากผลการประชุม ๔ ฝ่ายที่ท่านเป็นประธานอยู่ และนำเสนอไปที่ ครม. เพื่อขอให้ เปิดวิสามัญ ก็ขอบคุณทางฝ่ายคณะรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ ที่เห็น ความสำคัญของสภา แต่จะเห็นความสำคัญจริงหรือไม่เดี๋ยวผมจะมีรายละเอียดลงไป ท่านประธานครับ
ท่านประธานครับ ผมเองได้รับมอบหมายจากทางผู้นำฝ่ายค้านแล้วก็ พรรคเพื่อไทยได้ขึ้นมาอภิปรายเพื่อจะฟังประเด็นของเพื่อนสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นจาก ส.ว. ส.ส. ทุกฝ่ายที่ได้เสนอประเด็นมาวันนี้ แล้วนำมากราบเรียนท่านประธานในมุมมองของ ตัวกระผมและทางพรรคเพื่อไทย
ประการแรกสุด ท่านประธานครับ สมาชิกโดยเฉพาะท่านผู้นำฝ่ายค้าน และสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้มีมุมมองต่อญัตติที่เสนอเข้ามา ตอนแรกเราดีใจนะครับ ท่านประธานว่าเวทีรัฐสภาจะเป็นเวทีแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน หาทางออกให้กับ พี่น้องประชาชน หลายท่านกล่าว ณ ที่นี้เลยนะครับว่าเห็นญัตติแล้วเป็นที่น่าเสียดาย และน่าเสียใจ รายละเอียดท่านสมาชิกอภิปรายไปแล้ว ก็เป็นสิทธิของท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องที่จะมาตอบ ผมก็ฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้ตอบ ไปแล้วถึงแนวการเขียนญัตติ วิธีการเขียนญัตติ แล้วก็ปัญหาสำคัญของแผ่นดิน โดยรวมแล้ว วัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ ต้องยืนอยู่ จุดนี้ก่อน เราไม่ได้หาทางออกให้กับใคร คณะใด บุคคลใด โดยเฉพาะคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี หาทางออกให้กับประเทศทุกฝ่าย เพราะฉะนั้นอย่าใช้ญัตตินี้มาเสมือนเป็น การขอความชอบธรรมที่ท่านจะอยู่ในอำนาจต่อ กล่าวหาบุคคลอื่น ฝ่ายอื่นว่าเป็น ผู้กระทำผิดโดยไม่มองมาที่ตนเอง โดยข้อเท็จจริงครับ การบอกว่ามีปัญหาสำคัญ ในการบริหารราชการแผ่นดินนั้น ต้องมองตัวเองครับว่าตัวเองทำไปแล้วมีปัญหาอะไร เมื่อมองไม่ออกนั่นละครับ ถึงมาขอความเห็นจากสมาชิกรัฐสภา สมาชิกรัฐสภาเราก็จะมี ทางออก มีความเห็นให้ แต่ความจริงใจหลายท่านบอกว่าเวทีรัฐสภา รัฐบาลชุดนี้ ให้ความจริงใจมากสำหรับรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมเสนอเป็น ประเด็นแรกเลยว่าถ้านายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และรัฐบาลชุดนี้มีความจริงใจต่อ เวทีรัฐสภาแล้ว ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นลุกลามบานปลายมาจนถึงปัจจุบันนี้ มันก็เลยเป็นที่มาของคำว่า วันนี้จะเป็นปาหี่ไหม พวกเราเป็นสมาชิกรัฐสภา เราโกรธไหมครับท่านประธาน เสมือนโกรธนะครับ แต่ผมบอกว่าผมไม่โกรธครับ เพราะพี่น้องประชาชนเขามองอย่างนั้น ไม่ได้ผิดจากความเป็นจริงจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเลย เพราะฝ่ายนิติบัญญัติเรานะครับ เรามีข้อเสนอมากมาย ไม่ว่าจะเป็นญัตติ ไม่ว่าจะเป็นกระทู้ อภิปรายทั่วไปแบบไม่ไว้วางใจ อภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ มีข้อเสนอไปหมด แต่รัฐบาลไม่เคยนำไปสู่ปฏิบัติ เสนอญัตติ ด้วยวาจาว่าให้รัฐบาลนำข้อคิดเห็นของสมาชิกไปสู่การปฏิบัติเกี่ยวกับผู้ชุมนุม มีมติไม่รับ ไม่ส่งรัฐบาล เป็นไปได้อย่างไรท่านประธานครับ นี่ส่วนหนึ่งของพวกเราทำกันเองนะครับ ส่วนที่ ๒ ส่งไปแล้วไม่มีการปฏิบัติใด ๆ พอไม่มีการปฏิบัติใด ๆ การถ่วงดุลอำนาจ ๓ อำนาจ อธิปไตยเรา เราไม่มีสิทธิที่จะไปบอกว่าคุณต้องทำเลย ตุลาการ บริหาร และนิติบัญญัติ การดุลอำนาจมันสูญเสียไปหมด เพราะฉะนั้นโอกาสนี้ละครับที่เราจะมาช่วยกันฟื้นวิกฤติ ศรัทธากับรัฐสภาเราด้วย หวังว่าข้อเสนอวันนี้จะทำให้ทางคณะรัฐมนตรีได้นำไปสู่การปฏิบัติ ท่านประธานครับ เมื่อมองถึงปัญหาสำคัญการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว ต้องกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ต้องมองที่สาเหตุปัญหา หลายท่านได้เสนอสาเหตุของ ปัญหา ผมสรุปรวบยอดครับ ๑. สาเหตุปัญหาที่เป็นมูลเหตุ และ ๒. สาเหตุของปัญหา ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มูลเหตุของปัญหา รากเหง้าของปัญหาที่แท้จริงเกิดจากการเข้าสู่อำนาจ ของท่านตั้งแต่สมัยเป็น คสช. ต้องการสืบทอดอำนาจ ไปจัดทำรัฐธรรมนูญมารองรับ การสืบทอดอำนาจนั้นคือมูลเหตุของปัญหา สำคัญครับ เมื่อเข้าสู่อำนาจแล้ว การบริหาร อำนาจคือการบริหารราชการแผ่นดิน ๖ ปีที่ผ่านมา ตอบได้เลยครับ ถ้าท่านบริหารดี ไม่มีใครไปเรียกร้อง ไม่มีใครมาประท้วง แม้ที่มาของท่านจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ผลการบริหารของท่านล้มเหลวทั้งหมดครับ เศรษฐกิจ การเมือง มิติเชิงสังคม แตกแยก เหลื่อมล้ำ สุดท้ายวิกฤติศรัทธาครับ มาตัดกันเป็นศูนย์ มันระเบิดขึ้นมาแล้ว อันนี้คือ ความสามารถในการบริหารงานของท่าน โดยเฉพาะปัญหาครั้งนี้เติมเต็มเลยครับ เป็นการบริหารภาวะวิกฤติ ท่านบอกว่าการชุมนุมเป็นภาวะวิกฤติ แต่ท่านบริหารภาวะวิกฤติ ไม่เป็น บริหารล้มเหลวมาก แทนที่จะระงับยับยั้งได้นะครับ ท่านกลับไปใช้วิธีการที่เสมือนไป เติมเต็มและขยายปัญหาให้มันกว้างมากขึ้น เขาชุมนุมด้วยความสงบ ชุมนุมสันติวิธีปราศจาก อาวุธ ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๔ ทุกอย่าง เพื่อนสมาชิกพูดไปแล้วครับ มีคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญรองรับ ถ้าเทียบเคียงจากเมื่อปี ๒๕๕๖ ที่มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ สงบมากกว่านั้นเยอะเลยครับ แต่ท่านกลับเลือกใช้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ท่านประธานครับ ฉุกเฉินธรรมดาไม่ว่านะครับ เพราะประกาศใช้อยู่แล้ว ต่ออายุ ยืดอายุ มาถึงปัจจุบัน ในการเอาไปควบคุมโรคโควิด (COVID) แต่ท่านประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ร้ายแรง ไปอาศัยมาตรา ๑๑ ร้ายแรงต้องมีการประทุษร้าย ต้องมีการก่อการร้าย ท่านประธาน แล้วก็มีเหตุการณ์ที่มันจะลุกลามบานปลาย เช่น ๒ ฝ่ายประจันหน้ากัน ถามว่ามีไหมครับตอนตีสี่ วันที่ ๑๕ ผู้ชุมนุมหลับกันหมดแล้ว การชุมนุมประกาศ สลายตัวแล้ว เหลือแต่คนไม่มีที่อยู่ที่กินอยู่ต่างจังหวัดต้องนอนตรงนั้น ท่านใช้ประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน และที่จำเป็นต้องกราบเรียนท่านประธานครับ เรื่องนี้ผมลงรายละเอียด ไม่ได้ เรื่องของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติ ของกฎหมาย ศาลรับฟ้องไปแล้วครับ ผมไม่ลงละเอียดเพราะว่าเรื่องนี้อยู่ในศาล แต่กราบเรียนท่านประธานว่าศาลจะนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ ๒๑ ธันวาคม ผมเองเป็นโจทก์ที่ ๑ ฟ้องท่านนายกรัฐมนตรีออกประกาศฉุกเฉินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย วันที่ ๒๘ ศาลนัดไปฟัง คำสั่งว่าจะคุ้มครองฉุกเฉินชั่วคราวหรือไม่ เราฟ้องไต่สวนฉุกเฉินครับ วันที่ ๒๘ ท่านจะสั่ง หรือไม่สั่งก็แล้วแต่นะครับ จะสั่งว่าอย่างไรก็ได้เพราะไต่สวนไปแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ เป็นการขยายวงกว้างเข้าไป นั่นคืออะไรครับ นั่นคือความอ่อนด้อยในการบริหารราชการ แผ่นดินของท่านเอง ท่านบริหารไม่เป็นอย่างไรครับ ประกาศเพื่ออะไรครับ ประกาศตาม ข้อ ๑๑ เพื่อต้องการออกข้อกำหนดที่จะไปสลายการชุมนุม ห้ามการชุมนุม แล้วท่านก็สลาย จริง ๆ เพื่อนสมาชิกพูดไปแล้วโดยเฉพาะการสลายที่แยกปทุมวันเมื่อวันที่ ๑๖ ครับ จริง ๆ ผมไม่อยากทำอะไรท่านประธานครับ แต่เห็นภาพการสลายชุมนุมวันที่ ๑๖ นั่นละ คือตัวที่บอกว่าทนไม่ได้จะต้องทำอะไรแล้ว เพื่อบอกกับคนที่ต้องขออนุญาตท่านประธานว่า ใช้อำนาจเกินขอบเขตกฎหมายกำหนด จะใช้เรียกว่าลุอำนาจก็ได้ ลุแก่อำนาจก็ได้ ก็จำเป็นต้องอาศัยอำนาจทางศาลมาช่วย เพราะตอนนั้นยังไม่มีวี่แววว่าเราจะเปิดวิสามัญได้ จริง ๆ ต้องเลือกวิสามัญทางรัฐสภาเป็นอันดับแรกครับเพราะเราเป็นสมาชิกรัฐสภา แต่ขณะนั้นยังไม่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ ๑๖ ต้องตัดสินใจอย่างนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องเขาไม่ได้เพิ่งมาเรียกร้อง เขาเริ่มมาก่อนโควิด (COVID) ครับ เป็นแฟลชม็อบ (Flash mob) ยื่นข้อเรียกร้อง ๓ ข้อง่าย ๆ หยุดคุกคามประชาชน แก้รัฐธรรมนูญ แล้วก็ยุบสภา เลือกตั้งกันใหม่ หลังโควิด (COVID) ก็ยังคงเดิม แต่เมื่อไม่ได้รับ การตอบสนองแล้วข้อเรียกร้องมันก็ขยายความไปเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน ๗ ข้อเรียกร้อง ในญัตติ ผมไม่ลงรายละเอียด แต่แน่นอนครับ ครอบคลุมทั้งหมด รวมทั้งหลายคนพูดถึง การปฏิรูปสถาบัน ก็เป็นหนึ่งในข้อเรียกร้อง หลายคนมองข้อเรียกร้องนี้ว่าเป็นข้อเรียกร้อง ที่เกินเลย ไม่เหมาะสม ไม่บังควร ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ในฐานะ เป็นสมาชิกรัฐสภา คำว่า ปฏิรูปสถาบัน น่าจะเป็นคำสามัญทั่วไปแล้วในปัจจุบันนี้ ส่วนข้อเสนอจะเป็นการจาบจ้วงล่วงละเมิดหรือไม่ เหมือนที่สมาชิกบางท่านพยายามเน้น นั่นต้องไปดูที่ถ้อยคำ ผมเองมีความเชื่อมั่นว่าคนไทยรักสถาบันทุกคน อาจจะมีบ้าง เล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับคนที่มีความคิดสุดโต่ง นั่นเราห้ามเขาไม่ได้ แต่เนื้อความ โดยส่วนใหญ่แล้วรักสถาบัน การรักสถาบันย่อมมีการแสดงออกที่แตกต่างกัน อยากเห็น สิ่งที่ตนเองรัก สิ่งที่ตนเองเทิดทูน อยู่ในจุดที่เหมาะสมอย่างไร เป็นประโยชน์กับตัวเขาเอง อย่างไรในฐานะที่เป็นพสกนิกร เป็นประชาชนที่อยู่ในการปกครองของประเทศนี้ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมเน้นเลยนะครับ ทุกคน ยังยึดมั่นในระบอบนี้อยู่ ระบบรัฐสภาอยู่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปคือการเปลี่ยนแปลง ที่ค่อยเป็นค่อยไป โดยมีเป้าหมายที่มีนวัตกรรมใหม่เข้ามาทำให้มันดีขึ้น ไม่ได้เปลี่ยน โครงสร้าง ไม่เป็นการล้มล้าง เมื่อมีการพูดคุยแล้วส่วนที่เกี่ยวข้องต้องนำไปดู ไปปฏิบัติ ผมเองกราบเรียนด้วยความเคารพท่านประธานครับ ถ้าเราไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ องค์พระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยผ่านทางศาล ผ่านทางคณะรัฐมนตรี และผ่าน ทางฝ่ายนิติบัญญัติ ทางรัฐสภา เพราะฉะนั้นองค์พระมหากษัตริย์กระทำอะไรเป็นความผิด มิได้ครับ เพราะทุกอย่างอยู่ภายใต้การรับสนองพระบรมราชโองการ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ เขาเรียกร้องปฏิรูปนี่ก็เหมือนว่าผู้รับสนองพระบรมราชโองการตรงนั้นชอบไหม ถ้าจะผิด ผู้รับสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้ผิดครับ ท่านประธานครับ อันนี้คือกฎ คือหลักของ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เดอะ คิง แคน ดู โน รอง (The King can do no wrong) ท่านประธานครับ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ อันนี้เป็นมาตลอดครับ เพราะฉะนั้นใครจะล่วงละเมิดองค์พระมหากษัตริย์มิได้ เพราะพระองค์มิได้ทำด้วยตนเอง ทำผ่านครับ ผ่านองค์กรที่รองรับอำนาจ ผ่าน ครม. ผ่านสภา ผ่านตุลาการ เพราะฉะนั้นองค์กรเหล่านั้นต้องกลับไปดูนะครับ ท่านทำอะไรให้สถาบันเป็นอยู่ขณะนี้ ที่มีคนกลุ่มหนึ่งบอกว่าต้องปฏิรูปหรือเปล่า คนเหล่านั้นต้องกลับไปมอง แม้แต่ตัวเรา ด้วยครับ รัฐสภาก็ต้องมองตัวเราเอง ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมกราบเรียน ท่านประธานไปว่ารัฐบาลชุดนี้ปฏิเสธเรื่องรัฐสภาเรา มันก็เลยเกิดปัญหา ทีนี้มาดูทางออก ท่านประธานครับ ทางออกที่พวกเราเสนอมาทั้งหมดมีอะไร เป็นอย่างไร
เรื่องแรกสุด ทางออกที่เขาเรียกร้อง ต้องแก้ปัญหาปัจจุบันก่อนครับ มีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงเมื่อวันที่ ๒๒ เวลา ๑๒.๐๐ นาฬิกา เพราะฉะนั้นหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา สิ่งที่จำเป็นก็ต้องเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่าให้ใช้ กฎหมายปกติในการที่จะดูแลผู้ชุมนุมให้เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ เคารพสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ อย่าให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเพราะยังมีการชุมนุมกันอยู่ การจับกุม คุมขังต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามกฎหมายปกติที่ให้อำนาจไว้ พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ ถ้าจะเกินเหตุเกินเลยคุณต้องอาศัยอำนาจศาล คุณอย่าก้าวข้ามกระโดด ไม่ใช้อำนาจศาล แล้วมาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงแล้วไปจับเขา นั่นข้อแรกสุดครับ ในข้อแรกนี้ ความผิดที่เกิดขึ้นจากการประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ออกข้อกำหนดตาม มาตรา ๙ มาตรา ๑๑ มา ที่เป็นความผิดมีทั้งหมดอยู่ ๔๖ ราย ต้องได้รับการปล่อยตัวทันที ผมเรียกร้องผ่านท่านประธานไปเลย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สตช. องค์กรอัยการ ถ้าคดี อยู่ที่ท่าน ท่านต้องรีบดำเนินการปล่อยตัวทันที และที่อยู่ในขั้นตอนที่จะสั่งฟ้องต้องทำคำสั่ง ไม่ฟ้อง เพราะอะไรครับ เพราะว่าบรรดากฎหมายที่ยกเลิกไปแล้ว ประกาศยกเลิกไปแล้ว ข้อกำหนดยกเลิกไปแล้ว ท่านจะไปเอาความผิดตามกฎหมายใด โทษก็ยกเลิกไปแล้ว มีคำวินิจฉัยของศาล ท่านประธานครับ การใช้อำนาจตามคำสั่ง คสช. ที่ ๓/๒๕๕๘ มีการไปร้อง พอยกเลิกคำสั่งนี้ปุ๊บคนที่โดนโทษตามคำสั่ง ที่ ๓/๒๕๕๘ ข้อ ๑๒ คือห้าม ชุมนุมสาธารณะ ถูกปล่อยตัวหมดท่านประธานครับ เพราะศาลถือว่าการออกคำสั่งยกเลิก เป็นการออกบทบัญญัติของกฎหมายใหม่ที่ไปยกเลิกการกระทำความผิด ประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๒ วรรคสอง ท่านประธานครับ เขียนไว้ชัดเจน ต้องไปยกเลิกตามนั้น ฝากฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องทำครับ
เรื่องที่ ๒ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหลายทั้งปวงต้องมีการสอบข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเรื่องที่พูดกันเยอะที่สุดคือการรบกวนขบวนรถเสด็จ ต้องสอบข้อเท็จจริงครับ จะผ่านกรรมาธิการสามัญของเราคณะใดคณะหนึ่งก็ได้ หรืออยากให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ตั้งวิสามัญเลยครับ สอบข้อเท็จจริงกรณีว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ ผมเองกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพ นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบครับ เพราะท่านเป็นผู้บริหาร สูงสุดของฝ่ายบริหาร ท่านปล่อยให้ขบวนเสด็จผ่านไปในสถานที่ชุมนุมได้อย่างไร ได้อย่างไรครับ ท่านที่รู้ว่ามีการชุมนุมอยู่ตรงนั้น มีสมาชิกบางท่านบอกว่าขบวนเสด็จ เสด็จตามพระราชอัธยาศัย ต้องพิสูจน์กันครับ ผมเชื่อมั่นว่าพระราชอัธยาศัยนี่ไม่มีทางครับ ไปแอบอ้างอย่างนั้นก็เหมือนกับว่าเอาสิ่งที่มิบังควรมาแอบอ้างอีก วิธีการง่ายนิดเดียว ท่านประธานครับ เครื่องบินตกเราพิสูจน์ที่กล่องดำใช่ไหมท่านประธานครับ เครื่องบินตก มีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วพิสูจน์กล่องดำ ครั้งนี้ไม่ยากครับ เหตุการณ์เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว พิสูจน์เรื่องของการใช้วิทยุสื่อสารของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในกระบวนการที่จะกำหนดเส้นทางเสด็จ จะมีการพูดโต้ตอบกันทั้งหมด แล้วผมเชื่อว่าลบไม่ได้นะครับ ลบแล้วผิดกฎหมาย กรรมาธิการต้องไปเอาเรื่องนี้ออกมาให้ได้ ลงโทษให้ได้ ถือว่าเป็นการรบกวนเบื้องยุคลบาท อย่างใหญ่หลวงเลย อย่างนี้ไปโทษผู้ชุมนุม แต่ท่านเองไม่ปกป้องสถาบัน ผมต้องกล่าวหา อย่างนี้นะครับ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ต้องรับผิดชอบ ไปสอบเลยครับ สอบข้อเท็จจริงให้ได้ สอบข้อเท็จจริงเรื่องที่ ๒ ครับ ผมขอเวลาอีก ๕ นาทีครับท่านประธาน เพราะว่าทางฝ่าย ผู้ประสานงานแจ้งผมมาว่าได้อีก ๕ นาที
เรื่องที่ ๒ การสลายการชุมนุม มีสมาชิกท่านหนึ่งที่เป็นแพทย์ นายแพทย์เอกภพ ได้พูดเรื่องนี้ไปชัดเจน จะต้องมีการสอบข้อเท็จจริงว่ามีการใช้มาตรการที่เกินกว่าเหตุหรือไม่ แม้ท่านจะอ้างข้อกำหนดที่ออกตามมาตรา ๑๑ ให้กระทำได้ ๗ ข้อ ข้อ ๗ ท่านไปอ่านเลย ทั้งนี้ต้องไม่กระทำการที่เกินกว่าเหตุ ไปสอบให้ได้ว่าเกินกว่าเหตุหรือไม่ เพื่อคุ้มครองผู้ชุมนุม การทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติเราจะได้เป็นการถ่วงดุลการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารได้
ท่านประธานที่เคารพ ข้อเสนอของเพื่อนสมาชิกเรื่องต่อไป และเป็นข้อเสนอ ที่ผมเองเห็นว่าก็เป็นทางออกหนึ่ง โดยเฉพาะท่านสมาชิกวุฒิสภาเสนอมา การตั้งคณะทำงาน หรือคณะกรรมการขึ้นมาดู แล้วไปดูว่าจะทำประชามติ แน่นอนครับ ต้องรอกฎหมาย ประชามติ แต่ที่เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งเสนอบอกว่าไปถามประชามติเลยไหมว่าชุมนุม สาธารณะ ชุมนุมขณะนี้ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๖ เขาเขียนไว้ชัดเจนครับ การทำประชามติต้องไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ การชุมนุมเป็นสิทธินะครับ มาตรา ๑๔ ก็คุ้มครองเขา โดยสงบ ปราศจากอาวุธ ท่านจะไปทำ ประชามติได้อย่างไร เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้ต้องดูให้รอบคอบและเรียบร้อยนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่หลายคนพูดไปแล้วก็มีคำตอบชัดเจน ก็ถือเป็น สัญญาที่ทางฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีให้กับสภาแห่งนี้คือการแก้ รัฐธรรมนูญ ผมไม่ลงรายละเอียดครับ เพราะท่านบอกว่าท่านจะรับไปแก้รัฐธรรมนูญ ตามที่มีการเรียกร้อง แต่ผมไม่แน่ใจครับ ๖ ร่างที่ยื่นไปท่านจะรับกี่ร่าง แต่ดูแนวโน้มแล้ว ดูเสมือนดี มาตรา ๒๕๖ ดูเหมือนว่าจะรับ อาจจะรับมาตรา ๒๗๒ นั่นคือเรื่องของการเลือก นายกรัฐมนตรีในรัฐสภา อาจจะรับมาตราเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หรือการปฏิรูป มาตรา ๒๗๐ หรือมาตรา ๒๗๑ มาตรา ๒๗๙ อาจจะไม่รับ อันนี้ไม่ว่ากันนะครับ ก็ไปพิจารณา รัฐสภา เรายินดีว่าเราจะช่วยกันแก้ปัญหาตรงนี้ ขอเพียงแต่มีความจริงใจ แต่ฝากประเด็นหนึ่ง ที่สำคัญครับ ร่างของไอลอว์ (iLaw) ของภาคประชาชน ๑๐๐,๐๐๐ ชื่อนี่จะทำอย่างไร ผมฟังท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาลพูดบอกว่าจะเสร็จวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน หลังจากนั้น ได้ไหม ถ้าเพียงแต่รอ ๑ สัปดาห์แล้วทุกอย่างมันช่วยแก้ปัญหาได้ ผมก็คิดว่าคุ้มค่ากับการรอ ที่จะเอามาพิจารณาร่วมกัน เพราะว่าถ้าเกิดเราพิจารณาร่างที่มีอยู่แล้วเกิดไม่รับขึ้นมา เพราะร่างของไอลอว์ (iLaw) เขียน ๑๑ หลักการ ถ้าไม่รับมาร่างนั้นจะเสนอใหม่ไม่ได้ อันนี้ เป็นข้อพิจารณา ฝากท่านประธานด้วยความเคารพครับ
ท่านประธานครับ ข้อเรียกร้องอันสุดท้ายคือต้นเหตุปัญหา ศูนย์รวมของ ปัญหาคือตัวท่านนายกรัฐมนตรี ทุกท่านบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีครับ เห็นแก่ประเทศชาติ บ้านเมืองเถอะ ท่านทำมาเยอะแล้ว เราก็ขอบคุณที่ท่านทำมา ส่วนหนึ่งสงบเราก็ไม่ว่า อะไรกัน แต่ขณะนี้บ้านเมืองมันไปไม่ได้ มีทางเดียวที่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือลาออก ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้จะใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดิมในการที่จะเข้าสู่ กระบวนการการเลือกนายกรัฐมนตรีในรัฐสภา ก็เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แม้จะใช้มาตรา ๒๗๒ วรรคสอง เลือกในบัญชีไม่ได้ ขณะนี้ในบัญชีรายชื่อมีพรรคเพื่อไทย ๓ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ ๑ ท่าน พรรคภูมิใจไทยอีก ๑ ท่าน ที่เป็นผู้ที่จะถูกเลือก สมควรถูกเลือกตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ วรรคแรก แต่เมื่อเลือกไม่ได้ เราก็ยินดีครับ ๒ ใน ๓ ผมคิดว่าฝ่ายค้านเราเองก็สนับสนุนจะเป็นเสียงให้ ๕๐๐ เสียง เพื่อเปิดช่องว่าเอาผู้ที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ใช่อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ก็ได้ บุคคลที่ไม่มีรายชื่อ ไม่ได้หมายถึงคนนอกสภานะครับ คนในสภานี้ก็ได้ เป็นผู้แทนราษฎร ในสภานี้ก็ได้ ผมว่าเป็นทางออกหนึ่งที่จะทำให้เกิดการแก้ปัญหา เพราะว่าเมื่อมีการเลือก นายกรัฐมนตรีแล้วภาพเก่าภาพเดิมมันน่าจะหลุดออกไป เพราะนายกรัฐมนตรีท่านใหม่ ต้องไปแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ต้องไปทำนโยบายบริหารราชการ แผ่นดินมาแถลงต่อรัฐสภาใหม่ เรามาเริ่มต้นกันใหม่ได้ครับ หลายท่านเรียกร้องว่าภายใต้ การมีข้อพันธะสัญญาในสภาแห่งนี้จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จ เมื่อเสร็จแล้วก็ยุบสภา คืนอำนาจให้กับพี่น้องประชาชนไปเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมว่าอย่างนี้คือ ทางออกของประเทศครับ ทางออกของประเทศ และที่สำคัญท่านประธานครับ ปัญหาที่ เกิดขึ้นไม่อยากให้ทุกฝ่ายมองไปอีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นปัญหา ทุกฝ่ายทุกคนต้องบอกว่านี่คือ ปัญหาของประเทศ เรามาร่วมกัน หลายท่านเสนอสันติวิธี ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เป็นสันติวิธี ใช้รัฐสภา ใช้การมีส่วนร่วม อย่ามองข้อเรียกร้องของลูกหลาน เยาวชนว่าเป็นคนที่ถูกใช้ ทำงานเพื่อการเมือง อย่ามองข้อเรียกร้องเหล่านี้ว่าเป็นปัญหาทางการเมืองเพื่อแย่งชิงอำนาจ สู่การเมือง การชุมนุมเรียกร้องครั้งนี้ไม่เหมือนเดิมครับ เมื่อก่อนเสื้อเหลือง เสื้อแดงมีฐาน การเมืองเพื่อแย่งอำนาจทางการเมืองกัน แต่ขณะนี้เขาแย่งอำนาจเพื่อกลับมาเป็นอนาคต ของเขา อนาคตของประเทศชาติโดยไม่มีการเมืองแอบแฝง
ท่านประธานที่เคารพ สุดท้ายครับ ความจริงใจของรัฐบาลของ ท่านนายกรัฐมนตรีเท่านั้นเองที่จะไม่เติมเชื้อไฟเข้าไปในปัญหา หยุดยั้งปัญหาที่ผมนำเรียนไป กระบวนการการก่อกลุ่มมวลชนที่มีความเห็นต่อต้านกันมาแสดงพลังกัน ล้วนแต่เป็น การเติมเชื้อไฟเข้าสู่กองฟืน เติมฟืนเข้าสู่กองไฟ ราดน้ำมันลงไป ท่านประธานครับ ผมหดหู่ใจมาก พ่อเป็นผู้ใหญ่บ้านต้องแต่งเสื้อเหลืองไปร้องเพลงชาติ ขณะที่ลูกไปชุมนุม สร้างความแตกแยกในสังคมระดับพื้นฐาน ฐานรากของสังคมระดับครอบครัวอย่างร้าวฉาน อย่างแน่นหนาสาหัสท่านประธานครับ ภาพอย่างนี้อย่าให้เกิดขึ้นในเมืองไทยเรา เรารักชาติ เรารักสถาบัน เราเทิดทูนสถาบัน เราต้องยกสถาบันขึ้นเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม การปฏิรูป สถาบันอาจจะเป็นการปฏิรูปเอาเหลือบ ริ้น ยุง ที่แอบอิงเกาะกินสถาบันออกมาให้หมด ผมว่าสถาบันจะมีความสง่างาม คนที่ชอบดึงฟ้าต่ำนั่นละครับ นั่นคือเป้าหมายของการปฏิรูป สถาบัน กราบขอบคุณท่านประธานครับ