เฉลิมชัย เสนอตั้ง กมธ.เร่งด่วนจัดประชามติคลี่คลายวิกฤติ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๓

เฉลิมชัย เครืองาม หารือถึงปัญหาความร้าวลึกและขัดแย้งในสังคมไทยที่ลุกลามมายาวนาน โดยเฉพาะจากข่าวปลอม วาทกรรมเกลียดชัง และการล่วงละเมิดสถาบัน พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขเป็นลำดับขั้นทั้งระยะฉับพลัน กลาง และยาว โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดยั้งการโจมตี ถอยมาตั้งสติ และเปิดเวทีสานเสวนาเพื่อเจรจา พร้อมเสนอให้ใช้มาตรา 166 จัดประชามติผ่านการตั้งคณะกรรมการผสมเพื่อกำหนดคำถามอย่างเป็นกลาง หรือจัดทำพระราชกำหนดว่าด้วยการประชามติในสถานการณ์วิกฤติ เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งอย่างเร่งด่วนและโปร่งใส รวมทั้งเสนอให้จัดประชามติควบกับการเลือก อบจ. เพื่อประหยัดงบประมาณและเวลา พร้อมเรียกร้องความร่วมมือจาก กกต. และทุกภาคส่วนให้ใช้สติปัญญาแก้ปัญหาตามแนวทางที่ได้รับจากพระบรมราโชวาทในหลวงรัชกาลที่ 9

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ขอบคุณ ท่านประธานครับ นายแพทย์เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีเวลา ๑๕ นาที เพราะฉะนั้นผมพยายามที่จะพูดปัญหาให้น้อยที่สุด จะใช้เวลาส่วนใหญ่กับการพูดแนวทางและวิธีการแก้ปัญหา ท่านประธานครับ ตลอดระยะเวลา ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่งและคงเช่นเดียวกับพี่น้อง ร่วมรัฐสภาแห่งนี้ และท่านที่อยู่ทางบ้าน คงเห็นตรงกันว่าเราอยู่กับความขัดแย้งมามากกว่า ๑๐ ปี ๑๕ ปี และใกล้จะ ๒๐ ปีเข้าไปแล้ว ในอดีตนั้นความแตกแยก ปัญหานั้น เป็นเรื่องปัญหาระหว่างสี เราใช้คำว่า ร้าวลึก สังคมไทยนั้นร้าวลึกมากว่า ๑๕ ปี แต่มา ปี ๒๕๖๒ ต่อปี ๒๕๖๓ นั้น ความร้าวลึกนั้นได้กลับกลายแปรเปลี่ยนเป็นความแตกแยก อย่างสิ้นเชิง สังคมไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร มีผู้กล่าวว่าไม่มีปัญหาใดที่แก้ไขไม่ได้ สงคราม หรือปัญหาระหว่างประเทศ ปัญหาระดับโลก ก็ยังมีวิธีการแก้ไขได้ เหตุไฉนเลือดไทยด้วยกัน คนไทยด้วยกัน เมื่อมีปัญหาความแตกแยก ทำไมเราจะคุยกันไม่ได้ เราจะปรึกษาหารือกัน ไม่ได้ ผมเห็นด้วยกับคำแถลงการณ์ของท่านนายกรัฐมนตรีที่กล่าวว่าให้เราถอยกันคนละก้าว ถอยไปไหนครับ ต้องบอกว่าถอยไปให้ไปอยู่ภายใต้ร่มพระบารมี ให้ถอยไปอยู่ภายใต้ ร่มพระบรมโพธิสมภาร ความร้าวลึกแปรเปลี่ยนมาเป็นความแตกแยกได้อย่างไร เพราะเกิด ประเด็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนเพิ่มขึ้นมาในปีนี้ จริง ๆ มีปัญหาสะสมมานานพอสมควรแล้ว นั่นคือการกล่าวหรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน ผมพยายามจะพูดเรื่องสถาบันให้น้อยที่สุด ท่านประธานครับ ปัญหาเรื่องศาสนากับปัญหาเรื่องสถาบันนั้น นำมาซึ่งความแตกแยกได้ ตลอดเวลาเสมอ ๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ครอบครัวสังคมไทยมีปัญหา สามารถที่จะ พูดคุยกันได้ พอมาถึงเรื่องนี้ก็พูดคุยกันไม่ได้ เมื่อเร็ว ๆ นี้เองผมได้ไปงานมงคลสมรสของคู่บ่าวสาว ซึ่งเป็นลูกครอบครัวของเพื่อนที่จบ แพทย์มาด้วยกัน เมื่อปลายปีที่แล้ว เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้พบคุณพ่อคุณแม่ ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีหลานหรือยัง คำตอบที่ได้คือหย่ากันเรียบร้อยแล้ว อ้าว ทำไมหย่ากันล่ะครับ ความขัดแย้ง ปัญหาเรื่องการเมือง ปัญหาเรื่องวิธีคิด เพราะฉะนั้นความร้าวลึก ความแตกแยกนั้น เราจะปล่อยให้เหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ผ่านไปคงไม่ได้ มาหาวิธีการแก้ไขกันว่าจะทำอย่างไร ผมขออนุญาตที่จะสรุปเป็นระยะ ๆ ได้ ๓ ระยะ ระยะแรก คือระยะฉับพลัน ระยะที่ ๒ คือระยะกลาง และระยะที่ ๓ คือระยะยาว

ระยะแรก สิ่งที่เราคนไทยทุกคนควรจะต้องทำทันทีในเวลานี้ ๕ ประการ คือหยุด หยุดอะไรบ้างครับ หยุดเฟกนิวส์ (Fake News) หยุดที่ ๒ คือหยุดด่ากัน หยุดที่ ๓ คือหยุดเฮตสปีช (Hate speech) หยุดที่ ๔ คือหยุดจาบจ้วงหรือการล่วงละเมิดสถาบัน ไม่ว่าด้วยวิธีใด จะด้วยคำกล่าว หรือด้วยการเขียน หรือด้วยการกดสื่อออนไลน์ (Online) ก็แล้วแต่ ขอให้หยุด

และระยะกลางที่เราคนไทยควรจะต้องทำคือถอยมาตั้งสติ และคิดว่าเราจะ ใช้สติและปัญญาแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร การสานเสวนาเป็นสิ่งที่พูดกันในแวดวงวิชาการว่า เราจะหาแนวทางในการแก้ปัญหาของสังคมไทย เราถอยไปคนละก้าว ส่งตัวแทนหรือผู้ที่ท่าน มีความไว้วางใจเชื่อถือไม่ว่าฝ่ายใดก็แล้วแต่มาสานเสวนาพูดคุยกัน สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้นั้น ผมได้เปรียบเทียบในวงสนทนาของผมว่าเปรียบเสมือนขบวนรถไฟ ๒-๓ ขบวนที่วิ่งไป ข้างหน้า ปรากฏว่าขบวนรถไฟทั้ง ๒ ขบวนหรือ ๓ ขบวนนั้น ๑ ใน ๒ หรือ ๓ ขบวนนั้น มีขบวนของรัฐบาลอยู่ด้วย ต่างวิ่งกันไปคนละราง วิ่งคู่ขนานกันไป วิ่งไปไม่รู้หนทาง ปลายทางว่าจะเป็นอย่างไร วิ่งกันไปทะเลาะกันไป วิ่งกันไปด่ากันไป วิ่งกันไปด้อยค่ากันไป วิ่งกันไปจาบจ้วงกันไป เพราะฉะนั้นปลายทางที่ว่านี้มีแต่เหวและนรกเท่านั้น เราจำเป็น ที่จะต้องชะลอขบวนรถไฟต่าง ๆ เหล่านั้นที่ต่างฝ่ายต่างมุ่งหน้าไปข้างหน้า ไม่หันหลัง ไม่หันมาพูดคุย ไม่หันมาพบปะเจรจากัน ให้หยุด ให้ชะลอ และหาทางที่จะเจรจากันเพื่อหา ข้อยุติ อย่างที่ผมกราบเรียนแล้ว ปัญหาระดับโลก ปัญหาระหว่างประเทศ เรายังคุยกันได้ คนไทยด้วยกันจึงควรที่จะคุยกันในปัญหาที่เกิดขึ้นได้

อันถัดไปท่านประธานครับ ระยะยาว เป็นสิ่งที่เราจะต้องทำ ผมได้ฟัง การอภิปรายของสมาชิกหลายท่านตั้งแต่เช้า มีแนวทางหนึ่งที่ผมคิดและได้พูดคุยสานเสวนา กับเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ทั้งสมาชิกฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา เป็นแนวทาง ที่ได้มีการพูดคุยและเสนอมาในระดับหนึ่งตั้งแต่เช้า และเมื่อสักครู่ท่านคำนูณ ขออภัย ที่เอ่ยนามท่าน ท่านพูดขึ้นมา และผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง และมีผู้แทนของรัฐบาลได้กล่าว เกริ่นไปบ้างแล้ว นั่นคือแนวทางการทำประชามติ เหตุผลทำไมจะต้องทำประชามติ ท่านประธานครับ อย่างที่ผมเปรียบเทียบแล้ว ขบวนรถไฟ ๒ ขบวนที่วิ่งไปข้างหน้าต่างฝ่าย ต่างตะบึงไปข้างหน้า ไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ไม่พอใจซึ่งกันและกัน ไม่พูดคุยกัน ไม่สนทนาพาทีกัน ไม่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แล้วขบวนรถไฟนี้จะเปลี่ยนจากการวิ่ง ขนานกันเป็นไปชนกันเมื่อไรก็ได้ เพราะฉะนั้นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดคือการใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๖ ผมก็แปลกใจครับ การเขียนรัฐธรรมนูญทำไมถึงเขียนมาตรา ๑๖๕ แล้วก็ มาตรา ๑๖๖ มาเรียงต่อเนื่องกัน มาตรา ๑๖๕ กิจกรรมที่เรากำลังทำอยู่ในเวลานี้คือการมา ปรึกษาหารือกันตามญัตติที่รัฐบาลเสนอมา หารือเพื่อให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ถัดไปเป็นมาตรา ๑๖๖ มาตรา ๑๖๖ เป็นมาตราที่ว่าด้วยการทำประชามติ ซึ่งมีบทบัญญัติ ให้สามารถที่จะทำประชามติได้ในปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อให้ได้ข้อยุติ โดยการทำประชามตินั้น มีกติกาเพียงแค่ว่าต้องไม่ทำประชามติในเรื่องที่ขัดรัฐธรรมนูญ และไม่ทำประชามติในเรื่อง เกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคล เพราะฉะนั้นแนวทางการทำประชามตินั้นเพื่อให้เกิด ข้อสรุปข้อยุติ เพราะผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่มวลชน สิ่งที่คณะราษฎร ๖๓ หรือสิ่งที่มวลชนที่อยู่ ภายนอกเรียกร้องต่อสู้กันอยู่ในเวลานี้นั้น ท่านได้ข้อยุติไปแล้ว ท่านได้ข้อสรุปไปแล้ว ในที่สุด ในอีก ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปี ๕ ปีข้างหน้า วงจรอุบาทว์นี้ก็ย่อมจะกลับมาอีก เมื่ออีกฝ่ายหนึ่ง มาเป็นรัฐบาล อีกฝ่ายหนึ่งก็สามารถที่จะใช้แอปพลิเคชัน (Application) อะไรที่กำลังใช้อยู่ เวลานี้สามารถที่จะเรียกมวลชนหมื่นคน แสนคน ล้านคน ออกมาได้ภายในเวลา ๑๕ นาที ครึ่งชั่วโมง ออกมาไล่นายกรัฐมนตรี ไล่รัฐบาล ที่มีอำนาจอยู่ในเวลานั้นได้อีก วงจรต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะเป็นวงจรที่ไม่มีความจบสิ้น เพราะฉะนั้นเราจำเป็นที่จะต้องหาข้อยุติ โดยการกลับไปถามประชาชนในสิ่งที่เป็นปัญหา สิ่งที่ทุกฝ่ายข้องใจอยู่ในเวลานี้ว่าจะหา ข้อยุติอย่างไร คือการทำประชามติ ผมจะลงในรายละเอียดแนวคิดการทำประชามติ ที่อยากจะเสนอรัฐบาล ท่านช่วยกรุณาไปคิด ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี ช่วยกรุณาไปคิด และที่สำคัญคือท่านประธานรัฐสภา จะเป็นกลไกสำคัญในการที่ทำเรื่องนี้ ขอบคุณครับที่ท่านมองผม แสดงว่าท่านมีความสนใจว่าท่านประธานรัฐสภาจะเกี่ยวกับ เรื่องนี้ได้อย่างไร เกี่ยวครับ เกี่ยวโดยตรง ในข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานรัฐสภาสามารถ ที่จะตั้งกรรมการขึ้นมาเพื่อดำเนินการในกิจการใดก็ได้ สิ่งที่ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่จะเสนอก็คืออย่างนี้ครับ คำถามที่จะทำประชามตินั้นเป็นคำถามที่ ในกฎหมาย หรือในรัฐธรรมนูญ หรือในกฎหมายลูกว่าด้วยการทำประชามตินั้น บอกว่า รัฐบาลจะเป็นผู้ทำ หรือหน่วยงานที่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะเป็นผู้ทำ แต่ในสถานการณ์ หรือในภาวะการที่มีความขัดแย้งและมีความไม่ไว้วางใจกันอย่างสูงยิ่งนั้น คำถามประชามติ เป็นคำถามหรือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมากที่สุดในการทำประชามติ จะถามว่าเราจะทำ คำถามประชามตินี้ได้อย่างไร ท่านประธานรัฐสภาท่านช่วยกรุณาใช้อำนาจของท่าน ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ การทำประชามติ ตั้งกรรมการขึ้นมาประกอบด้วยบุคลากรฝ่ายต่าง ๆ ประกอบด้วยผู้แทนคณะรัฐมนตรี ผู้แทนรัฐบาล ผู้แทนสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน ผู้แทน สภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล สมาชิกวุฒิสภา บุคคลภายนอก อันประกอบด้วยผู้แทนของ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้แทนภาคประชาชน อาจจะมีอดีตประธานศาลฎีกา ๒ ท่าน หรือ ๓ ท่าน อาจจะมีอดีตประธานศาลปกครอง ๑ ท่าน หรือ ๒ ท่าน องค์กรอิสระ ส่งผู้แทนมา อาจจะเป็นเลขาธิการ กกต. ป.ป.ช. ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ประกอบเป็น คณะกรรมการ คณะกรรมการนี้มีหน้าที่ที่จะไปหาคำตอบในเรื่องของคำถามในการทำ ประชามติ เราจะไม่ให้รัฐบาลเป็นผู้ตั้งคำถาม คณะกรรมการนี้มีหน้าที่ ๒ ประการ ประการที่ ๑ คือหาคำถามประเด็นในการทำประชามติ ๓ คำถามเป็นอย่างน้อย ๑ ๒ ๓ ปัญหาใดที่เป็นปัญหาที่มีความขัดแย้งที่หาข้อสรุปไม่ได้อยู่ในเวลานี้ ช่วยกันคิดคำถาม ในการทำประชามติที่จะให้ประชาชนออกมาลงคะแนน ออกมาออกเสียงประชามติ ๓ คำถาม คำถามนั้นส่งให้กับรัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลรับเป็นคำถามในการทำประชามติ แล้วลงในราชกิจจานุเบกษา จะเห็นได้ว่าวิธีการที่กระผมนำเรียนท่านประธานนั้น เป็นวิธีการ ที่เป็นการแสดงความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติในการที่จะ หาทางออกให้กับประเทศ ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าทางออกอันตีบตันนี้จะแก้ไขได้อย่างไร คำถามประชามตินั้นเมื่อได้คำตอบมาทุกฝ่ายย่อมจะควรต้องยอมรับ และหาข้อสรุปให้ได้

ปัญหาถัดมาท่านประธานครับ กติกา กฎเกณฑ์ หรือหลักการการทำ ประชามตินั้นจะเป็นอย่างไร เรากำลังจะมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งรัฐบาลผ่านคณะรัฐมนตรีแล้ว ผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ท่านรองนายกรัฐมนตรี ได้กรุณาชี้แจงเมื่อสักครู่นี้บอกว่ากฤษฎีกาพิจารณาเรียบร้อยแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรี ลงนามแล้ว เตรียมจะนำเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา แล้วจะเป็นกฎหมายปฏิรูปเพื่อให้ที่ประชุม ร่วมของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งคงได้ระยะเวลาที่เร็วขึ้นในระดับหนึ่ง แต่อย่างไร ก็แล้วแต่ ปัญหาที่เกิดวิกฤติความขัดแย้งในเวลานี้มีความแตกแยก มีความร้าวลึกมาก จนเราจะรอกฎหมายที่จะต้องผ่านรัฐสภาเดือนมกราคมหรือเดือนกุมภาพันธ์นั้นไม่ไหว รอไม่ไหวครับ กว่าจะพิจารณาในวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สาม ผ่านไปเดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ ผมว่าบ้านเมืองไทยความแตกแยกจะไปถึงไหนแล้วก็ไม่ทราบ เพราะฉะนั้น คณะกรรมการที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานช่วยกรุณาตั้งกรรมการนั้นขึ้นมาจะมีหน้าที่ อีกประการหนึ่ง คือการพิจารณาทำกฎหมายว่าด้วยการทำประชามติในกรณีสถานการณ์ วิกฤติความขัดแย้งในบ้านเมือง จะตั้งชื่ออย่างไรก็แล้วแต่ ช่วยพิจารณาทำกฎหมายฉบับนั้น พิจารณาแล้วทำอย่างไรครับ เสนอรัฐบาล ในคณะกรรมการนั้นคงมีตัวแทนของ คณะกรรมการกฤษฎีกาเข้ามาร่วมด้วย เพื่อออกเป็นพระราชกำหนด พระราชกำหนดฉบับนี้ ใช้เพื่อกรณีเฉพาะเจาะจง คือการทำประชามติความขัดแย้งเรื่องนี้โดยเฉพาะ ทำใน สถานการณ์ฉุกเฉิน ในสถานการณ์วิกฤติ ซึ่งผมเชื่อว่าประเด็นของการออกพระราชกำหนด ดังที่ว่านี้คงไม่ขัดรัฐธรรมนูญ คงจะไม่มีผู้ใดไปส่งศาลรัฐธรรมนูญว่าพระราชกำหนด ขัดรัฐธรรมนูญ ขอเวลาท่านประธานอีกนิดเดียวครับ เพราะฉะนั้นพระราชกำหนดนี้จะเป็น พระราชกำหนดที่เป็นเครื่องมือในการทำประชามติ

ถัดมาท่านประธานทำอย่างไร เวลาใดที่เหมาะสมที่สุด กราบเรียนครับ ผมเสนอว่าถ้าเป็นไปได้คือทำประชามติในวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๓ ไม่ช้าเกินไป แล้วก็ ไม่เร็วเกินไป วันที่ ๒๐ ธันวาคมนั้นได้มีการพิจารณาดำเนินการแล้วว่าจะมีการเลือกตั้ง อบจ. ทั่วประเทศ ยกเว้นกรุงเทพมหานคร เพราะฉะนั้นกฎหมายพิเศษนี้จะใช้เพื่อการเลือก อบจ. และการทำประชามติ กรณีนี้ต้องขอความร่วมมือ ความกรุณาจาก กกต. ด้วย เพราะท่านมีความพร้อม ท่านมีความสามารถที่จะดำเนินการเรื่องนี้ได้อย่างไร อาจจะเป็น ๑ คูหา มี ๒ หีบบัตรเลือกตั้ง หีบหนึ่งก็คือทำประชามติ หีบหนึ่งก็คือเลือก อบจ. หรือคนละ คูหาติดกัน ถ้าอย่างนั้นก็ได้ ถ้ามีปัญหาเรื่องงบประมาณ รัฐบาลก็กรุณาสนับสนุน งบประมาณ อันนี้ต้องเป็นความสมัครใจ ความพร้อมใจของ กกต. ด้วย ก็คงต้องมี การปรึกษาหารือกัน เพราะฉะนั้นวิธีที่ว่านี้เป็นวิธีที่จะเป็นทางออกของประเทศ การใช้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ที่เราทำอยู่ในวันนี้ ต่อเนื่องกับมาตรา ๑๖๖ จะเป็นทางออก เพราะฉะนั้นการหารือกันในวันนี้ ขออนุญาตกราบเรียนเสนอแนวทางเพื่อลบคำสบประมาท ของบุคคลภายนอกว่าเวทีนี้เป็นเวทีปาหี่ เวทีนี้คงไม่สามารถที่จะหาข้อสรุปใด ๆ ได้ ผมจึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน

ท้ายที่สุดนี้ขออนุญาตท่านประธานอีก ๑ นาทีครับ มีพระบรมราโชวาท ของล้นเกล้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านสั้น ๆ เร็ว ๆ ท่านคง ไม่ขัดจังหวะผมนะครับท่านประธาน ในพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ ๙ นั้น ท่านมี พระบรมราโชวาทไว้ให้คนไทยเมื่อเวลามีปัญหาเกิดขึ้น ไม่ว่าปัญหาใหญ่หรือปัญหาเล็กนั้น ให้ใช้สติและปัญญาในการแก้ปัญหานั้น ๆ ย่อมจะสามารถฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคใด ๆ ไปได้ ผมจึงขออนุญาตนำเรียนท่านประธานผ่านไปทางรัฐบาล และทุกท่านที่ฟังอยู่ทั้งในสภา และนอกสภาว่าเราถอยกันคนละก้าว นั่งใช้สติและปัญญาในการที่จะคิดหาวิธีการแก้ปัญหา อย่าเลยครับ อย่าที่จะเอาหัวชนฝา ย่อมจะมีแต่หัวแตก ถอยกันแล้ว ตั้งสติให้ดี และหา วิธีการแก้ปัญหา ขอบคุณท่านประธานครับ