สุวรรณี ยันรัฐธรรมนูญสำคัญ เสนอแก้ข่าวปลอม-เน้นยุติธรรมสมานฉันท์

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๓

สุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ ย้ำถึงความสำคัญของรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมสนับสนุนการเปิดสมัยประชุมวิสามัญเพื่อให้เกิดการอภิปรายอย่างสันติ โดยเน้นว่าการใช้เสรีภาพต้องไม่ละเมิดผู้อื่นหรือกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและสถาบันหลักของชาติ พร้อมเสนอให้รัฐบาลจัดการข่าวปลอมอย่างจริงจัง ชี้แจงข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจ และส่งเสริมการแก้ไขความขัดแย้งผ่านกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์พร้อมเปิดพื้นที่พูดคุยอย่างสันติ เพื่อส่งเสริมความสามัคคีและภูมิใจในความสำเร็จของชาติ

นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอขอบคุณรัฐบาลที่เห็นถึงความจำเป็นที่จะใช้เวทีของรัฐสภาในการปรึกษาปัญหา บ้านเมืองในขณะนี้ และเห็นด้วยอย่างยิ่งที่รัฐบาลขอเปิดสมัยประชุมวิสามัญตามมาตรา ๑๖๕ เพื่อให้ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ได้มีโอกาสอภิปรายและนำเสนอข้อคิดเห็นให้ท่านในฐานะที่เรา เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย การที่รัฐบาลนำปัญหาของบ้านเมืองในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นตามข้อเรียกร้องของน้อง ๆ เยาวชนและกลุ่มผู้ประท้วง และในขณะนี้เราก็มี ประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับประเด็นของผู้เรียกร้องก็เริ่มเคลื่อนไหวซึ่งอาจนำไปสู่ การเผชิญปัญหา การให้สภาได้มีโอกาสมาปรึกษาเพื่อหาทางออกจึงเป็นวิถีทางที่ถูกต้อง เนื่องจากการประชุมในวันนี้ดิฉันทราบดีว่าพี่น้องประชาชนชาวไทยหลายท่านรับฟัง ติดตาม การถ่ายทอดการประชุม ก็จะขออนุญาตได้ใช้เวลาสักเล็กน้อยอธิบายประเด็นข้อกฎหมาย เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในภาวะขณะนี้และรับชมการถ่ายทอดการประชุมได้เข้าใจ ท่านประธานคะ ในโลกของเราที่เราอยู่นี้จะมีทั้งประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือปกครองในระบอบสังคมนิยมก็ตาม แต่ก็จะมีรัฐธรรมนูญ มีกฎหมาย หรือมีกฎ ระเบียบ ที่ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะว่าการที่เรามีคนมาอยู่กันเป็นจำนวนมาก เราจำเป็นต้องมีกฎ กติกาของการอยู่ร่วมกัน เพราะแม้สังคมที่เล็กที่สุดก็คือบ้านก็ยังต้องมี กฎของบ้าน ดิฉันเชื่อมั่นว่าหลายท่านก็คงเคยเติบโตมาในบ้านที่มีกฎว่าไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม แต่อย่างน้อยทุกวันศุกร์ของสัปดาห์ต้องมากินข้าวพร้อมหน้ากัน หรือเราอยู่โรงเรียน โรงเรียนก็จะต้องมีกฎในการเข้าเรียน เลิกเรียน ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะว่าการที่คนมาอยู่ เป็นจำนวนมาก หากเราทำอะไรตามใจตนเองโดยไม่เคารพกฎ กติกา สังคมคงวุ่นวาย และหาความสงบสุขไม่ได้ ประเทศไทยเราเองก็เช่นกันค่ะ เรามีรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้เป็นฉบับที่ ๒๐ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับแรกจนมาถึงรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ได้วางรากฐานไว้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดิฉันคงไม่ต้องขยายความ เพราะว่าเป็นระบอบการปกครอง ที่ดิฉันเชื่อมั่นว่าเหมาะสมที่สุดกับประเทศไทย และผลโพล (Poll) ทุกครั้งที่มีการสำรวจก็จะเห็นว่าประชาชนเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศไทยก็เชื่อมั่นว่าระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข เป็นระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับประเทศไทย ดิฉันก็ขอประกาศ ในสภาแห่งนี้ว่าตัวดิฉันเองยึดมั่นในระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุด แต่เป็นระบอบการปกครอง ที่เลวน้อยที่สุด ไม่ใช่คำกล่าวของดิฉันค่ะ เป็นคำกล่าวของเซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) ที่ได้กล่าวปราศรัยไว้ในสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษตั้งแต่ปี ๑๙๔๘ ระบอบการปกครองประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองที่เราต้องเคารพเสียงส่วนมาก แต่ขณะเดียวกันเราต้องไม่ละเลยเสียงส่วนน้อย รัฐธรรมนูญของไทยในฉบับปัจจุบันได้รองรับ สิทธิและเสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็น รวมถึงการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ อย่างไรก็ตามที่ดิฉันต้องเท้าความ เพราะหลักการของการใช้สิทธิและเสรีภาพในทุกประเทศ ก็จะมีหลักว่าการใช้สิทธิและเสรีภาพของส่วนตนนั้นจะต้องไม่ไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคลอื่น และต้องไม่ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นภายในประเทศ การชุมนุม ใน ๒-๓ เดือนที่ผ่านมานี้ดิฉันคิดว่าเป็นการชุมนุมตามกฎหมาย เพราะมีการชุมนุมโดยสงบ ไม่มีอาวุธมาในระยะหนึ่ง แต่ว่าเมื่อการชุมนุมเริ่มมีการก้าวล่วงไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคลอื่น รวมถึงมีการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จนสร้าง ความสะเทือนใจให้กับพสกนิกรที่มีความจงรักภักดี และมีเหตุการณ์ที่อาจจะก่อให้เกิด ความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นภายในประเทศ จนทำให้รัฐบาลต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมีความร้ายแรง ดิฉันคิดว่าเป็นการดำเนินการที่เหมาะสมแล้ว เหมาะกับเหตุการณ์แล้ว เพราะว่าหากรัฐบาลไม่ดำเนินการเช่นนั้น ดิฉันเองก็คิดว่ารัฐบาลอาจจะมีความผิดฐานละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ แม้การชุมนุมขณะนี้ยังมีอยู่ แต่เมื่อปัจจัยในการทำให้รัฐบาลประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงมีการทุเลาลง รัฐบาลก็ได้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรงแล้ว ซึ่งดิฉันก็คิดว่าเป็นเรื่องเหมาะสมเพราะว่าบรรยากาศจะได้ไม่ตึงเครียด จนเกินไป ขณะนี้แม้รัฐบาลจะยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงแล้ว ดิฉันเชื่อมั่นว่ารัฐบาลน่าจะยังใช้พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ปี ๒๕๕๘ มาใช้ ในการดูแล ทั้งดูแลผู้ชุมนุมให้เกิดความเรียบร้อยและดูแลความปลอดภัยทั้งของผู้ชุมนุม และประชาชนที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุม ดิฉันเองได้ศึกษาพระราชบัญญัติการชุมนุม ในที่สาธารณะ ปี ๒๕๕๘ ก็ต้องเรียนอย่างนี้นะคะว่าหลักเกณฑ์ ข้อกำหนดในการชุมนุม สาธารณะของประเทศไทยได้กำหนดไว้ชัดเจนและสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งเราเป็นภาคีของอินเตอร์เนชันนัล โคเวแนนต์ ออน ซิวิล แอนด์ โพลิทิคัล ไรต์ (International Covenant on Civil and Political Rights) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อไอซีซีพีอาร์ (ICCPR) นอกเหนือจากกฎหมายของไทยแล้ว ดิฉันก็อยาก จะรู้ว่ากฎหมายไทยเราด้อยกว่าประเทศอื่นจนนำไปสู่ทำให้เกิดการปฏิบัติแล้วจะมีข้อครหา หรือไม่ ดิฉันเองก็ได้ศึกษากฎหมายของต่างประเทศ เช่น กฎหมายของสหรัฐอเมริกา กฎหมายของอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งเรายอมรับว่าเป็นแม่แบบของประชาธิปไตย ก็พบว่า กฎหมายทั้ง ๓ ประเทศที่ดิฉันกล่าวมาต่างก็มีหลักเกณฑ์ในการควบคุมการชุมนุมสาธารณะ คล้ายคลึงกับกฎหมายไทย ยกตัวอย่าง เช่น กฎหมายฝรั่งเศสเองกำหนดไว้ชัดเจนว่ากรณี ที่จะมีการชุมนุมต้องแจ้งล่วงหน้าให้ฝ่ายปกครองทราบ ผู้ชุมนุมต้องกำหนดตัวบุคคล ที่จะต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและทางอาญาหากมีความวุ่นวายเกิดขึ้นจากการชุมนุม กฎหมายของอังกฤษเองก็มีข้อห้ามบางประการ เช่น ห้ามทำการชุมนุมใกล้พระราชวัง ทำเนียบรัฐบาล หรือรัฐสภา จากหลักเกณฑ์ของกฎหมายทั้ง ๒ ประเทศที่กำหนดไว้มีรายละเอียดใกล้เคียงกัน แต่อาจจะ มีรายละเอียดบางอย่างแตกต่างกันเพราะสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ประเทศสหรัฐอเมริกาเองไม่มีกฎหมายโดยเฉพาะในการควบคุมการชุมนุมสาธารณะ ประเทศสหรัฐอเมริกาเองอิงตามรัฐธรรมนูญและใช้กฎหมายทั่วไป คือกฎหมายอาญา และกฎหมายแพ่งในการควบคุมการชุมนุมสาธารณะ และเป็นไปตามหลักที่วางไว้โดยศาลสูง ของสหรัฐอเมริกาว่าการชุมนุมสาธารณะโดยสงบเป็นสิทธิของประชาชน แต่ธรรมชาติของ การชุมนุมสาธารณะเกี่ยวกับคนจำนวนมาก เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยในสังคม และอาจมี ผลกระทบต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมสาธารณะด้วย สิทธิในการชุมนุมสาธารณะจึงมิใช่สิทธิเด็ดขาด แต่เป็นสิทธิ ที่สามารถถูกจำกัดได้โดย บทบัญญัติแห่งกฎหมาย ดิฉันเชื่อว่าการเปิดประชุมวิสามัญในครั้งนี้รัฐบาลมีความมุ่งมั่น ที่จะใช้กลไกของรัฐสภาเพื่อช่วยคลี่คลายและหาทางออก ซึ่งดิฉันได้กล่าวเมื่อตอนต้นแล้วว่า ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะว่าสมาชิกรัฐสภาทั้งฝั่ง ส.ส. และ ส.ว. เองต้องถือว่าเป็นผู้มี ทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ และดิฉันเชื่อมั่นว่าทุกท่านมีความห่วงใยบ้านเมือง เพราะถ้าหาก เราปล่อยให้ความขัดแย้งเช่นนี้ดำรงต่อไปเป็นเวลานาน ความคิดและความเชื่อระหว่าง รุ่นต่าง ๆ ในสังคมจะถ่างกว้างมากขึ้นจนอาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงและสุ่มเสี่ยง ที่จะเกิดเหตุการณ์น้ำผึ้งหยดเดียว

ดิฉันมีข้อเสนอที่จะขอนำเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลสำหรับ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าบางประการขณะนี้ คือ

ประการที่ ๑ ดิฉันคิดว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้หลายท่านได้กล่าว ไปแล้ว ส่วนใหญ่และเป็นส่วนมากเกิดจากการเผยแพร่ข่าวปลอมข่าวเท็จที่เราเรียกว่า เฟกนิวส์ (Fake News) แพร่อยู่ในโซเชียลมีเดีย (Social Media) เป็นจำนวนมาก ประเทศไทยเราไม่มีกฎหมายเฉพาะในการควบคุมสื่อออนไลน์ (Online) ดิฉันก็คิดว่ารัฐบาล จำเป็นต้องบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง

ประการที่ ๒ ดิฉันคิดว่าทั้งพี่น้องประชาชนที่ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมหรือผู้ชุมนุมเอง ขณะนี้ข้อมูลในการดำเนินการ ข้อมูลความเป็นไปต่าง ๆ ในการสื่อสารจากภาครัฐมาถึง ประชาชนยังไม่เพียงพอ ดิฉันอยากให้ภาครัฐได้มีกลไกในการชี้แจงข้อเท็จจริงไม่ว่าจะฝั่งไหน ให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้รับทราบ สิ่งที่ดิฉันได้นำเรียนอย่างนี้ค่ะ เพราะว่าดิฉันเอง ก็มีทั้งญาติพี่น้องและคนรู้จักอยู่ในต่างจังหวัด หลายท่านเกิดความสับสนในการดำเนินการ หลายท่านไม่ทราบว่าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร ดิฉันคิดว่าภาครัฐจำเป็นต้องมี การขยายความ ภาครัฐจำเป็นต้องให้ข้อมูลเรื่องนี้ให้มากขึ้น

ประการที่ ๓ ที่ดิฉันอยากจะขอนำเสนอก็คือ ดิฉันคิดว่าการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งทางความคิด หลายท่านได้พูดไปแล้วว่าเราหลีกหนีไม่พ้นที่ต้องมีการพูดคุย ส่วนตัวดิฉันเองก็ขอนำเสนอว่าเราอาจจะนำแนวคิดของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ มาปรับใช้ โดยเปิดพื้นที่ปลอดภัยที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถมาร่วมพูดคุยในลักษณะของ การประชุมกลุ่ม หาคนกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับทำหน้าที่เป็นผู้ประสานให้ทุกฝ่ายมานั่ง พูดคุยกัน ประเด็นคือเราอาจจะยังไม่มีตัวแทนของผู้ชุมนุมที่ชัดเจน แต่ดิฉันคิดว่าไม่น่าจะ เหลือบ่ากว่าแรงถ้าทุกคนมีความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขปัญหานี้ อะไรที่สามารถตกลงกันได้ ก็ตกลงกัน อะไรที่ยังเป็นประเด็นปัญหาอยู่ก็อาจจะพักไว้ สิ่งที่เป็นสัญญาณดีมาจาก ภาครัฐบาลเพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศแล้วว่าถอยคนละก้าว ดิฉันคิดว่า หากเราใช้สิ่งนี้เป็นตัวนำธงในการพูดคุย ปัญหาทุกอย่างน่าจะคลี่คลายได้ ดิฉันเชื่อมั่นว่า คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภาทุกท่าน น้อง ๆ เยาวชน ผู้ชุมนุม และประชาชนคนไทยทุกคน ต่างมีความรักชาติ และคงไม่อยากเห็นความวิบัติเกิดขึ้นกับประเทศอันเป็นที่รักของเรา จากความขัดแย้งนี้ หลายท่านได้พูดถึงผลงานของรัฐบาลเพราะมีเกี่ยวโยงไป ดิฉันต้องเรียน อย่างนี้ค่ะ เวลาเราพูดถึงผลงานของรัฐบาล เราพูดว่าใครทำอะไรดีหากว่าเราไม่เชื่อมั่น การตรวจสอบ หากเราไม่เชื่อมั่นผลการจัดอันดับในประเทศ ดิฉันก็ขออนุญาตนำผลการจัดอันดับว่าประเทศไทยได้รับการโหวต (Vote) จาก ยู.เอส. นิวส์ แอนด์ เวิลด์ รีพอร์ต (U.S. News & World Report) ว่าเราเป็นประเทศที่เหมาะสมสำหรับ การเริ่มต้นธุรกิจที่ดีที่สุดถึง ๒ ปีซ้อน คือเมื่อปี ๒๐๑๙ และปี ๒๐๒๐ สำหรับเรื่องของ การฟื้นตัวจากโควิด (COVID) เราก็ได้รับการจัดอันดับจากโกลบัล โควิด-๑๙ อินเด็กซ์ (Global COVID-19 Index) ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการฟื้นตัวจากโควิด (COVID) อันดับ ๑ ดิฉันก็อยากจะเรียนว่าในฐานะเป็นคนไทย ดิฉันรู้สึกภาคภูมิใจ แม้ว่าเราไม่ได้เป็น ประเทศมหาอำนาจ แต่เราเป็นที่ ๑ ในเรื่องดี ๆ ของโลกนี้หลายประการ ดิฉันอยากเรียนว่า เราอยู่อย่างร่มเย็นมาทุกวันนี้ แต่กว่าจะมีวันนี้ บรรพบุรุษของเราได้สละเลือดเนื้อเพื่อรักษา แผ่นดินนี้ไว้ให้ลูกหลาน หากคนไทยขาดความสามัคคี เราอาจจะไม่มีเวลาบอกว่าเสียใจ ท่านประธานคะ ก่อนที่ดิฉันจะจบการอภิปราย ดิฉันขออนุญาตท่านประธานได้นำบทเพลง บางส่วนมาถามพี่น้องคนไทยทุกคนที่รับชมการประชุมวันนี้ว่า หัวใจถูกแทงกี่ขั้ว ตามตัว ถูกฟันกี่แผล ปู่ไทยตายไปกี่คนแน่ ไทยจึงได้แผ่มาถึงแหลมทอง กระดูกไทยกระเด็นไปกี่ท่อน เชิงตะกอนเผาไปกี่หน คอขาดกันไปกี่คน ไทยทุกคนจึงได้ไทยครอบครอง เสียเลือดกันไป เท่าไร เสียใจกันไปกี่ครั้ง น้ำตาของไทยไหลหลั่ง ทุก ๆ ครั้งที่ถูกเฉือนขวานทอง ขัดแย้งกันไป ทำไม เราเป็นคนไทยด้วยกันทั้งผอง ขัดแย้งกันแล้วชาติอื่นมาครอง แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร ขอบคุณค่ะ