ปารีณา ไกรคุปต์ หารือถึงปัญหาความแตกแยกในสังคมที่ถูกปลุกปั่นจากข้อมูลเท็จและข่าวปลอมบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะประเด็นการเมืองและสถาบัน ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนใช้วิจารณญาณ ยุติการชักจูงเยาวชน และย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความสงบ ความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงการควบคุมการชุมนุมที่ละเมิดกฎหมายและกีดขวางขบวนเสด็จ โดยเสนอให้มีพื้นที่แสดงออกอย่างสันติในกรอบกฎหมาย และยืนยันว่าการปฏิรูปสถาบันเป็นความเข้าใจผิดที่เกิดจากข้อมูลบิดเบือนในโลกออนไลน์
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ ตามที่มีผู้อภิปราย และตามที่มีข้อเสนอของม็อบ (Mob) เยาวชนในทางออกของประเทศ คือให้นายกรัฐมนตรี ลาออก ยุบสภา และปฏิรูปสถาบันนั้น เชื่อว่าทุกท่านทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นทางออก หรือเป็นความต้องการของคนส่วนน้อยเท่านั้น วันนี้เกิดกระแสที่เป็นความแตกแยก ของกลุ่มคนส่วนน้อยดังกล่าว ขออนุญาตเรียกสั้น ๆ ว่า ม็อบ (Mob) เยาวชนนะคะ มาบังอาจทำการมิบังควรและทำความเดือดร้อนให้กับประชาชน ทางออกของม็อบ (Mob) เยาวชนนั้นทุกคนทราบดีว่าเป็นไปไม่ได้ ทุกคนทราบว่าจะไม่มีการลาออก ไม่มีการยุบสภา และไม่มีการปฏิรูปสถาบัน วันนี้จึงต้องขอบพระคุณคณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอให้มี การเปิดอภิปรายแบบไม่ลงมติเพื่อเสนอทางออกให้กับประเทศในรูปแบบที่พอเป็นไปได้ จุดเริ่มต้นของความแตกแยกวันนี้ไม่ได้เกิดจากเยาวชน ไม่ได้เกิดจาก พลเอก ประยุทธ์ หรือสถาบันใด ๆ จุดเริ่มต้นของความแตกแยกเกิดจากการใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ดิฉันเป็นบุคคลหนึ่งที่ใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) เยอะมาก จึงต้องยอมรับว่า โซเชียลมีเดีย (Social Media) ถือเป็นสื่อที่ทรงพลังที่สุดเบอร์ ๑ ในสังคมยุคปัจจุบัน และผู้อยู่เบื้องหลังความแตกแยกได้ใช้ประโยชน์ของโซเชียลมีเดีย (Social Media) ในการปลุกปั่น สร้างความเกลียดชัง สร้างความแตกแยก แอปพลิเคชัน (Application) ที่ประชาชนนิยมใช้จะมีเฟซบุ๊ก (Facebook) ทวิตเตอร์ (Twitter) ไลน์ (Line) มีการแชร์ ภาพและข้อมูลอันเป็นเท็จ ท่านประธานคงเคยเห็นภาพดังกล่าวบ้างแล้วนะคะ ยกตัวอย่าง เช่น มีการสร้างข่าวปลอมว่าจะมีรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งขออนุญาตเอ่ยนามผู้นำฝ่ายค้าน ท่านสุทิน คลังแสง ก็พูดสัมภาษณ์หลายครั้งว่าไม่จริง พลเอก ประยุทธ์ก็ให้สัมภาษณ์ เช่นเดียวกันว่าไม่จริง แต่ปรากฏว่าวันนี้ยังมีแกนนำม็อบ (Mob) เยาวชนพูดถึงเรื่อง การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติอยู่ ดังนั้นเยาวชนควรติดตามข่าวสารที่แท้จริง เช่นเดียวกัน มีการใส่ร้ายสถาบัน ซึ่งตอนนี้กระทรวงดีอี (DE) ได้กำลังจัดการกับเว็บ (Web) ที่ใส่ร้าย สถาบันไม่ต่ำกว่า ๓๐๐,๐๐๐ เว็บไซต์ (Web site) และดำเนินคดีศาลฎีกาตัดสินไปแล้ว ไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ คดี แต่ทั้งนี้การควบคุมและจัดการกับปัญหาเฟกนิวส์ (Fake News) หรือการสร้างข่าวปลอมทำได้ยากมาก เนื่องจากพวกแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ เป็นของบริษัทต่างชาติ และในเมื่อเราไม่สามารถควบคุมโลกโซเชียล (Social) ได้ ทางออกเดียวคือการใช้วิจารณญาณในการเสพข่าวสารและไม่ไปสังฆกรรมกับช่องทาง ออนไลน์ (Online) ทุกช่องทางที่กำลังบิดเบือนสร้างความแตกแยกให้กับบ้านเมือง ไม่สนใจ กระแสแฟชั่นที่โซเชียลมีเดีย (Social Media) กำลังสร้างในโลกโซเชียล (Social) ที่สวนทาง กับโลกในความเป็นจริง
อีกประเด็นข้อเสนอนอกจากการใช้วิจารณญาณแล้ว ดิฉันอยากจะเสนอให้ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจังมากกว่านี้ วันนี้มีสมาชิกม็อบ (Mob) เยาวชน ปลดแอกได้ออกมาแฉแล้วว่ามีต่างชาติให้การสนับสนุนทุน อนาคตของประเทศไทยจะต้อง ไม่เป็นฐานทัพของประเทศใด ๆ เพื่อไปสู้กับจีน แล้วประเทศไทยเรามีทรัพยากรธรรมชาติเยอะ เป็นที่ต้องการของต่างชาติ หากผู้ใดให้การสนับสนุนต่างชาติและร่วมกันสร้างความแตกแยก ถือว่าขายชาติ เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินคดีค่ะ นอกจากการแตกแยกนี้ การชุมนุมของ ม็อบ (Mob) เยาวชนยังมีความรุนแรง ก้าวร้าว จาบจ้วง อย่างชัดเจน หลังจากที่มีประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน มีการเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดคุกคามประชาชนที่เห็นต่าง หยุดใช้ กฎหมายจับกุมและปิดปากประชาชนที่เห็นต่างเพราะประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ ซึ่งการพูด แบบนี้ทั้งหมดเป็นการพูดเพียงครึ่งเดียว เพราะการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินประกาศ หลังจากวันที่ ๑๔ ตุลาคม เมื่อสถาบันต่างหากที่ถูกคุกคามเสรีภาพ ถูกกีดขวางเส้นทางเสด็จ อย่างชัดเจน ไม่ใช่ขบวนเสด็จมุ่งเสด็จเข้าไปที่ม็อบ (Mob) เอง และขณะที่ขบวนเสด็จ ถูกคุกคามเสรีภาพ เยาวชนยังดูหมิ่นสถาบันซึ่งหน้า พูดจาก้าวร้าว หยาบคาย จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องควบคุมเยาวชน และเยาวชนที่นี้ หมายถึงนักเรียนมัธยม นักศึกษา ที่กำลังละเมิดสิทธิผู้อื่น เยาวชนควรจะตระหนักว่าต่อให้ ไม่ใช่ขบวนเสด็จ เยาวชนก็ไม่มีสิทธิไปขวางรถหรือตะโกนต่อว่าด่าทอใคร ๆ ไม่มีสิทธิ เอาอาวุธ หมายถึงร่ม คีมเหล็กต่าง ๆ ไปตีเจ้าหน้าที่ ไม่มีสิทธิทำลายทรัพย์สินของรัฐ หรือผู้อื่น ไม่มีสิทธิปิดถนน คนกลับบ้านไม่ได้ สร้างความเดือดร้อนน่ารำคาญ ผิดกฎหมาย การกระทำผิดกฎหมายผนวกกับการกระทำที่เหยียบย่ำหัวใจคนทั่วประเทศครั้งนี้ นำไปสู่ ความจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เด็ก ๆ ไม่ต้องชุมนุมแล้ว มากเกินไปแล้ว ดังนั้นไม่ใช่รัฐบาลที่คุกคามประชาชน แต่เป็นประชาชนส่วนหนึ่งกำลังคุกคามสถาบัน ทำร้ายร่างกายและทรัพย์สิน รัฐบาลมีความจำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความสงบ เรียบร้อยในบ้านเมือง เป็นหน้าที่ จึงขอเสนอว่าการชุมนุมเป็นสิทธิเสรีภาพ แต่ควรอยู่ใน กรอบกฎหมาย เพราะนักประชาธิปไตยต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น จึงขอเสนอให้รัฐบาล จัดระเบียบ จัดสถานที่ให้เยาวชนได้มาแสดงออก ไม่ให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน เยาวชน ควรชุมนุมกันอย่างสงบ สันติ เคารพกฎหมาย และหันมาพูดคุยกับรัฐบาล สร้างความเข้าใจ ซึ่งกันและกัน
สุดท้าย ประเด็นการเสนอการปฏิรูปสถาบัน เราได้ยินหลายครั้งจาก ผู้อภิปรายและม็อบ (Mob) เยาวชนว่า ปฏิรูปไม่ได้แปลว่าล้มล้าง ปฏิรูปแปลว่าทำให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นความเข้าใจของคนกลุ่มน้อยที่หลงเชื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ว่าสถาบัน มีปัญหาและต้องปฏิรูปสถาบัน ในข้อเท็จจริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องปฏิรูปสถาบัน และเรา ปฏิรูปสถาบันไม่ได้อยู่แล้ว ประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยโดยมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เรื่องนี้คือเป็นเพียงพฤติกรรมของเยาวชนส่วนน้อย เท่านั้นเอง เป็นข้อเสนอที่บังอาจไปแตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงขอเรียกร้อง ให้ฝ่ายการเมืองและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังม็อบ (Mob) เยาวชน ที่เป็นผ้าขาว ให้หยุดใช้เยาวชนที่เป็นเครื่องมือ หยุดส่งเสริม และหยุดการกระทำทุกอย่าง ที่มิบังควร เพราะเวลาใกล้จะหมดแล้ว และอาจต้องจบด้วยไม่มีแผ่นดินอยู่ ขอบคุณค่ะ