โกวิทย์ พวงงาม เสนอหารือร่วมกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้คณะทำงานที่สภาตั้งไว้เสนองบประมาณ และเจรจาเรื่องกรอบเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอขอบคุณแล้วก็ขอว่าในการที่คณะรัฐมนตรีและหลายฝ่ายได้ขอ เปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กระผมขอสนับสนุนและเห็นด้วย แล้วก็คิดว่าเป็นทางออกทางหนึ่งที่จะให้สภานี้ได้หา ทางออกร่วมกัน ในหลักการและญัตติใน ๓ ประเด็นนั้นที่ได้กล่าวไว้ ผมถือว่ามีความสำคัญ ต่อการที่จะให้สภาได้หาทางออกร่วมกัน ไม่ว่าประเด็นที่พูดถึงเรื่องของสถานการณ์ ของโรคระบาดโควิด ๒๐๑๙ (COVID 2019) ที่ห่วงใยต่อผู้ชุมนุมแล้วก็ให้ความระมัดระวังต่อ เรื่องนี้ นั่นคือประเด็นที่ ๑ ส่วนในประเด็นที่ ๒ ก็เกี่ยวกับผู้ชุมนุมที่มีข้อเรียกร้อง ซึ่งนำไปสู่ในประเด็นที่ ๓ ที่รัฐบาลจะต้องเข้าไปควบคุมสถานการณ์ แต่ข้อเรียกร้องที่มีเหตุ อยู่ ๓-๔ เรื่องที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็ดี เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกก็ดี รวมทั้งเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบัน นั่นเป็นเหตุผล ที่ให้สภานี้ได้หาทางออกร่วม ผมมีข้อเสนอเพื่อประกอบทั้ง ๓ เหตุผล แต่ขอเน้นในเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับการหาทางออก ร่วมกันในปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ผมเข้าใจว่ายังมีความเห็นต่างกันในสังคมเรา ในระยะหลายปีที่ผ่านมารวมจนถึงปัจจุบัน นั่นก็คือเป็นปัญหาความต่างทางความคิด ความจริงแล้ววันนี้ก็เป็นความดีงามอันหนึ่งที่สภานี้ได้เปิดรับฟัง รัฐบาลเองก็มีความใจกว้าง ที่จะรับฟังปัญหาจากรัฐสภาทุกฝ่ายที่ได้เสนอ และมีมุมที่แตกต่างกันบ้าง เหมือนกันบ้าง อันนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่อย่างไรก็ตาม การหาทางออกร่วมกันนั้นก็เพื่อประเทศชาติของเรา ข้อเสนอของผมก็คือว่าในสถานการณ์ชุมนุมนั้น ผมเห็นว่าส่วนหนึ่งที่ได้เรียกร้อง ใน ๒-๓ ประเด็นที่ผมเอ่ยถึงแล้วมีอยู่ในญัตตินั้น ในอนาคตก็อาจจะมีมากกว่านั้นถ้าเรา ปล่อยให้สถานการณ์ได้ยืดเยื้อไปโดยไม่ได้พูดคุยกันแบบในวันนี้ อย่างไรก็ตาม เห็นปรากฏการณ์ว่านอกจากผู้ชุมนุมที่จะเป็นนักเรียน นักศึกษา และกลุ่มต่าง ๆ ที่เรียกร้องแล้ว เรายังเห็นปรากฏการณ์กลุ่มอื่น ๆ ที่เห็นต่างก็ออกมาหลายกลุ่มด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่จงรักภักดี หรือกลุ่มที่เรียกร้องต่อการให้คงอยู่ของสถาบัน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ผมเข้าใจว่าถ้ามีหลากหลายกลุ่มและขยายไปก็ไม่เป็นผลดีต่อการบริหารราชการ แผ่นดินและไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ ทางออกที่เสนอก็คือว่าผมอยากให้ทุกฝ่ายได้หันหน้า เข้าหากัน จะจบลงที่การให้ทุกฝ่ายที่มีการเห็นต่างแล้วก็มีเวทีให้กับเขา ผมคิดว่าถ้ารัฐบาล และทุกฝ่ายได้มีเวที มีกลไกให้กับเขา ก็จะเป็นทางออกทางหนึ่ง เพื่อจะเชิญทุกฝ่าย ทั้งฝ่าย นักศึกษา และฝ่ายกลุ่มอื่น ๆ รวมทั้งรัฐบาลและสภาด้วย เพราะฉะนั้นข้อเสนอของผม ก็คือว่าถ้ามีกลไกกลาง ผมเสนอให้มี เช่นทางสภาเอง หรืออาจจะมีฝ่ายตุลาการ ฝ่ายศาล ฝ่ายรัฐบาลเป็นตัวกลาง แล้วก็เชิญทุกกลุ่มมาฟัง ผมคิดว่าการรับฟังความคิดเห็นเพื่อหา ทางออกร่วมกันให้กับประเทศ ถ้าทุกฝ่ายคิดว่าประเทศต้องเดินหน้าร่วมกันและรัก ประเทศชาติ ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ในส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องการเรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเข้าใจว่าทุกฝ่าย เห็นตรงกัน ต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่มีความชัดเจนว่ารัฐบาล มีความจริงใจที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือเป็นประเด็นที่ทำให้ทุกฝ่ายคลี่คลายไปได้ แต่ข้อเสนอก็คือว่าเราจะทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ผมเข้าใจว่า สิ่งเหล่านี้ก็คือการที่ต้องดูว่าคณะทำงานที่สภาได้ตั้งไปแล้วนั้นเป็นอย่างไร มีข้อเสนอ อะไรบ้าง หลังจากนั้นเพื่อให้มีความชัดเจนเรื่องเวลาที่จะดำเนินการก็จะต้องมีการเจรจา เหมือนกันว่า ฝ่ายสภาก็ดี ฝ่ายวุฒิสภาก็ดี และฝ่ายรัฐบาลก็ดี จะต้องมานั่งคุยตกลง เรื่องกรอบเวลาและมิติต่าง ๆ ในการแก้ปัญหา จะเดินอย่างไรให้เป็นไปตามสิ่งที่ทุกฝ่าย ต้องการและเห็นชอบร่วมกัน นั่นคือเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ผมคิดว่าจะทำให้เป็นทางออก ที่ดีที่สุด สิ่งที่ผมเสนอใน ๒ ประการดังกล่าวนี้ ผมเข้าใจว่าวันนี้ก็เป็นวันหนึ่งที่จะทำให้ รัฐบาลได้นำสิ่งที่ผมเสนอไปแล้วก็ก่อให้เกิดประโยชน์กับสิ่งที่เราได้เปิดประชุมในวันนี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ