ทวี สอดส่อง หารือเรื่องความสำคัญของการชุมนุมว่าเป็นการแสดงออกถึงเสียงของประชาชน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๓

ทวี สอดส่อง หารือเรื่องความสำคัญของการชุมนุมว่าเป็นการแสดงออกถึงเสียงของประชาชน และเรียกร้องให้รัฐบาลรับฟังอย่างจริงใจและจริงจัง

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันนี้การประชุมวิสามัญได้นำเรื่องสำคัญของบ้านเมืองมาหารือ ในฐานะของ สมาชิกเราก็เห็นว่าปัญหาของบ้านเมืองต้องเป็นปัญหาของทุกคน ผมเองพยายามนั่งรับฟัง ทางท่านสมาชิกแล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็ทุกท่าน พยายาม ที่จะคิดไปข้างหน้าว่าภาพในอนาคตเราจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งผมเห็นว่าปัญหาหนึ่ง ที่ผมมีความกังวลแล้วก็ห่วงใยมากก็คือปัญหาความคิด โดยเฉพาะความคิดของ นายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำประเทศ ทั้งนี้เนื่องจากความคิดจะเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เขาบอกว่ามนุษย์ทุกคนจะเป็นเชลย ของความคิด ความคิดจะนำมาสู่คำพูด คำพูดจะนำมาสู่การกระทำ การกระทำซ้ำ ๆ ก็จะเป็นนิสัย แล้วก็จะเป็นบุคลิกภาพ ผมเองมีความเคารพกับท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้ติดตามตั้งแต่สมัยรับราชการจนมาถึงปัจจุบัน ผมคิดว่าวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีมีปัญหา เรื่องความคิด ความคิดที่เร็ว ๆ ที่สุดก็คือเป็นคำพูด ท่านประธานที่เคารพครับ มีการชุมนุม ประท้วงเร็ว ๆ นี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดก่อนที่จะสลายการชุมนุมว่าอย่าประมาทกับชีวิต คนเราสามารถตายได้ทุกเวลา แล้วก็อย่าท้าทายกับท่านพญามัจจุราช ใช้คำว่าท่านพญา มัจจุราชที่มีเสนามาก นี่คือความคิดของนายกรัฐมนตรีที่สะสมมา แล้วก็มาสู่คำพูด รุ่งอีกวันหนึ่งวันที่ ๑๖ ผมถือว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งสลายการชุมนุม เพราะท่าน รับผิดชอบ พ.ร.ก. ฉุกเฉินขั้นร้ายแรง การสลายการชุมนุมกับผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ ผมอาจจะมี มุมมองที่หลากหลาย แต่ผมดูในรูปจะเป็นเด็กและเยาวชน ท่านประธานที่เคารพครับ ในสังคมมันจะมีอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เขาบอกว่าถ้าจะดูอดีตของสังคมใดให้ไปดูที่ พิพิธภัณฑ์ ถ้าจะดูปัจจุบันให้ไปดูที่หน่วยปฏิบัติ ถ้าจะดูปัจจุบันของรัฐสภาเรา เราก็พบว่า สมาชิก ๗๕๐ คน ประชาชนสามารถไปใช้สิทธิได้แค่ ๓๕๐ คน เพราะเป็นระบบใบเดียว ส่วนที่เหลืออีก ๔๐๐ คน ประชาชนไม่ได้ใช้สิทธิเลือก แต่เป็นเพราะระบบรัฐธรรมนูญ ถ้าดูลึกไปกว่านั้น ในสภานี้ต้องเรียนว่าเรายังมีสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้ง สมาชิกที่มาจาก การแต่งตั้งไม่มีโอกาสให้คนหนุ่มสาว คนเยาวชนที่เข้ามา เพราะเราดูความเป็นจริงได้ หลายท่านผมได้พูดในคราวที่แล้วว่าผมเคารพในความรู้ความสามารถ แต่ท่านจะมาจาก อดีตทหาร อดีตข้าราชการ อดีตตำรวจ และอดีตบุคคลต่าง ๆ ทั้งที่ควรจะเปิดโอกาส ให้ประชาชนได้เข้ามา ทั้งนี้เพราะเป็นความคิดที่ผมคิดว่าผิด เป็นความคิดจะผิดหรือถูกไม่รู้ คือเป็นความคิดของคนดี คำว่าคนดีจะต่างกับความคิดของสังคมดี สังคมดีก็คือความคิด ของประชาชน ของราษฎรที่เดินออกมา เพราะเขาต้องการให้สังคมดี แต่ถ้าความคิด ของคนดีส่วนใหญ่จะไปด้อยค่าว่าตัวฉันจะดีกว่าคนอื่น อันนี้จึงเป็นที่มาของความคิด ผมก็จะไปสู่คำถามของนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็มีความคิดว่าการชุมนุมเป็นศัตรูของ นายกรัฐมนตรี ผมเข้าใจว่าอย่างนั้น เพราะไม่เช่นนั้นไม่สั่งสลายการชุมนุม พอการชุมนุม โดยเฉพาะผมพูดแล้วว่าปัจจุบันการชุมนุมจะพบว่าผู้มาชุมนุมส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียน นักศึกษา เขาบอกว่าถ้าจะดูอนาคตให้ดูที่เยาวชน ให้ดูที่สถานศึกษา วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี หรือการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มองว่าการชุมนุมที่เป็นสิทธิเสรีภาพที่มีความยิ่งใหญ่มาก เสรีภาพ มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๔ นอกจากนั้นยังมีศาลรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้เคยรองรับว่าการชุมนุมได้รับการคุ้มครอง โดยเฉพาะการชุมนุมที่ไม่พอใจรัฐบาล ยังคุ้มครองการที่ท่านมองว่าการชุมนุมเป็นอันตราย อันนี้อยู่ที่ปัญหาความคิด ท่านเอา ความคิดนี้มาถาม ความจริงปัญหามันไม่มี มีที่ความคิดของท่านมีปัญหาจึงเกิดปัญหาขึ้น ท่านประธานที่เคารพ การออกมาชุมนุมก็ต้องเรียกคนมาร่วมชุมนุม เพราะเห็นว่าการบริหาร ของประเทศ ปกติประชาชนต้องมีเสียง เสียงที่ไม่มีเสียงในสมัยรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ คืออะไร คือเสียงของประชาชน คือเสียง ของเด็ก คือเสียงของเยาวชน เมื่อเสียงเขาไม่มีเสียงเขาก็ต้องรวมตัวให้มีเสียง อันนี้เป็น การใช้ประชาธิปไตยที่เป็นอำนาจอธิปไตยของประชาชน รัฐธรรมนูญจึงได้รองรับไว้ สิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมืองที่เราไปรับแล้วมาเขียนในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๔ เราก็ ยอมรับไว้ วันนี้เมื่อเริ่มต้นท่านเข้าใจว่าเด็กมาเรียกร้องคือปัญหา ดังนั้นการที่มาหารือนี้ ปัญหาทั้งหมดเป็นปัญหาที่รัฐบาลกับประชาชน เพราะประชาชนไม่เชื่อมั่นในตัว นายกรัฐมนตรี ประชาชนไม่เชื่อมั่นในรัฐบาล ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในสภา เพราะจากที่ บอกเมื่อสักครู่นี้ สภาเราก็ต้องยอมรับว่ามีจำนวนมากกว่าครึ่งที่ประชาชนอาจจะไม่ได้ใช้สิทธิ โดยตรง เมื่อประชาชนไม่ได้มีความเชื่อมั่น การที่ประชาชนออกมาผมถือว่าเป็นการใช้ ประชาธิปไตยโดยตรง เมื่อเป็นการใช้ประชาธิปไตยโดยตรง เราต้องส่งเสริม เราต้อง สนับสนุน แล้วสิ่งที่เป็นโอกาสของรัฐบาลอย่างยิ่งเลย รัฐบาลต้องไปฟัง ต้องไปฟังแล้วเอามา แก้ไข จึงกราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี คงจะอยู่ข้างหลัง ประชาชน ไม่ได้อยู่เพื่อรับใช้รัฐบาลนะครับ รัฐบาลต่างหาก หรือข้าราชการของรัฐ หรือสภา เราต้องอยู่ รับใช้ประชาชนและประเทศชาติ ดังนั้นเสียงของประชาชนที่ออกมา เมื่อท่านตั้งโจทย์ว่า เป็นศัตรูของท่าน คำถามของท่านเหมือนเป็นคำถามข้อ ๑ ข้อ ๒ ผมเข้าใจท่านอาจารย์วิษณุ ได้ร่างมา แต่เป็นการเอาน้ำมันไปราดในกองไฟ แล้วคนภายนอก โดยเฉพาะไปด้อยค่าว่า นักการเมืองไปอยู่ข้างหลังบ้าง คนอยู่ข้างหลังบ้าง ท่านประธานที่เคารพครับ การพูดเช่นนี้ ผมคิดว่าเป็นการดูถูก มนุษย์ทุกคนมีความคิด สติปัญญา มีการที่จะกำหนดตัวเองไม่ต้องการ ให้ใครมาชักจูง แล้วผมก็เชื่อมั่นว่าทางพรรคฝ่ายค้านที่เราไปเห็นว่าการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินร้ายแรงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ วันนี้รัฐบาลนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่สังหารคนกลางเมืองหลวง ๘๙ ศพมาแล้ว ผมก็เห็นว่าเราใช้อำนาจและอิทธิพล อยู่เหนือกฎหมายและความยุติธรรม ใช้กฎหมายเล็กอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ใช้กฎหมายเล็ก อยู่เหนือความยุติธรรม เมื่อความยุติธรรมมีเฉพาะคนกลุ่มหนึ่งที่เขาเรียกว่าเลือกปฏิบัติ คนอีกกลุ่มหนึ่งจะถูกบังคับใช้กฎหมาย จะมีข้อหามากมาย ดังนั้นจึงเป็นที่มาของ ความขัดแย้ง จึงเป็นที่มาของการชุมนุม การมาหารือสภาก็ต้องเคารพ ผมก็อยากจะ กราบเรียนทางฝ่ายรัฐบาล ทางท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ความเป็นประชาธิปไตยมุมมองผม ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง เราต้องมีความใจกว้างในการรับฟังความเห็นต่าง ดังนั้นสิ่งแรกที่สำคัญ ที่สุดทั้ง ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ส.ว. และรัฐบาล นายกรัฐมนตรีต้องให้คุณค่า ของการชุมนุม เพราะการชุมนุมเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นประชาธิปไตย ถ้าเขาชุมนุม โดยสงบ ปราศจากอาวุธ แล้วในกติกาสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง ยังระบุไว้เลยว่าการจะ บังคับใช้กฎหมายก็ดี การจะปฏิบัติการอย่างไรก็ดี จะต้องให้สิทธิเสรีภาพสำคัญกว่า ท่านประธานที่เคารพ ในเรื่องของสิทธิมนุษยชนนั้น สิทธิมนุษยชนจะอยู่เหนือกว่า สิทธิทางกฎหมาย เพราะสิทธิทางกฎหมายเราก็จะเขียนว่าทำอย่างโน้นอย่างนี้ แต่สิทธิมนุษยชน เช่น สิทธิต้องการมีชีวิตอยู่ สิทธิในการแสดงออก มนุษย์ทุกคน จะเหมือนกันทั้งคนไทยและคนทั่วไป คือ อันที่ ๑ จะมีความหวัง อันที่ ๒ ก็จะมีความกลัว ความกลัวที่ยิ่งใหญ่อันหนึ่งก็คือกลัวเรื่อง สวัสดิการ เรื่องเศรษฐกิจ กลัวลูกหลานจะไม่มีข้าวกิน กลัวลูกหลานจะลำบาก ความกลัว อันที่ ๒ คือความกลัวเรื่องความปลอดภัยและการกลัวเรื่องความตาย แต่ขณะนี้คนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นอนาคต คือจะดูปัจจุบันให้ดูเยาวชน เขากลัว พลเอก ประยุทธ์ ถ้าอยู่ไปเขาไม่มี อนาคต ถ้าอยู่ไปสภาพก็ยังเป็นอย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพ ผมเป็นกรรมาธิการพิจารณา งบประมาณ ประเทศไทยเราใช้งบกระทรวงศึกษาธิการค่อนข้างมาก อาจจะมากเป็นต้น ๆ ของโลก แต่งบของกระทรวงศึกษาธิการ ท่านประธานทราบไหมว่าในสมัยท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์เข้ามา มีเพิ่มอธิบดีของกระทรวงศึกษาธิการเข้ามาอีก ๑๘ อธิบดี ถ้าจำไม่ผิดจะเป็น ๖๔ คน แต่เงินที่จะไปสู่สมองเด็กผมว่ามีไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ เป็นเรื่องอย่างอื่นหมด เด็กจึงมาเรียกร้องเรื่องการศึกษา ถ้าการจะทำลายคนที่ดีที่สุดก็คือ ทำลายคนไม่ให้มีความรู้ การศึกษาไทยจึงล้าหลังมาก ผมเองก็อาจจะมีความสนใจทางด้านนี้ แต่อาจจะไม่ขอมาพูดในที่นี้

ดังนั้นสิ่งแรก ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหาร เรามีความเข้าใจตรงกันว่าการออกมาชุมนุมเป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าเสียงของประชาชนเป็นเสียง ที่ไม่มีเสียง วันนี้เขาออกมาชุมนุมเขามีเสียงแล้ว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องไปรับฟัง อย่างจริงใจและจริงจัง

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมค่อนข้างเป็นห่วงมาก ผมเชื่อว่าทุกคนมีความจงรักภักดี ต่อสถาบัน วันนี้ท่านยังมีคนกลุ่มหนึ่งหวงแหนว่าถ้าไม่คิดแบบตน หรือไม่ทำแบบที่ทำนี้ อาจจะเป็นกลุ่มที่ไม่จงรักต่อสถาบัน อันนี้เป็นเรื่องอันตรายมากครับ แต่ความจงรัก บางครั้งเขาไม่ได้ต้องแสดงออก เหมือนถ้าเราไปหวงแหนมาก ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราไปหวงแหนมาก เหมือนภาษาอังกฤษ ถ้าหวงแหนแบบคนประเทศอังกฤษ วันนี้ ภาษาอังกฤษก็ไม่มาเมืองไทย เหมือนภาษาจีน ถ้าเราหวงแหนเฉพาะประเทศจีน วันนี้ ภาษาจีนก็จะไม่มาเมืองไทย ดังนั้นการที่ไปประกาศว่าคนไม่ทำเหมือนตนแล้วไม่จงรัก นี่เป็นเรื่องอันตราย แต่สิ่งที่อันตรายที่สุดในครั้งนี้ การชุมนุมถ้ามีการจาบจ้วง เขาบอกว่า การชุมนุมเป็นรายบุคคลก็ดำเนินคดีไปตามกฎหมาย ตามข้อเท็จจริงและหลักฐาน แต่สิ่งที่นายกรัฐมนตรีไม่ดำเนินคดีก็คือความรับผิดชอบ หน้าที่ความรับผิดชอบ เขาบอกว่า หน้าที่กับอำนาจ อำนาจมีแล้วไม่ใช้ไม่เป็นความผิดมาตรา ๑๕๗ แต่หน้าที่มีแล้วไม่ทำ มีความผิดแน่นอน วันนี้ท่านประธานที่เคารพ เราจะเห็นว่าเรามีพระราชบัญญัติเกี่ยวกับ เรื่องการถวายความปลอดภัย การถวายความปลอดภัยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด อนึ่งก็คือ ต้องสมพระเกียรติ ต้องตามพระราชประสงค์ แล้วก็ต้องให้มีความปลอดภัย ผมคิดว่าผมก็มี ความเคารพท่าน ผบ.ทบ. ผมมีความเคารพท่าน ผบ.ตร. ท่าน ผบช.น. ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม วันนี้สถาบันที่ท่านจะพิทักษ์ที่สุดท่านปล่อยให้เกิดอย่างนี้ได้อย่างไร ท่านกำลังจะไปเอาผิดคนอื่นทั้งที่เป็นความรับผิดชอบของท่าน ในสมัยที่ท่านประธาน เป็นนายกรัฐมนตรี ผมเคยเป็นข้าราชการตำรวจอยู่ที่กองปราบ มีคดีป่าไม้สาละวิน ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดท่านหนึ่งท่านก็มาสอบป่าไม้สาละวิน แล้วตรงกับวันเฉลิม พระชนมพรรษาที่ต้องไปจัดงานตอนเย็นที่จังหวัด ผมไม่เอ่ยชื่อแล้วกัน อยู่ทางภาคเหนือ ปรากฏว่าท่านไปไม่ทัน อันนี้คือความรับผิดชอบ ต้องย้ายผู้ว่าราชการทันที ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเราจะนำเรื่องสถาบันไว้เหนือเกล้าเป็นที่เคารพ สิ่งหนึ่งรัฐบาล ต้องทำเดี๋ยวนี้และต้องทำวันนี้ คือต้องหาผู้รับผิดชอบที่ปล่อยให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ส่วนผู้กระทำผิดก็ว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม ว่าตามหลักฐาน ท่านสมาชิกได้นำมา อภิปราย วันนี้ความยุติธรรมไม่ได้อยู่ที่แค่ความเชื่อ ต้องอยู่ที่ข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงจะมีได้ ก็คือมีพยานหลักฐาน พยานหลักฐานก็คือมีพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานผู้เชี่ยวชาญ ถ้าไม่มีพยานพวกนี้ไม่ถือว่าเป็นข้อเท็จจริง ถือว่าเป็นข่าว วันนี้รัฐบาลชุดนี้ แม้แต่ตัวผมยังทราบจากเพื่อน ๆ หลายคนว่ายังถูกรายงานเลย รัฐบาลชุดนี้ใช้ความรู้สึก ใช้การข่าว ผมจะขอใช้คำพูดที่เกิดความล้มเหลวก็คือเป็นเรื่องจริงของคนโกหก และเป็น เรื่องโกหกของคนจริง อันนี้คือการข่าวของรัฐบาล เพราะไม่ได้เอาพยานหลักฐานมาพูด ดังนั้นผมจะไม่ก้าวล่วงไปในเรื่องใครผิด ใครถูก เรื่องนี้สิ่งที่จะทำเรื่องแรก นายกรัฐมนตรี อาจจะต้องลาออกด้วยซ้ำไป ถ้าท่านไปลงโทษคนอื่นเพราะท่านดูแล พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แล้วก็ ต้องไปลงโทษทุกคนเพราะเป็นการถวายพระเกียรติที่ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มันผิดพลาดได้อย่างไร ส่วนบุคคลที่มาชุมนุมหรือมีการกระทำผิดก็ว่าไปตามกฎหมาย อันนี้คือเรื่องที่ ๒ ที่อยากจะขอให้คำแนะนำ แต่ถ้าท่านไม่ทำ วันนี้มองท่านนายกรัฐมนตรี ๒ มาตรฐาน ทุกคน ประชาชนทั่วไปก็มีความจงรักภักดี ทำไมเวลารับงบประมาณ ข้อแรก ของกองทัพก็คือปกป้องสถาบัน ตำรวจก็ปกป้อง งบประมาณทั้งหมดเอาไปลงจุดนี้ แล้วใน การของบ บางครั้งมาอ้างเรื่องความมั่นคง ท่านประธานที่เคารพ ทราบไหมว่าวันนี้ กองทัพบกมีเครื่องบินสำหรับนักธุรกิจ เครื่องบินไพรเวตเจต (Private Jet) ผมไม่รู้ว่ากี่ลำ กรมตำรวจยังมีเลย กองทัพเรือยังมีเลย ขณะที่ประชาชนยังอดอยาก อันนี้ก็คือปัญหาหนึ่ง ที่ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะมองเรื่องความมั่นคงของตำแหน่งและอำนาจของตัวเองมากกว่า ความมั่นคงของประชาชน มากกว่าความอยู่ดีกินดีของประชาชน ดังนั้นในเรื่องที่ ๒ ก็คือ ผมขอเสนอแนะให้ตั้งกรรมการอิสระ ต้องตั้งนะครับ แล้วก็สอบสวนเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา และรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน แต่คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ในตัวผมเองผมมองไป ที่นายกรัฐมนตรีต้องลาออก ท่านต้องลาออก ผมทราบว่าท่านมีความจงรักภักดีก็ตาม แต่ว่า ท่านมีความผิดพลาดในความรับผิดชอบ ในสังคม เรื่องความรับผิดชอบมีความสำคัญ สังคมใดถ้าขาดความรับผิดชอบ หายนะจะตามมา วันนี้ผู้รับผิดชอบโดยตรงคือ นายกรัฐมนตรี ความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีจึงมีความสำคัญยิ่งต่อการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ในเรื่องที่ ๓ จริง ๆ ก็เป็นเรื่องรัฐธรรมนูญ เราคิดว่าปัญหาหนึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญที่จะเกี่ยวกับสภา แต่ปรากฏว่าทางท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี วิษณุได้กล่าวแล้ว แต่ผมเองก็อยากจะเรียนว่ารัฐธรรมนูญกับความยุติธรรมมันไปด้วยกัน คือรัฐธรรมนูญเราเขียนไว้ชัดเจนเลย มาตรา ๓ วรรคสอง คือรัฐสภา รัฐบาล ศาล องค์กรอิสระ เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม วันนี้เราใช้ความยุติธรรม หลายมาตรฐาน ผมอยากจะกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีครับ เหตุที่ประชาชนลุกออกมา ส่วนหนึ่งก็คือความยุติธรรม ๒ มาตรฐาน ท่านนายกรัฐมนตรีลองดูง่าย ๆ นะครับ เรื่องที่ท่านอยู่บ้านหลวง เรื่องไปอยู่ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ท่านอยู่มาตลอด เอาน้ำเอาไฟอยู่ ประชาชนอยู่ในพื้นที่ป่า เราไปไล่จับ ท่านอยู่ในบ้านหลวง แล้วเรื่องของท่านไปอยู่ใน ศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็เคารพศาลรัฐธรรมนูญนะครับ แต่ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ องค์กรอิสระที่มีก่อนรัฐธรรมนูญปรากฏว่า กกต. ก็ดี องค์กรสิทธิก็ดีไปเซตซีโร (Set zero) เขา แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ให้อยู่ อยู่มาจนถึงวันนี้ ความเชื่อมั่นจึงมีน้อย แล้วเรื่องนี้ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร ชิมไปบ่นไป ไปรับเงินจาก เอกชนมา ๓,๐๐๐ บาท ท่านยังต้องออกเลย แต่ตัวท่านนายกรัฐมนตรีอยู่โดยตลอด อันนี้คือ ความยุติธรรมที่ยิ่งใหญ่ คือเราก็คงจะเคารพต้องดูศาลรัฐธรรมนูญครับ ต้องขอบพระคุณ มากครับ เป็นข้อแนะนำที่อาจจะไม่ถูกใจท่านนายกรัฐมนตรี ก็ต้องขอโทษด้วยครับ ขอบคุณครับ