อนุศักดิ์ คงมาลัย หารือการเปิดอภิปรายทั่วไปเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 และความกังวลต่อการใช้สถานการณ์ฉุกเฉินในการควบคุมการชุมนุมทางการเมือง เน้นย้ำความสำคัญของการสื่อสารด้วยสติและเมตตาเพื่อสร้างความปรองดอง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ไขปัญหาประเทศอย่างสร้างสรรค์ โดยเน้นการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดิน การลดความเหลื่อมล้ำ และการดูแลสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง รวมถึงให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนในต่างจังหวัดที่มักถูกมองข้าม
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม อนุศักดิ์ คงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ได้มีโอกาสศึกษาเอกสารประกอบการพิจารณา ร ๑/๒๕๖๓ (สมัยวิสามัญ) วัชรี ๘๖/๒ ประกอบคำขอให้การเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่งนะครับ รวมทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐสภาที่ได้กรุณาจัดทำรายละเอียดในเอกสารประกอบ อย่างน่าสนใจมาก แล้วผมก็เชื่อว่าถ้าหากพี่น้องประชาชนที่ติดตาม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด ก็ตาม ที่ติดตามการพิจารณาของเราใน ๒ วันนี้ ได้มีโอกาสอ่านรายละเอียด เนื้อหา สาระ ที่มาที่ไป และเหตุผลของทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรก ที่เกี่ยวข้องกับหลักการ และเหตุผลที่ขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปของรัฐบาล ในส่วนที่ ๒ เป็นเรื่องของ การวิเคราะห์ ในส่วนที่ ๓ เป็นเรื่องของข้อมูลประกอบการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นปัญหา เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในประเทศไทย เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธในประเทศอื่น ๆ และในประเทศไทย สภาพปัญหาของเสรีภาพ การชุมนุม แนวทางการรับรอง หรือการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมในประเทศไทย หลักสากลสำหรับการชุมนุมและการสลายการชุมนุม แนวทางการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ การชุมนุมสาธารณะ ปี ๒๕๕๘ กระบวนการสร้างความปรองดอง และเครื่องมือในการจัดการ ความขัดแย้ง กฎหมายที่เกี่ยวกับความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ และสุดท้ายก็คือเรื่องของ พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ เอกสารชุดนี้จะมีประโยชน์เป็นอย่างมากครับ ถ้าหากว่า พี่น้องประชาชนและตัวแทนของกลุ่มต่าง ๆ จะได้นำเอาไปศึกษา แล้วจะได้เห็นถึงสาระ และความเป็นจริงของปัญหาบ้านเมืองของเรา ท่านประธานครับ กระผมได้รับคำสั่งสอนมาจากพระอาจารย์ให้พูดถึงเรื่องว่าการอภิปราย วันนี้ขอให้ตั้งสติ ให้ใช้ปัญญาในการแผ่เมตตาให้แก่กันและกัน นอกจากจงฟังกันและกัน อย่างให้ได้ยินแล้ว ยังต้องฟังเสียงของคนที่ไม่ได้ออกเสียงด้วย ดังนั้นวันนี้เราต้องสื่อสาร จากรัฐสภาแห่งนี้ออกไปสู่พี่น้องประชาชน เพื่อที่จะให้ท่านได้รับรู้รับฟังว่าผู้แทนปวงชน ชาวไทยที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ นั้นได้คิดอย่างไร เสนอแนะอย่างไร แล้วมีความคิดมีแนวทางในการสร้างสรรค์ประเทศชาติของเขาอย่างไรบ้าง วันนี้เรามาพิจารณาตามที่ทางรัฐบาลขอเปิดอภิปราย เท่าที่ผมดูในเรื่องของประเด็นแรก ที่ได้สรุปออกมา นั่นคือเรื่องของสถานการณ์โควิด ๒๐๑๙ (COVID 2019) ที่ยังคงเป็นเหตุ ให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ก่อน แล้วก็ตามมติ ครม. เมื่อ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๓ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ มีการอ้างถึงเรื่องของการนัดชุมนุมทางการเมือง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด การแออัด การประชิดติดตัวบ่อยครั้ง อาจจะเป็นสาเหตุที่ ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้ เป็นความเสี่ยงที่ฝ่ายสาธารณสุขเกรงว่าจะเกิดโรคระบาดได้ง่าย เพราะประชาชนจะขาดความระมัดระวังในการป้องกันโรคที่เหมาะสมและเพียงพอ ดังนั้นจึงมีการสรุปว่าอาจกระทบต่อการยับยั้งการแพร่ระบาดของโลกและความเชื่อมั่น ของผู้ที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศได้ ประโยคสุดท้ายนี้ท่านประธานครับ ความเชื่อมั่น ของผู้ที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ในช่วงจากนี้ไปความคลี่คลายจะค่อย ๆ ออกมา หลังจากสถานการณ์โควิด (COVID) ในช่วงเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม และเดือนมิถุนายน ผู้ประกอบการในประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม ที่เกี่ยวเนื่องในระบบทั้งหมดล้วนแต่หยุดชะงัก หลายอุตสาหกรรม หลายธุรกิจ จนกระทั่ง วันนี้ก็ยังหยุดชะงักอยู่ แต่ประเด็นสำคัญก็คงอยู่ที่ว่าเขาประสบความยากลำบากมาก ในการแก้ปัญหา เขาจึงเป็นส่วนหนึ่งของเสียงร้องที่อยากจะขอให้เปิดอิสระ ขอให้เปิดประเทศ ให้มากขึ้น แต่พวกเราก็ต้องตั้งคำถามกันว่าในวันและเวลาแบบนี้ แม้กระทั่งประเทศข้างเคียง เราเองก็ยังมีการแพร่ระบาดมากขึ้น เราจะมั่นใจได้อย่างไรเมื่อเปิดประเทศแล้วจะมีผู้คน เข้ามา ขณะที่ในทางกลับกันในด้านสังคม เศรษฐกิจ ถ้าหากว่าประเทศเราได้แสดงออกถึง ความปลอดภัยอย่างแท้จริง คนที่เข้ามาไม่ว่าจะเป็นในเรื่องใด ๆ ก็ตามย่อมมีความมั่นใจ ร ๑/๒๕๖๓ (สมัยวิสามัญ) กุลนิษฐ์ ๘๗/๒ และย่อมมีโอกาสในการที่จะใช้จ่ายเงินในการเดินทางเข้ามา แม้กระทั่งเป็นนักท่องเที่ยว ที่ได้รับการควบคุมก็ตาม ดังนั้นในการมีประเด็นโต้แย้งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ กระผมเห็นว่า มีการโต้แย้งชนิด ๒ ขั้ว ขั้วหนึ่งก็ว่ารัฐบาลสร้างสถานการณ์แล้วก็ใช้มาตรการในการประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินในการที่จะควบคุมสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งก็มีผู้คนเชื่อเช่นนั้นจริง ๆ มีคนจำนวนมากที่ไม่เชื่อว่าการที่รัฐบาลทำจนกระทั่งประเทศไทยปลอดโควิด (COVID) และสามารถเดินมาจนได้ถึงวันนี้กลายเป็นประโยชน์กับประเทศไทย ซึ่งกระผมก็ไม่มั่นใจ เหมือนกันว่าเพราะเหตุใด หรือแม้กระทั่งบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขบางส่วน ก็อาจจะมีความคิดที่เอาแนวความคิดในทางการเมืองเข้ามาผสมปะปน แล้วก็ทำให้เกิด ความรู้สึกที่ว่าสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำนั้นกลายเป็นเรื่องที่ปกป้องตัวเอง เป็นการสร้าง สถานการณ์เพื่อไม่ให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วสถานการณ์ที่จะเกิด หลังจากนี้ไปกระผมต้องคิดว่ามันจะพิสูจน์ได้เองว่าประเทศไทยจะเป็นผู้นำอยู่ในโลกแห่งนี้ ในการที่จะดูแลสถานการณ์การป้องกันโรคอุบัติใหม่ ที่ท่านประธานเองก็ยังได้พูดถึงว่า โรคอุบัติใหม่ โรคทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาคงยังเข้าคิวรอที่จะเข้ามาเผยแพร่อยู่ในทั้งประเทศไทย และทั่วโลก ดังนั้นความแตกต่างในลักษณะแบบนี้คงเป็นไปได้ยากมาก ยิ่งถ้าไปเอาประเด็นการเมือง มาผสมผสาน แล้วก็นำเอาเรื่องเหล่านี้ เอาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ผู้ประกอบการที่ต้องหยุดชะงัก เอามาผสมผสานเป็นอารมณ์แล้วทำให้เกิดความรู้สึก ที่ว่ารัฐบาลนี้ทำไม่ถูกต้องเลยทั้งหมด ซึ่งกระผมก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะนำมาใช้ ในกระบวนการของบ้านเมืองที่เรากำลังจำเป็นจะต้องได้รับการแก้ปัญหา
ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ทั้งท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรองนายกรัฐมนตรี ก็ได้พูดถึงเรื่องของแนวทางที่รัฐบาลได้วิเคราะห์ วิจารณ์ แม้กระทั่งตัวบุคคลซึ่งเป็น ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็กรุณาพูดถึงว่าท่านได้พิจารณาโดยรอบคอบตามแนวทางของ กฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมดแล้ว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมว่าน่าจะชัดเจนมากพอที่จะไม่ต้องมาบอก ให้ใครมากระแทกกระทั้น แดกดัน แล้วบอกว่าต้องลาออกไปเดี๋ยวนี้ เพราะเรายังไม่รู้ว่า สถานการณ์ที่จะต้องเดินต่อไปมันจะต้องเป็นอย่างไร ทำไมล่ะครับ เราจึงจะไม่เอา สถานการณ์ที่เป็นปัญหามาช่วยกันแก้ไข แม้กระทั่งในส่วนของวุฒิสภาเองก็ตาม ในการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องของการปฏิรูป การติดตามการรายงานของรัฐบาลทุก ๓ เดือน ที่ยังคงรายงานอยู่อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ก็ได้เห็นประเด็นแล้วว่าวันนี้บ้านเมืองเรามี ปัญหาที่สะสม ค้างคาอยู่ในระบบ ทั้งระบบราชการ ระบบบริหาร ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่ง ของยุทธศาสตร์ชาติในยุทธศาสตร์ที่ ๖ นั่นก็คือการสร้างสมดุลของระบบบริหารราชการ แผ่นดินที่จะนำไปสู่การสร้างความมั่นคง นำไปสู่เรื่องของกระบวนการสร้างความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ และที่สำคัญก็คือการลดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็การแก้ไขปัญหา ความยากจนของพี่น้องประชาชน เรื่องพวกนี้ต่างหากที่เป็นประเด็นปัญหาที่รอคอย ยังไม่รวมถึงปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติที่เข้ามาคุกคามเราแทบจะ ทุกฤดูกาล แต่เรายังหันกลับมาใช้เวทีทางการเมืองในการที่จะถล่มทลายกัน
ในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา กระผมคิดว่าการผลัดเปลี่ยนเข้ามาระหว่าง ขั้วการเมืองแล้วเข้ามาบริหารประเทศ ในช่วงหนึ่ง เวลาหนึ่ง รัฐสภาสามารถดำเนินการไปได้ โดยความร่วมมือของฝ่ายวุฒิสภา กระผมเองได้รับการสรรหาดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา เมื่อช่วงปี ๒๕๕๑-๒๕๕๔ ในช่วงนั้นมีตั้งหลายเรื่องที่รัฐบาล ซึ่งแม้ว่าเราจะเห็นว่าเป็นปัญหา แต่เราก็ยังต้องให้ความสนับสนุน ทำไมล่ะครับ เราจึงจะไม่นำเอาเรื่องที่เป็นประเด็น สร้างสรรค์มาช่วยกันแก้ไขปัญหาให้กับประเทศของเรา ดังนั้นวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรองนายกรัฐมนตรี รวมทั้งคณะรัฐมนตรี ได้แสดงออกให้เห็นแล้วว่าท่านก็เข้าไป อยู่ในส่วนหนึ่งที่อำนาจหน้าที่ที่ท่านมีอยู่ในการแก้ปัญหา ดังนั้นกระผมจึงขออนุญาต รวมทั้งท่านสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ทั้งหมด ในการร่วมกันตั้งสติ ใช้ปัญญา แผ่เมตตาให้แก่กัน และกัน นอกจากฟังด้วยการใช้หูฟังและใช้สติปัญญาพิจารณาแล้ว ก็กรุณารับฟังเสียงของ ผู้คนที่อยู่ในต่างจังหวัดที่ไม่ได้ส่งเสียงด้วย ขอขอบพระคุณครับ