เอกภพ ตั้งคำถามถึงเสรีภาพวิชาการ-ค้านสลายม็อบด้วยสารเคมี

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๓

เอกภพ เพียรพิเศษ แสดงความเสียใจที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ภาพและข้อมูลวิชาการในการอภิปราย พร้อมตั้งคำถามถึงเสรีภาพทางวิชาการในรัฐสภา และวิพากษ์การใช้มาตรการรัฐในการควบคุมโควิดและการสลายการชุมนุมที่ขาดความจำเป็น ไม่สัดส่วน และเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการใช้รถฉีดน้ำและสารเคมี ซึ่งขาดความโปร่งใสและส่งผลกระทบต่อเยาวชนและผู้ไม่เกี่ยวข้อง จึงเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูล สอบสวนข้อเท็จจริง และย้ำว่าการรักชาติคือการรักประชาชน พร้อมเสนอให้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง

นายเอกภพ เพียรพิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล จังหวัดเชียงรายครับ ท่านประธานครับ ความจริงในการอภิปรายของผมครั้งนี้ จะขอใช้ภาพประกอบซึ่งเป็นข้อมูลทางวิชาการแล้วก็หลักฐานทางวิชาการด้วย ซึ่งก็เสียใจที่ วันนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้ได้ใช้ ซึ่งตรงนี้ต้องขอคิดว่าตรงสภาตรงนี้ผมมีอะคาเดมิก ฟรีดอม (Academic freedom) ขนาดไหนในการให้ข้อมูลทางด้านวิชาการ ซึ่งข้อมูลทั้งหมด ที่ผมนำเสนอนี้เป็นข้อมูลวิชาการเท่านั้น อันนี้ก็แสดงความเสียใจไว้เล็กน้อย

ในส่วนของการรวมตัวชุมนุมของประชาชนเพื่อเสนอข้อร้องเรียนที่เป็นสิทธิ ที่พึงกระทำได้ของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ อย่างชัดเจน การชุมนุมในครั้งนี้ถ้าเราติดตามกันดี เป็นการชุมนุมอย่างสันติ ถือเป็น ความปกติของประชาธิปไตยที่ถูกทำให้กลายเป็นความไม่ปกติ เพราะสิ่งที่ผู้ชุมนุม เขาเรียกร้องเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่อยากฟัง จริง ๆ แล้วถ้าไปฟังเขาจริง ๆ จะเห็นว่าสิ่งที่เขาพูด มีหลายเรื่อง มีหลายปฏิรูปมาก ๆ เขาพูดถึงเรื่องความหลากหลายทางเพศ เขาพูดถึง เรื่องการศึกษา เขาพูดถึงเรื่องรัฐสวัสดิการ เขาพูดถึงเรื่องอนาคตของเขา อนาคตของ ประเทศที่เขาอยากจะเห็น นี่คือสิ่งที่เราควรจะต้องฟังและเอามาพิจารณาครับ จากเอกสาร ที่ขอให้เปิดสภาสมัยวิสามัญครั้งนี้ที่ส่งมาถึงท่านประธานสภา เอกสารข้อญัตติทั้งหมด ผมถือว่าเป็นการกล่าวหาผู้ชุมนุม เป็นการกล่าวหาคนที่เป็นลูกหลานของตัวเอง แถมยังยืนยันความถูกต้องในการใช้อำนาจรัฐทำร้ายลูกหลานตัวเองอีกด้วย ผมจะขอพูดถึง เพียงแค่ ๒ ประเด็นในข้ออ้างของคุณประยุทธ์ในการเปิดสภาครั้งนี้ ข้อแรกคือการอ้างว่า การชุมนุมนั้นกระทบต่อการควบคุมการแพร่ระบาดโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ข้อที่ ๒ คือการอ้างว่าการสลายการชุมนุมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่รัฐทำตามหลักสากลแล้ว ต่อกรณีของ การใช้เชื้อโคโรนาไวรัส (Coronavirus) เป็นข้ออ้าง ทำให้ผมเชื่อได้เลยว่าคุณประยุทธ์ ในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบ ศบค. ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคโควิด (COVID) เลย แล้วก็ฉวยโอกาสใช้เชื้อโรคเท่านั้นเองเป็นข้ออ้างในการคง พ.ร.ก. ฉุกเฉินให้ประเทศนี้ มาอย่างยาวนาน ในเรื่องโควิด (COVID) ผมได้อภิปรายมาแล้วหลายครั้ง ในครั้งนี้ผมคงไม่ลง รายละเอียดมาก จริง ๆ แล้วมีหลักการการรับมือโควิด (COVID) ว่าเราไม่ควรจะต้องภูมิใจ กับตัวเลข ๐ ของผู้ติดเชื้อ แต่ความสำเร็จของการรับมือโควิด (COVID) คือการที่ประชาชน เศรษฐกิจ และปากท้อง การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังโควิด (COVID) จะเป็นไปได้ จากการเริ่มชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอกที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓ และมีการชุมนุมในต่างจังหวัดด้วย ๔๔ จังหวัดแล้วจนถึงปัจจุบันนี้ จวบจนเวลาถึงตอนนี้ ๔ เดือน ไม่มีรายงานว่ามีผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัส (Coronavirus) จากการเข้าร่วมชุมนุมเลย และในส่วนประเด็นของการสลายการชุมนุมด้วยกำลังครับ มีหลักฐานอาการของผู้เข้าร่วมชุมนุมในวันนั้นว่ามีการแสบตา หายใจขัด ปวดแสบร้อน ตามตัว มีความเป็นไปได้ว่าอาการคล้ายคลึงกับการใช้แก๊สน้ำตา มีคำแนะนำจากสมาคม โรคปอดของสหรัฐอเมริกาว่าการใช้แก๊สน้ำตามีความเป็นไปได้ว่าจะเพิ่มความเสี่ยงต่อ การติดเชื้อไวรัส การใช้น้ำฉีดพ่นในผู้ชุมนุมเช่นเดียวกัน เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดิน หายใจ สมาคมโรคปอดสหรัฐอเมริกาจึงแนะนำว่าให้ระงับการใช้แก๊สน้ำตาในช่วงที่มี การระบาดของโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ดังนั้นแทนที่จะกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมเป็นผู้ทำ ให้โควิด (COVID) ระบาด ผมต้องโทษรัฐบาลมากกว่าว่าเป็นการกระทำของรัฐบาลที่เพิ่ม ความเสี่ยงต่อการระบาดของโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ต่างหากครับ

สำหรับประเด็นในเรื่องของการควบคุมการใช้กำลังสลายการชุมนุมที่มี การอ้างจากทางเจ้าหน้าที่ว่าสากล ใช้หลักสากล อ้างอิงสากล ผมก็ถามว่าใช้แหล่งอ้างอิงไหน ขอเอกสารอ้างอิงที่เป็นสากลด้วยครับ เอกสารที่ผมนำมาใช้ในวันนี้เป็นเอกสารที่ยกมาเทียบ การปฏิบัติการ ผมใช้เอกสารที่เป็นเอกสารกฎการใช้กำลังของสหประชาชาติ ฉบับล่าสุด คือปี ๒๐๒๐ คือปีปัจจุบันนี้เอง แค่หน้าแรกก็บอกหลักการไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า การใช้ กำลังจัดการกับการชุมนุมนั้นต้องทำเมื่อมีความจำเป็นจริง ๆ ต้องใช้กำลังอย่างได้สัดส่วน กับความร้ายแรงของเหตุการณ์ และต้องพิสูจน์แล้วว่าทางเลือกที่อันตรายน้อยกว่าใช้ไม่ได้ผล ตามแนวทางเล่มนี้ได้ให้หลักการการใช้กำลังว่าต้องประกอบด้วยหลักการ ดังนี้ ๑. คือต้อง ยึดถือกฎหมายของประเทศ และต้องอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศด้วย ๒. คือต้อง ระมัดระวังต่อกลุ่มเปราะบาง ซึ่งในที่นี้ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่คือกลุ่มเปราะบางเพราะว่าเป็นเด็ก และเยาวชนที่มาร่วมชุมนุม ข้อต่อไปคือต้องไม่ทำสถานการณ์ให้มีการยกระดับขึ้น และมี ทางเลือกสันติที่ควรใช้ก่อนการใช้กำลัง ข้อต่อไปคือต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อคนที่ ผ่านไปผ่านมา บุคลากรทางการแพทย์ และนักข่าว ข้อต่อไปคือข้อสุดท้ายซึ่งสำคัญ ต้องมี การปฏิบัติที่ไม่เลือกปฏิบัติ แม้ในเรื่องของความเห็นต่างทางการเมือง นี่คือข้อแนะนำทั้งหมด ของการใช้กำลัง เมื่อมาดูไทม์ไลน์ (Timeline) ของการชุมนุม เริ่มต้น ๑๗.๐๐ นาฬิกา ผู้ชุมนุมเริ่มทยอยเข้าพื้นที่แยกปทุมวัน ๑๗.๔๐ นาฬิกา ผู้ชุมนุมเข้าเต็มพื้นที่แยกปทุมวัน เพียงแค่ไม่ถึงชั่วโมง ๑๘.๓๕ นาฬิกา หน่วยตำรวจเริ่มเดินเข้าหาผู้ชุมนุมแล้วครับ พร้อมทั้ง ประกาศให้ผู้ชุมนุมกลับบ้าน ทั้ง ๆ ที่เขากลับบ้านได้อย่างไรล่ะครับในเมื่อมีการปิดบีทีเอส (BTS) มีอาการปิดรถไฟฟ้า มีการปิดขนส่งมวลชนทั้งหมด ๑๘.๔๕ นาฬิกา เริ่มมีการใช้ รถฉีดน้ำฉีดเข้าหาผู้ชุมนุม ไม่มีการเจรจา มีการปิดช่องทางขนส่งสาธารณะไม่ให้เขากลับ แล้วก็ให้เวลาน้อยขนาดนี้เขาจะกลับได้อย่างไร การใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง ตามหลักการสากล ที่เขียนไว้บอกว่าจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุจลาจลที่มีโอกาสสูงต่อการสูญเสียชีวิต การบาดเจ็บรุนแรงและการทำลายตึกรามบ้านช่อง ผมถามว่าวันนั้นมีเหตุการณ์แบบนี้ หรือไม่ ซึ่งภาพจากนักข่าวทุกสำนักน่าจะยืนยันได้ว่าเป็นลักษณะของการชุมนุมโดยสงบ ท่านประธานทราบไหมครับว่ารถฉีดน้ำลักษณะนี้ทำให้คนเสียชีวิตได้ ปี ๑๙๙๖ ที่อินโดนีเซีย ใช้ปืนฉีดน้ำผสมแอมโมเนีย ปี ๒๐๐๗ ที่ซิมบับเว ใช้ปืนฉีดน้ำสลายการชุมนุมอย่างสงบ ทำให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมแตกตื่นแล้วเหยียบกันตายครับ ปี ๒๐๑๓ ที่ตุรกี เกิดจากแก๊สน้ำตา ที่ผสมในน้ำที่ฉีดพ่น ปี ๒๐๑๔ ที่ยูเครน ผู้ชุมนุมเสียชีวิตจากอาการปอดติดเชื้อ ปี ๒๐๑๖ ที่เกาหลีใต้ เสียชีวิตจากการบาดเจ็บที่เกิดจากแรงน้ำ และปี ๒๐๑๐ ที่เยอรมนี มีผู้พิการถึง ขั้นตาเกือบบอดสนิทจากแรงน้ำที่ฉีดเข้าที่ศีรษะ เหตุการณ์การสลายชุมนุมที่แยกปทุมวัน มีหลักฐานชัดเจนว่ามีผู้ชุมนุมคนหนึ่งต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการ เลือดออกในทางเดินอาหาร มีเด็กเพียงอายุ ๕ ขวบ ที่ได้รับผลกระทบด้วยทั้ง ๆ ที่เขาผ่านมา กับผู้ปกครองเท่านั้นเอง ข้อผิดพลาดและหลักการสากลไม่ให้ใช้คือการฉีดน้ำในระยะใกล้ การฉีดน้ำระยะใกล้ส่งผลต่อผู้ชุมนุมคนดังกล่าวทำให้มีเลือดออกทางเดินอาหาร นี่คือ ความอันตรายและร้ายแรง คือความผิดพลาดของการใช้กำลังครับ และที่ร้ายไปกว่านั้น การใช้น้ำในครั้งนี้มีหลักฐานว่ามีการผสมสารเคมีบางอย่างเข้าไป ซึ่งผมขอย้ำว่าผู้ชุมนุม ส่วนใหญ่เป็นเด็ก เยาวชน นักศึกษา ที่เขามาด้วยเพียงมือเปล่า เขาเอาร่มมา เขาเอาเสื้อ กันฝนมาเพราะคิดว่าฝนจะตก แต่เขาไม่ได้เอามาป้องกันรถฉีดน้ำครับ หลักการสากลว่า การใช้สารเคมีกับผู้ชุมนุมต้องมีข้อมูลทางด้านพิษวิทยา และมีการเผยแพร่ว่าใช้สารเคมีอะไร อย่างชัดเจนด้วย เพราะหากผู้ชุมนุมหรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่เองได้รับผลกระทบจากสารเคมี ดังกล่าว แพทย์ที่ให้การรักษาจะได้รับการรักษาแล้วก็รักษาได้ทันท่วงทีครับ การไม่แจ้ง รายละเอียดของสารนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ผิดหลักการสากล

ในเรื่องสารเคมี อาการที่มีอาการแสบตา แสบร้อนตามผิว หายใจขัด คลื่นไส้ อาเจียน เป็นอาการที่ตรงกับแก๊สน้ำตา ซึ่งก็มีความเป็นไปได้เพราะรถควบคุมฝูงชนรุ่นนี้ มีศักยภาพในการผสมแก๊สน้ำตาลงไปได้ แต่ถ้าวันนั้นไม่ได้ใช้แก๊สน้ำตานะครับ ถือว่าเป็น ประเด็นที่ร้ายแรงยิ่งกว่าเพราะผิดหลักการระหว่างประเทศฐานใช้อาวุธเคมี ผมขอเสนอ ให้สภานี้ตั้งกรรมาธิการ หรือว่าใช้กรรมาธิการสามัญของสภาตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ให้มีความกระจ่างด้วยครับ เพราะจนถึงตอนนี้ยังไม่มีการรับผิดชอบและการแถลงจาก กอร.ฉ. อย่างชัดเจนว่าสารเคมีนั้นคืออะไร ท่านประธานครับ แก๊สน้ำตาเป็นสารเคมีที่ห้ามใช้ ในสงครามตามสนธิสัญญาเจนีวานะครับ มีผลการศึกษาทดลองในทหาร ในทหารซึ่งเป็น คนแข็งแรงก็ยังมีผลการทดลองบอกว่ามีโอกาสทำให้ติดเชื้อในปอด ในทางเดินหายใจ มากขึ้นได้ แล้วการใช้กับประชาชนที่มีทั้งเด็ก คนที่มีโรคประจำตัว คนชราล่ะครับ มีโอกาส ถึงชีวิตนะครับ และที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไปเหมือนจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาคือรั้วลวดหนาม ท่านประธานครับ รั้วลวดนามก็ไม่ถูกหลักสากลในการรับมือกับผู้ชุมนุม เพราะหลักสากลคือ การตั้งเครื่องกีดขวางต้องไม่มีลักษณะที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ในเมื่อมีการใช้กำลัง อาวุธควบคุมฝูงชนที่มีความเสี่ยงถึงความอันตรายถึงชีวิตแล้ว หลักการสากลก็ให้สิทธิ ต้องบอกว่ากองกำลังควบคุมฝูงชนต้องมีการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เสรีภาพของประชาชน ตลอดเวลาที่ปฏิบัติการ ผมขอตั้งคำถามถึงชุดปฏิบัติการในวันนั้น ตำรวจตระเวนชายแดน และผู้สั่งการมีหลักฐานว่าเข้าใจในหลักการสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของประชาชนอย่างไร มีการอบรมเรื่องนี้กี่ชั่วโมง มีผลสอบไหมว่าสอบแล้วผ่านสิทธิมนุษยชนหรือว่าเสรีภาพ ของประชาชนอย่างไร และความสำคัญอีกข้อหนึ่งต้องมีการเตรียมการช่วยเหลือ ทางการแพทย์อย่างทันท่วงที ไม่เลือกปฏิบัติ ประสานความร่วมมือกับสนับสนุนข้อมูล ทางการแพทย์กับกลุ่มแพทย์ แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐได้เข้ามารบกวน การปฏิบัติหน้าที่ของอาสาสมัคร แพทย์ พยาบาล มีการยึดเครื่องมือสื่อสารของกลุ่ม อาสาสมัคร แพทย์ พยาบาล และมีนักข่าวเผยแพร่กรณีที่เจ้าหน้าที่ปิดเส้นทางไม่ยอมให้ รถพยาบาลผ่านครับ และซ้ำร้ายไปกว่านั้นมีการจับกุมอาสาสมัครแพทย์ไปด้วย ตรงนี้ผิดกับหลักการสากล อย่างชัดเจน ทหารเขายังไม่ทำกันเลยครับ การรบในสนามรบเขายังไม่ทำแบบนี้กันเลยครับ มีความพยายามที่จะหยิบยกเหตุการณ์หรือภาพข่าวต่างประเทศว่าต่างประเทศเขามี ความรุนแรงเหมือนกัน มีการสลายการชุมนุมเหมือนกัน แต่ท่านประธานครับ การใช้กำลัง กับผู้ชุมนุมที่เราเห็นในต่างประเทศนั้นเขาถือในเรื่องของการได้สัดส่วนของกำลัง และใช้ ต่อเมื่อการชุมนุมนั้นไม่ใช่การชุมนุมที่มีความสงบ และต่างประเทศเขามีการติดตาม ตรวจสอบความโปร่งใสของการปฏิบัติการ และมีความรับผิดชอบต่อการใช้กำลัง เกินความจำเป็น มีการกำหนดไว้ในหลักการสากลเช่นกันว่าต้องมีการสังเกตการณ์และให้ ข้อมูลการใช้กำลังต่อหน่วยงานกลาง ไม่ว่าผู้ตรวจการแผ่นดินหรือว่ากรรมการสิทธิมนุษยชน หากมีการบาดเจ็บ การเสียชีวิต หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน ต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริง และรายงานอย่างทันที มีไหมครับในการปฏิบัติการครั้งนี้ ประเทศไทยเราเคยมี การรับผิดชอบจากความรุนแรงที่เกิดจากฝ่ายรัฐไหมครับที่ผ่าน ๆ มา เราก็เลยได้เห็น การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากเจ้าหน้าที่รัฐในหลาย ๆ เหตุการณ์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ผมเข้าใจครับว่าเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติมีความอึดอัดใจ มีการพูดคุยบอกว่าทำตามหน้าที่ ทำตามคำสั่งนาย มีหลักการสากลบอกไว้ชัดเจนว่าการเชื่อฟังคำสั่งที่ผิดกฎหมายในการใช้ กำลังกับประชาชน ผู้ปฏิบัติงานไม่อาจหลีกเลี่ยงความผิดได้เช่นกัน ดังนั้นผมอยากจะขอ เรียกร้อง ขอวิงวอนว่าให้ผู้ปฏิบัติงานที่อึดอัดใจกับคำสั่งที่ผิด ๆ มายืนเคียงข้างประชาชน

ท่านประธานครับ สรุปของผมนะครับ การชุมนุมในครั้งนี้เป็นการชุมนุม อย่างสงบ เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญของประชาชนที่พึงกระทำได้ การใช้กำลังกับผู้เห็นต่าง ทางการเมือง และมีการดำเนินการที่ขัดกับหลักการสากลอย่างนี้คิดว่าต้องมีผู้รับผิดชอบครับ ผมว่าถึงเวลาแล้ว และตามหลักการสากลก็บอกว่าคนรับผิดชอบคือกัฟเวิร์นเมนต์ (Government) รัฐบาล ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่คุณประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง สักครั้ง ในเมื่อท่านบอกว่าท่านรักชาติใช่ไหมครับ ชาติคือประชาชนนะครับ ในเมื่อท่าน ไม่รักประชาชน และทำแบบนี้กับประชาชน ก็เท่ากับท่านไม่รักชาติเช่นเดียวกัน เพราะคำว่า รักชาติต้องมีค่ามากกว่าตำแหน่งของท่านแน่นอน ลาออกเถอะนะครับท่านนายกรัฐมนตรี ขอบคุณครับ