วิษณุ แจงญัตติรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ 165 ชี้เป็นเพียงข้อเท็จจริงเพื่อให้เข้าใจบริบท

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๓

วิษณุ เครืองาม ชี้แจงว่าญัตติที่รัฐบาลเสนอตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ความเป็นมาของปัญหาการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะเหตุการณ์ขัดขวางขบวนเสด็จ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และสถานการณ์โควิดและน้ำท่วม โดยย้ำว่าสิ่งที่ระบุเป็นเพียงลำดับเหตุการณ์เพื่อให้สมาชิกเข้าใจบริบท ก่อนขอรับฟังความเห็นในประเด็นสำคัญของการบริหารประเทศ พร้อมยืนยันว่าการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญและการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว และเรียกร้องให้เร่งพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะฉบับที่มีประชาชนร่วมลงชื่ออย่างกว้างขวาง พร้อมเสนอกรอบเวลาการดำเนินการและเน้นย้ำความจำเป็นของความร่วมมือระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อให้กระบวนการเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ขอรบกวนใช้เวลาสภาตอนนี้เล็กน้อยครับ เริ่มต้นต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ญัตติที่รัฐบาลได้เสนอมาตามมาตรา ๑๖๕ นั้น หลายท่านได้อภิปรายกันมาตั้งแต่เช้าว่า ญัตตินั้นมี ๓ ข้อ แล้วก็ทำให้ท่านรู้สึกอึดอัดขัดข้องในการที่จะพูดเพื่อที่จะลงลึก เนื่องจาก บางข้อใน ๓ ข้ออาจจะตั้งประเด็นที่ทำให้ท่านไม่สามารถจะอภิปรายได้ ซึ่งก็เป็นจริง แล้วก็เห็นใจจริง ๆ แต่ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าญัตติที่เสนอมานี้ เป็นการเสนอตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ซึ่งบัญญัติว่าถ้าหากคณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีปัญหา สำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ก็ให้ขอเปิดให้มีการอภิปรายทั่วไปในเรื่องนั้นได้ ถามว่าเรื่องนั้นคือเรื่องอะไร เรื่องนั้นก็คือปัญหาที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ยื่นญัตติมาถึงท่านประธานรัฐสภาตามมาตรา ๑๖๕ ดังกล่าว ญัตตินั้นไม่ได้มี ๓ ข้อครับ ๓ ข้อนั้นไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลถาม ๓ ข้อนั้นเป็นการลำดับความเป็นมาของเหตุการณ์ ว่ามีอะไรเกิดขึ้นจึงได้เกิดปัญหาสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะถ้าหากว่ารัฐบาล ไม่อธิบายความเป็นมาหรือข้อเท็จจริง ท่านสมาชิกรัฐสภาก็จะเกิดความฉงนสนเท่ห์ใจ ขึ้นมาว่ามีอะไรเกิดขึ้นรัฐบาลจึงมาขอรับฟังความเห็น ถ้ารัฐบาลเขียนมา ๔-๕ บรรทัดสั้น ๆ ว่าบัดนี้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย บัดนี้เกิดปัญหาที่ทำให้รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินยาก จึงขอฟังความเห็นท่านสมาชิกรัฐสภา คำถามก็จะย้อนกลับมาว่าแล้วมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ที่เรียกว่าความไม่สงบเรียบร้อย รัฐบาลคาดคิดว่าคงจะมีการพูดถึงว่าที่มันยุ่งและไม่สงบ เรียบร้อยเพราะรัฐบาลไปประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ซึ่งก็จะต้องถาม ต่อไปว่าแล้วเกิดอะไรขึ้นถึงจู่ ๆ ไปประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง บ้านเมือง ก็สงบเงียบเรียบร้อยแล้วไปประกาศทำไม เมื่อตีสี่ของวันที่ ๑๕ ตุลาคม รัฐบาลก็จะต้อง อธิบายอยู่ดีว่าที่ต้องไปประกาศตีสี่ ไม่ได้ประกาศตีสอง ไม่ได้ประกาศตีหนึ่ง เพราะว่าย้อนไป ก่อนหน้านั้นตอนห้าโมงเย็นของวันที่ ๑๔ ตุลาคม มีอะไรเกิดขึ้น อะไรที่เกิดนั้นถ้าไม่ต้อง อธิบายให้มันยาวความก็ตอบสั้น ๆ ว่ามีการขัดขวางขบวนเสด็จพระราชดำเนิน ตรงนี้ก็เลยเป็นที่มาของการพูดถึงประเด็นข้อที่ ๒ แล้วความเป็นห่วงมันมีอะไรต่อไป ก็ห่วง ถึงสถานการณ์โควิด (COVID) ที่ระบาดอยู่ สถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งอาจจะทำให้เกิดโรคหวัด ที่ไม่รู้ต่อไปจะพัฒนาบานปลายไปเป็นโควิด (COVID) หรือไม่ ทั้งหมดเป็นเพียงข้อเท็จจริง ลำดับให้เห็นความเป็นมาของเรื่องเท่านั้น แม้กระทั่งการสลายการชุมนุม หรือที่เรียกกันว่า การขอคืนพื้นที่ รัฐบาลก็จำเป็นต้องกล่าวถึงเอาไว้ เพราะว่าบางท่านอาจจะตำหนิว่าการที่ ไปใช้รถสูบน้ำฉีดน้ำความดันสูงฉีดอย่างนั้นทำให้เกิดปัญหาขึ้น รัฐบาลก็ต้องอธิบาย เพราะฉะนั้นเป็นเพียงลำดับข้อเท็จจริงเท่านั้น ความสำคัญอยู่ตรงข้อความในวรรคสุดท้าย ของญัตติที่บอกว่า ด้วยเหตุดังนี้ คณะรัฐมนตรีจึงเห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญของการบริหาร ราชการแผ่นดินที่ใคร่จะขอรับฟังความเห็นของท่านสมาชิกรัฐสภา เพราะฉะนั้นท่านจะ อภิปรายในเรื่องใดอย่างใดท่านก็สามารถอภิปรายได้ คราวนี้มาถึงประเด็นที่จะขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานว่าถ้าฟังจากการชุมนุมที่ได้ผ่านมาในระยะเวลาประมาณ ๑๐ วัน ๒๐ วัน คงจะประมวลข้อเรียกร้องได้ประมาณ ๖-๗ ข้อ เฉพาะที่เกี่ยวพันกับรัฐบาลมีอยู่ ๖-๗ ข้อ ส่วนที่มีการเรียกร้องบ้างเหมือนกันก็ถือว่าเป็นพลความก็แล้วกัน เช่นเรียกร้องว่า ขอคืนอิสรภาพให้ฮ่องกง ตรงนี้ก็หมดปัญญาที่รัฐบาลจะไปทำอะไรได้ แต่เอาว่าที่เกี่ยวกับ รัฐบาลนั้น

ข้อเรียกร้องประการที่ ๑ ก็คือเรียกร้องขอให้มีการเปิดสภาสมัยวิสามัญ ตรงนี้จะเป็นคุณงามความดี จะเป็นข้อคิด เป็นข้อเสนอของใครนั้นไม่เป็นไรหรอกครับ สุดท้ายบัดนี้ก็ได้เปิดแล้ว

ข้อเรียกร้องประการที่ ๒ เสนอว่าขอให้มีการยกเลิกการประกาศสถานการณ์ ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง บัดนี้ก็ได้ยกเลิกแล้วตั้งแต่เมื่อเที่ยงวันของวันที่ ๒๒ ที่ผ่านมา

ข้อเรียกร้องประการที่ ๓ ก็เสนอว่าขอให้ดำเนินการเร่งในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะฉบับที่เรียกกันว่าไอลอว์ (iLaw) หรือฉบับประชาชน เรื่องนี้ก็อยู่ใน การพิจารณาของสภาแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ตอบท่านประธานแล้ว ท่านประธานวิป (Whip) ฝ่ายรัฐบาลก็ได้ชี้แจงแล้วว่าเมื่อเปิดสภาสมัยสามัญมาตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ ๑ พฤศจิกายน ที่จะถึงอีกไม่กี่วันนี้ มีระยะเวลาในสมัยประชุมนั้น ๑๒๐ วัน สภาสามารถยกขึ้น พิจารณาเมื่อใดก็ได้ ความจริงก็ควรจะยกขึ้นตั้งแต่วันที่ ๑ วันที่ ๒ พฤศจิกายน ด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องเข้าใจว่ามีร่างของไอลอว์ (iLaw) ของประชาชนเข้าชื่อกัน ๑๐๐,๐๐๐ คนรออยู่ ขณะนี้ตรวจสอบลายมือชื่อกันยังไม่เสร็จสิ้นเรียบร้อย ถ้าเสร็จเมื่อไรก็อยู่ที่ความกรุณา ของท่านประธานจะยกขึ้นพิจารณาพร้อมกันทั้งหมด ซึ่งขณะนี้ค้างอยู่ในสภา ๖ ฉบับ จะเอา ๖ ฉบับนี้ว่ากันไป หรือจะรอฉบับที่ ๗ ฉบับไอลอว์ (iLaw) ก็สุดแท้แต่ท่านประธาน ก็เป็น เรื่องที่ดำเนินการอยู่แล้ว ตอนที่รัฐบาลได้ขอเปิดสภาสมัยวิสามัญ รัฐบาลก็คิดอยู่เหมือนกันว่า ถ้าหากจะสามารถทำอย่างที่ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขออภัยเอ่ยนาม ท่านจุรินทร์ ได้เสนอไว้เมื่อเช้าว่าน่าจะเอาร่างรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ขณะนี้ของพรรคฝ่ายค้าน ๑ ฉบับ พรรคร่วมรัฐบาล ๑ ฉบับ แล้วก็พรรคฝ่ายค้านเสนอเป็นรายปลีก รายย่อย รายมาตรา อีก ๔ ฉบับ ๒ บวก ๔ รวมเป็น ๖ เข้ามาก็น่าจะทำได้ แต่รัฐบาลก็เกรงอยู่เหมือนกันว่า ถ้าเกิดยกขึ้นมาในตอนสมัยวิสามัญวันสองวันนี้เดี๋ยวจะเกิดปัญหาเรื่องของฉบับไอลอว์ (iLaw) อีกซึ่งยังไม่เสร็จ จะดึงมาเป็นฉบับที่ ๗ ทันทีก็ดึงไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่ได้พูด อะไรในส่วนของการที่จะยกเอาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาในสมัยวิสามัญนี้ แต่เปิดสภามา สมัยสามัญก็ต้องพิจารณากันแน่นอน แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้กราบเรียนท่านประธาน เมื่อสักครู่ไปแล้ว ขออนุญาตกราบเรียนซ้ำอีกสักนิดหนึ่งนะครับ ที่จริงก็ซ้ำซ้อนกันนั่นละ แต่ความเป็นจริงก็คืออย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีกราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อวันอังคารที่ ๖ ตุลาคมที่ผ่านมา นับจากวันนี้ถอยไป ๒๐ วัน ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เอามาเสกสรรปั้นแต่งพูดกัน ในวันนี้ พูดกันเมื่อ ๒๐ วันที่แล้วก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันอังคารที่ ๖ ตุลาคม ท่านนายกรัฐมนตรีได้เชิญหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และมีรัฐมนตรีอื่น ๆ อีกประมาณ ๑๐ ท่าน เข้ามา หารือกันก่อนประชุม ครม. ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในสภานั้นควรจะเดินหน้าต่อไปได้ โดยเร็ว ก็มีผู้เสนอเหมือนกันว่าแล้วทำอย่างไรถึงจะส่งสัญญาณไปถึงสมาชิกวุฒิสภาได้ ทำอย่างไรที่จะส่งสัญญาณไปถึงท่านสมาชิกพรรคฝ่ายค้านได้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็กล่าวว่า สัญญาณมันคงไปอยู่ดีละ แต่อยู่ดี ๆ จะไปบอก จะไปเรียก จะไปเชิญมา ก็คงไม่เหมาะสม ทั้งสิ้น แล้วที่จริงข่าวก็ออกไป หนังสือพิมพ์ก็ลงไปแล้วหลายฉบับว่าท่านนายกรัฐมนตรี ได้ส่งสัญญาณกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างไรในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้ขอให้ผมได้ทำไทม์ไลน์ (Timeline) หรือช่วงระยะเวลา สมมุติว่าเปิดสภาสมัยสามัญมา การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญจะเดินไปได้อย่างไร ผมก็เชิญฝ่ายกฎหมาย เชิญกฤษฎีกา เชิญหลายคนมาช่วยกันทำไทม์ไลน์ (Timeline) ตามกฎหมาย ส่วนเหตุแทรกซ้อน หรืออุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นนั้นเราไม่อาจคาดคิด ไทม์ไลน์ (Timeline) ของมัน ตารางเวลา ของมันก็คือว่าเมื่อสภาเปิดมาต้นเดือนพฤศจิกายน ร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องเข้าสภาวาระที่หนึ่ง เมื่อรับหลักการในวาระที่หนึ่งก็คงจะต้องตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณา ส่วนสภาจะใช้ กรรมาธิการเต็มสภาหรือไม่นั้นเป็นอำนาจของสภา แต่ถ้าเราว่ากันไปตามวิธีปฏิบัติที่ผ่านมา ก็คงจะตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นพิจารณา ผมได้กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่า กรรมาธิการนั้นจะต้องเป็นกรรมาธิการที่มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา เท่านั้น คณะรัฐมนตรีหรือคนนอกจะเข้าไปเป็นกรรมาธิการไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมรัฐสภาไม่อนุญาต