วิษณุ เครืองาม ชี้แจงว่ารัฐบาลได้พิจารณาและดำเนินการตามข้อเรียกร้องหลายประการ เช่น การเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญและการยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงแล้ว พร้อมทั้งอธิบายความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การตั้งกรรมาธิการ การจัดทำประชามติ และเงื่อนไขตามกฎหมาย โดยระบุว่ารัฐบาลยังไม่เข้าใจข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันอย่างชัดเจน และรอรับฟังการอภิปรายเพิ่มเติมต่อไป
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ กราบเรียนท่านประธานว่าในบรรดาข้อเรียกร้อง ๖-๗ ข้อที่เกี่ยวพันกับรัฐบาล และรัฐบาล อยู่ในวิสัยที่ต้องรับมาพิจารณา ก็ได้พิจารณาให้ไปเป็นจำนวนมาก อย่างเช่นข้อเสนอ ที่บอกว่าให้มีการเปิดสภาสมัยวิสามัญ ก็ได้เปิดแล้วเช่นในขณะนี้
ข้อเรียกร้องที่ได้เสนอว่าขอยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ก็ได้ยกเลิกแล้วหลังจากที่ประกาศใช้มาอยู่ ๗ วัน
ข้อเรียกร้องประการที่ ๓ ที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ก็อยู่ในระหว่างการพิจารณา ของสภา แล้วก็คงจะได้นำเข้ามาพิจารณากันเมื่อเปิดสภาสมัยสามัญ ในวันที่ ๑ พฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป ผมมาถึงขั้นตอนที่ได้กราบเรียนท่านประธานว่ารัฐบาลได้ขอให้ผมลองทำไทม์ไลน์ (Timeline) หรือตารางเวลาออกมาว่าถ้าจะเร่งให้เร็วที่สุดนั้น การพิจารณารัฐธรรมนูญจะเร่ง ได้อย่างไร คำตอบก็คือว่าถ้าหากท่านประธานนำเอาร่างของพรรคฝ่ายค้าน ๑ ฉบับ พรรคร่วมรัฐบาล ๑ ฉบับ รวมเป็น ๒ ฉบับ และที่พรรคฝ่ายค้านได้เสนอแก้ไขเป็นรายมาตรา อีก ๔ ฉบับ ๒ บวก ๔ รวมเป็น ๖ ฉบับมาพิจารณาก็สามารถพิจารณาได้เลยทันทีที่มีการเปิด สมัยสามัญในต้นเดือนพฤศจิกายน แต่ถ้าหากท่านประธานรัฐสภาเห็นว่าจำเป็นจะต้องรอ เอาร่างของไอลอว์ (iLaw) กับประชาชน ๑๐๐,๐๐๐ ชื่อนั้นมาพิจารณาด้วย ก็คงจะต้องรอ ไปจนกระทั่งถึงประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบลายมือชื่อ แต่เอาเถอะครับ ในที่สุดวาระที่หนึ่งก็คงจะเข้ามาสู่การพิจารณาได้ในเดือนพฤศจิกายน สมมุติว่าสภารับหลักการ ก็จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นพิจารณา ผมได้ยินเมื่อเช้า ที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านเสนอว่าอาจจะตั้งกรรมาธิการเต็มสภาก็ได้ ซึ่งก็เป็น ทางออกหนึ่งที่หากคิดว่าจะเร่งให้เร็วขึ้น แต่เรื่องอย่างนี้ไม่อยู่ในวิสัยที่รัฐบาลจะไปคาดคิดว่า มันจะเกิดขึ้น สมมุติว่ามันเดินไปโดยขั้นตอนปกติตามข้อบังคับการประชุมสภา ก็ต้องตั้งคณะกรรมาธิการ ขึ้นพิจารณาซึ่งมีจำนวนไม่เกิน ๔๕ คน ฝ่ายกฎหมายได้รายงานท่านนายกรัฐมนตรีว่า กรรมาธิการนี้จะประกอบด้วย ส.ส. และ ส.ว. เท่านั้น จะมีผู้แทนรัฐบาล จะมีคนนอกเข้ามา อยู่ในกรรมาธิการไม่ได้ สมมุติว่ากรรมาธิการพิจารณาโดยใช้ความรวดเร็ว เมื่อเสร็จ เรียบร้อยแล้วก็ต้องทิ้งไว้ ๑๕ วันตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เพราะฉะนั้นกว่าจะกลับ เข้ามาในสภาวาระที่สองและวาระที่สามได้ก็คงจะเป็นเดือนธันวาคม เชื่อว่าเร็วที่สุด ในเดือนธันวาคมการพิจารณาสามวาระก็น่าจะเสร็จสิ้นไปได้ แต่ในที่สุดก็ยังไม่สามารถ จะประกาศใช้ได้อยู่ดีเพราะเหตุว่าจะต้องนำเอาร่างนั้นไปออกเสียงประชามติ และการออกเสียงประชามตินั้นก็ไม่ใช่ว่านึกว่าจะออกก็ออก นึกว่าจะโหวต (Vote) ก็โหวต (Vote) จะต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการลงประชามติ คณะรัฐมนตรีได้รับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่ กกต. ได้ร่างแล้วส่งมาเมื่อเดือนที่แล้ว ส่งไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจ ได้รับทราบเมื่อเช้าว่าตรวจเสร็จสิ้นหมดทุกมาตราแล้ว แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้แจ้งต่อท่านประธานเมื่อสักครู่นี้แล้วว่าน่าจะส่งร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติเข้าสู่การพิจารณาของสภาได้ในสัปดาห์หน้า แล้วการพิจารณานั้น ก็ไม่ต้องพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรแล้วส่งไปยังวุฒิสภา แต่รัฐบาลจะขอให้พิจารณา ในที่ประชุมร่วมกันทั้งสองสภา โดยถือว่าเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูป ด้วยเหตุนี้ ก็จะเร่งรัดตัดขั้นตอนไปได้ สมมุติว่าสภาพิจารณาไปจนกระทั่งเสร็จสิ้นซึ่งไม่ทราบว่าเมื่อใด คงจะใช้เวลาในเดือนพฤศจิกายนคู่ขนานไปกับการพิจารณารัฐธรรมนูญนั่นละครับ สมมุติว่า ถ้าเสร็จลงได้ในเดือนธันวาคมหรือเดือนมกราคม ต่อจากนั้นก็จะต้องนำร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบแล้วนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งตามรัฐธรรมนูญทรงมีเวลาในการพิจารณา ๙๐ วัน ทั้งนี้ก็สุดแล้วแต่พระมหากรุณาธิคุณ ที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานลงพระปรมาภิไธยกลับลงมาเมื่อใด เมื่อกลับ ลงมาเมื่อใดก็จะต้องนำเอาร่างรัฐธรรมนูญที่เสร็จวาระที่สามแล้วทิ้งอยู่นั้นไปสู่การออกเสียง ประชามติ ส่วนจะใช้เวลาเท่าใดก็เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ในร่างรัฐบาลที่เสนอมานั้นเมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายประชามติ แล้วจะต้องมี การลงประชามติจะต้องออกเสียงภายใน ๙๐ วัน ทั้งหมดก็เป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้น แล้วในที่สุด การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะสำเร็จลุล่วง แต่ถ้าหากว่าจะต้องมี ส.ส.ร. ร่วมกันจริง แต่ ส.ส.ร. คนเดียวก็ยังไม่มีเพราะจะต้องไปดำเนินการเลือก ส.ส.ร. กันอีกต่อไป ส่วนจะเลือกอย่างไร ก็แล้วแต่คณะกรรมาธิการที่จะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ พิจารณาในวาระที่สอง กันต่อไป เพราะฉะนั้นข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอที่อยู่ระหว่างการเดินทางที่จะไปสู่จุดหมาย ปลายทางอยู่แล้ว ก็ยังเหลือข้อเสนออยู่ ๓ ข้อเท่านั้นที่ยังไม่ได้มีการดำเนินการ ๑. นายกรัฐมนตรีลาออก ๒. ยุบสภา ๓. ปฏิรูปสถาบัน การปฏิรูปสถาบันนั้นคืออะไร หมายความว่าอย่างไร รัฐบาลไม่ทราบ และไม่เข้าใจจริง ๆ ครับ ซึ่งก็อยากที่จะฟัง การอภิปรายของท่านสมาชิกรัฐสภาในส่วนนี้เหมือนกัน จะมีการยุบสภานั้นรัฐบาล ก็ได้พิจารณาเหมือนกัน แต่ก็มาใคร่ครวญว่าสภามีความผิดอะไรถึงจะต้องไปยุบสภา การยุบสภาแล้วปกติจะต้องเกิดความขัดแย้งอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้เห็น เรื่องอย่างนั้น แต่ถ้าเป็นความประสงค์ เป็นเจตนารมณ์ ท่านนายกรัฐมนตรีก็คงจะได้หารือ กับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วพิจารณาในเรื่องนั้นต่อไป ในส่วนของข้อเสนอที่ท่านนายกรัฐมนตรี ลาออก ฝ่ายกฎหมายก็ได้ทำข้อเสนอไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าถ้านายกรัฐมนตรีจะลาออก ก็จะต้องคิดต่อไปเหมือนกันว่าแล้วจะหานายกรัฐมนตรีคนใหม่มาจากขั้นตอนใด อย่างไร ซึ่งก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ อันยังไม่ได้แก้ไขในขณะนี้ เงื่อนไขประการหนึ่ง ที่ผูกไว้ในมาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง ก็คือว่านายกรัฐมนตรีนั้นจะต้องเป็นผู้ที่มาจากรายชื่อ ที่เสนอ และเสนอเอาไว้ตั้งแต่สมัยที่มีการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งขณะนี้ก็มีรายชื่ออยู่เพียง ๕ คน สมมุติว่าตัด พลเอก ประยุทธ์ออกไป ตัดคุณธนาธร ออกไป ขออภัยที่เอ่ยชื่อ สมมุติว่าถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะเหลืออยู่ ๕ คน ซึ่งผมจะไม่เอ่ยว่า มีใครบ้างใน ๕ คนนั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง ก็ผูกไว้อีกว่าคนที่จะเป็น นายกรัฐมนตรีนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งสองสภาที่มีอยู่ ในขณะนี้ เมื่อเช้าตอนเปิดประชุมท่านประธานรัฐสภาได้กรุณาแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า สภาแห่งนี้คือรัฐสภานั้น มีสมาชิกที่จะสามารถออกเสียงได้ในขณะนี้ ๗๓๒ คน ท่านประธาน ได้แจ้งว่ากึ่งหนึ่งคือ ๓๖๖ เสียง นั่นแปลว่าผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปโดยตัดชื่อ พลเอก ประยุทธ์ออกไปแล้ว จะต้องเป็นผู้ที่ได้คะแนนเสียง ๓๖๖ เสียง ซึ่งต่อให้สมาชิก วุฒิสภางดออกเสียงทั้งหมดดังที่หลายคนเรียกร้อง ก็จะต้องเป็นเรื่องที่ระดมหากันมาให้ได้ ๓๖๖ เสียง ถ้าหากว่าไม่ได้ ๓๖๖ เสียง ก็ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของทั้งสองสภา ซึ่งก็จะเป็น ข้อกฎหมายอยู่เหมือนกันว่าแล้วถ้าถึงทางตันตรงนั้นจะทำอย่างไรถ้าวุฒิสภาไม่ออกเสียงเลย แม้แต่เสียงเดียว หลายท่านอาจจะบอกว่า แล้วก็มีผู้เสนอแนะท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่า อย่างนั้นก็ต้องไปขอให้พรรคพลังประชารัฐช่วยกรุณาไปเทเสียงร่วมกับพรรคฝ่ายค้าน แล้วก็ ยกใครสักคนหนึ่งขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าเป็นไปได้ก็เดินไปในแนวอย่างนั้น แต่ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องที่คิด ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเองท่านก็ได้รับเสียงสนับสนุนอยู่เหมือนกันว่าอย่าออก ในสภานี้ก็มี นอกสภานี้ก็มี เพราะฉะนั้นออก ไม่ออก เป็นดุลยพินิจของท่านนายกรัฐมนตรี ที่ท่านจะพิจารณาต่อไป เหล่านี้คือการนำเอาข้อเสนอและทางเลือกทางออกที่ได้มีการพูด กันอยู่นั้นมาพิจารณาทั้งหมดทั้งสิ้น ส่วนข้อเสนอที่หลายท่านได้เสนอตั้งแต่เมื่อเช้ามา พรรคฝ่ายค้านก็เสนอ สมาชิกวุฒิสภาก็เสนอ สมาชิกพรรครัฐบาลก็เสนอ ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ปรารภกับท่านรองนายกรัฐมนตรีบางท่านเมื่อสักครู่ว่าก็เป็นข้อเสนอที่น่าใคร่ครวญ อยู่เหมือนกันคือการถามประชาชน แต่จะถามอย่างไร เพราะถ้าถามโดยการออกเสียง ประชามติ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๖ เขาก็บอกไว้ว่าห้ามออกเสียงประชามติในเรื่องของ ตัวบุคคล ถ้ามีกรรมวิธีในการที่จะตั้งคำถามที่แยบคายและแนบเนียน ก็เป็นเรื่องที่น่าจะ พิจารณาหากว่าเป็นข้อเสนอของรัฐสภา ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็คงจะนำเรียน ท่านประธานสภาในตอนท้ายของการประชุมว่าข้อเสนอนี้จะมีความเป็นไปได้หรือไม่ ประการใด ผมขออนุญาตใช้เวลาของรัฐบาลในช่วงนี้กราบเรียนท่านประธานเพียงดังนี้ครับ