ชวลิต อภิปรายรัฐบาลขาดความรอบคอบ ชี้ปัญหาการเมืองไม่ชอบธรรม

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๓

ชวลิต วิชยสุทธิ์ อภิปรายต่อญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๕ โดยวิพากษ์วิจารณ์ความจริงใจของรัฐบาลในการเปิดสภาสมัยวิสามัญ ชี้ว่าฝ่ายนิติบัญญัติต้องริเริ่มดำเนินการเองเนื่องจากฝ่ายรัฐบาลไม่สนใจ และเรียกร้องให้จัดประชุมปรึกษาหารือระหว่างตัวแทนรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ ส.ว. ก่อนจะมีการตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสภา ชวลิต วิชยสุทธิ์ หารือประเด็นปัญหาขบวนเสด็จที่รัฐบาลนำเสนอ โดยชี้ว่าปัญหานี้ละเอียดอ่อนและรัฐบาลขาดความรอบคอบ จึงไม่เห็นควรนำมาพิจารณาในที่ประชุมรัฐสภาเนื่องจากเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ ชวลิต วิชยสุทธิ์ ชี้ว่าหัวใจของปัญหาบ้านเมืองคือระบบการเมืองที่ไม่ชอบธรรมและรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย จึงเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อคืนอำนาจสู่ปวงชน และยืนยันว่าพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นศูนย์กลางของปัญหาที่ก่อให้เกิดการชุมนุมเรียกร้องของประชาชน ชวลิต

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครพนม

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป ของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ เพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมืองที่กำลังมีปัญหา การชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง และปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนที่กำลังเดือดร้อน อย่างแสนสาหัสอยู่ในขณะนี้ กระผมมีประเด็นที่จะอภิปรายให้ความเห็นต่อรัฐสภา จำนวน ๔ ประเด็น เพื่อเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล ดังนี้

ประเด็นแรก ความจริงใจ ความตั้งใจของรัฐบาลในการเปิดสภาสมัยวิสามัญ เพื่อร่วมกันหาทางออกให้กับบ้านเมือง ก่อนอื่นเลยกระผมต้องขอขอบคุณท่านประธาน รัฐสภาที่กรุณาเป็นห่วงสถานการณ์การชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง และเห็นว่า ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็น ๑ ใน ๓ เสาหลักตามระบอบประชาธิปไตยควรมีบทบาทในการให้ ความเห็น หาทางออกให้กับประเทศในปัญหาที่กำลังประสบอยู่ ท่านประธานรัฐสภากรุณา จัดให้มีการปรึกษาหารือ ประกอบด้วยตัวแทน ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ ส.ว. จากนั้น ท่านประธานได้กรุณามีหนังสือ ลงวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๓ กราบเรียนนายกรัฐมนตรี ส่งผล การปรึกษาหารือขอให้คณะรัฐมนตรีมีมติใน ๒ ประการ คือ ประการที่ ๑ ครม. ควรเห็นชอบ ในการตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสภาสมัยวิสามัญ ประการที่ ๒ ครม. ควรให้มีการรับฟังความคิดเห็นของ ส.ส. และ ส.ว. โดยให้มีการเปิด อภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ จะเห็นได้ว่าทั้ง ๒ ประการดังกล่าวริเริ่มโดย ฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ได้เริ่มจากฝ่ายรัฐบาล ถามว่ารัฐบาลมีความจริงใจหรือมีความตั้งใจหรือไม่ ที่จะขอเปิดสภาสมัยวิสามัญเอง เปล่าเลยครับ ที่ผ่านมาให้เรียกร้องเท่าไร อย่างไร รัฐบาล ก็ไม่สนใจ แล้วถ้ายังจำกันได้เมื่อเร็ว ๆ นี้เอง พรรคการเมืองฝ่ายค้านได้เรียกร้องขอให้รัฐบาล เปิดสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างการพิจารณาอยู่ ทั้งของ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และร่างของประชาชน เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ปัญหาการชุมนุม เรียกร้องประชาธิปไตย รัฐบาลก็ไม่สนใจ ต่อเมื่อสถานการณ์บีบคั้นจากทุกภาคส่วน จึงจำใจ ยอมเปิดสภาสมัยวิสามัญในวันนี้

ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นที่ ๒ ของการอภิปรายของกระผม เมื่อกระผมได้อ่านญัตติที่รัฐบาลได้นำเสนอใน ๓ ประเด็น เห็นได้ว่ามีประเด็นปัญหาสำคัญ

๑. คือปัญหาขบวนเสด็จ เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนยิ่ง ซึ่งกระผมเห็นว่า รัฐบาลขาดความรอบคอบ ขาดวุฒิภาวะอย่างยิ่ง ทั้งสุ่มเสี่ยงที่สมาชิกอาจอภิปรายขัดต่อ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา กระผมสบายใจขึ้นที่ท่านประธานได้เข้มงวดในเรื่องนี้ แล้วกระผมก็ยังเห็นว่าเป็นการไม่สมควรที่จะนำปัญหานี้มาพิจารณาในที่ประชุมรัฐสภา เพราะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเห็นว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทาง ปฏิบัติที่เป็น รปจ. อยากจะกล่าวให้ที่ประชุมได้เห็นพ้องต้องกันว่าเมื่อมีหมายกำหนดการ ขบวนเสด็จ รัฐบาลมีหน้าที่ถวายความปลอดภัยตามเส้นทางเสด็จอย่างเข้มงวดและเคร่งครัด โดยก่อนเสด็จพระราชดำเนินจะมีเวลาพอสมควรในการเคลียร์ (Clear) เส้นทางตลอด เส้นทางเสด็จให้เป็นที่เรียบร้อย ไม่มีสิ่งกีดขวาง ทั้งยานพาหนะและประชาชน ตลอดจนมี เจ้าหน้าที่ประจำอยู่ตามแยกทุกแยก มีรถนำขบวนล่วงหน้าและปิดท้ายขบวน ดังนั้น ต่อปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมืองอยู่ในขณะนี้ รัฐบาล โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลไม่อาจปฏิเสธ ความรับผิดชอบได้ หากมีประชาชนที่ดำเนินการในสิ่งที่ไม่สมควรเกิดขึ้นกับขบวนเสด็จ อย่างไรก็ตาม ต่อกรณีที่อาจมีการก้าวล่วงโดยไม่สมควรไม่ว่าในกรณีใด ทั้งในญัตติข้อ ๒ และในญัตติข้อ ๓ รัฐบาลซึ่งเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายก็ควรดำเนินการเป็นกรณี ๆ ไป ไม่ควรเหมารวมไปทั้งหมด เพราะผู้ชุมนุมทั้งหมดต้องการชุมนุมขอให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออก และแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ท่านประธานที่เคารพครับ ประการสำคัญในการพิจารณาดำเนินการกับผู้ที่มีความคิดเห็นก้าวล่วงโดยไม่สมควร ในอดีต มีการดำเนินการอยู่ ๒ แนวทาง คือ แนวทางแรกใช้หลักนิติศาสตร์ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามตัวบทกฎหมาย แนวทางที่ ๒ ใช้หลักรัฐศาสตร์และคุณธรรมของผู้ปกครองคือเมตตาและอภัย ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี เคยแถลงต่อสื่อมวลชนว่ามีพระราโชบายไม่ประสงค์ให้ดำเนินคดีตามมาตรา ๑๑๒ ซึ่งนับเป็นการใช้คุณธรรมขั้นสูงตามหลักศาสนาคือเมตตาและอภัย มาแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ในปัจจุบัน

ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นที่ ๓ เป็นประเด็นสำคัญยิ่งและเป็น สาเหตุของการชุมนุมเรียกร้องของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป กระผม เห็นว่าควรหาหัวใจของปัญหาแล้วแก้ที่สาเหตุของปัญหาถึงจะหาทางออกให้กับบ้านเมืองได้ กระผมเคยให้ความเห็นต่อสาธารณะไว้หลายครั้งว่าหัวใจของปัญหาบ้านเมืองในปัจจุบัน ก็คือระบบการเมืองที่ไม่ชอบธรรม ไม่ยุติธรรม มีการเอาเปรียบกันทางกติกาที่ไม่เป็นธรรม ส่งผลให้การเมืองไม่มีเสถียรภาพ ประเทศของเราขาดความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง จึงต้องแก้ ที่สาเหตุคือการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย อย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยระบบการเมืองที่ไม่ชอบธรรมดังกล่าว จึงทำให้ได้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยกติกาที่ผิดเพี้ยนไปจาก ระบอบประชาธิปไตยทำให้ประเทศขาดความเชื่อมั่น ส่งผลเสียหายทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง นำมาสู่การชุมนุมเรียกร้องของเยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่เรียกร้องอนาคตของเขาโดยขอให้นายกรัฐมนตรีลาออก อย่างไรก็ตาม จนถึงทุกวันนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านก็ยังไม่เชื่อว่าตัวท่านเป็นศูนย์กลาง ของปัญหาที่ก่อให้เกิดการชุมนุม ท่านยังถามกลับมายังผู้เรียกร้องว่าผมทำผิดอะไร ในฐานะ ที่ผมก็เรียกร้องให้ พลเอก ประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยคนหนึ่ง กระผมจึงขออาศัยเวทีรัฐสภาแห่งนี้ชี้ให้เห็นว่า พลเอก ประยุทธ์นั่นละเป็นศูนย์กลาง ของปัญหาประเทศ โดยมีเหตุผลประกอบโดยสรุป ดังนี้

ประการแรก ในทางการเมือง คำพูดของผู้นำ เมื่อพูดออกจากปากผู้พูดแล้ว คำพูดนั้นเป็นนายเรา ต้องรักษาคำพูดถึงจะได้รับความเชื่อถือว่าเป็นผู้นำที่ไม่ปลิ้นปล้อน ท่านประธานคงจะจำเนื้อเพลงท่อนสำคัญที่ พลเอก ประยุทธ์ได้ให้ทีมงานแต่งเพื่อสัญญา กับประชาชนว่า เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน ขณะนี้ พลเอก ประยุทธ์บริหาร ประเทศมา ๒ ช่วง เป็นเวลากว่า ๖ ปี ย่างเข้าปีที่ ๗ ด้วยระบบการเมืองที่ไม่ชอบธรรม เวลาที่เนิ่นนานดังกล่าวถ้าอยู่นานแล้วชาวบ้านอยู่ดีกินดี กินอิ่ม นอนอุ่น ก็อยากจะให้ ท่านอยู่สัก ๑๐ ปี ๒๐ ปี แต่นี่ท่านยิ่งอยู่ชาวบ้านยิ่งยากจน คนจนเต็มบ้านเต็มเมือง หนี้สิน เพิ่มพูน หนี้ครัวเรือนพุ่ง หนี้ประเทศมหาศาล โดยเฉพาะหนี้ของประเทศขณะนี้ ถ้านายกรัฐมนตรีท่านนี้ยังอยู่ ยังบริหารอยู่ ไม่ทราบว่าอีก ๑๐๐ ปี ลูกหลานที่มาชุมนุมกัน อยู่ในปัจจุบันนี้จะมาใช้หนี้หมดเมื่อไร

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ปัญหาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ถ้าจะอ้างว่า ที่เศรษฐกิจของประชาชนและประเทศย่ำแย่เพราะพิษโควิด (COVID) จึงมีปัญหาเศรษฐกิจ กันทั่วโลกนั้น ขอยืนยันด้วยคนหนึ่งว่าไม่เป็นความจริงทั้งหมด เหตุผลเชิงประจักษ์ก็คือ ทำไมใน ๑๐ ประเทศอาเซียน (ASEAN) ประเทศไทยจึงมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ต่ำที่สุด โดยอยู่ท้ายที่สุดใน ๑๐ ประเทศอาเซียน (ASEAN) มาหลายปีติดต่อกัน ทั้ง ๆ ที่ ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีกว่า มีทรัพยากรธรรมชาติทั้งในดินในน้ำที่อุดมสมบูรณ์กว่า ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งก็คือมหามิตร ของไทยอย่างญี่ปุ่นซึ่งเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก และเป็นมิตรประเทศที่ดีเยี่ยม ทั้งในระดับประชาชนกับประชาชน และระดับราชวงศ์ต่อราชวงศ์มาช้านาน ชาวญี่ปุ่น รักประเทศไทย รักคนไทย แต่ทำไมเขาจึงจำใจย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ของเรา ไม่ได้ย้ายไปไกลครับท่านประธาน ย้ายไปใกล้ ๆ เรานี่ ไปเวียดนาม ไปอินโดนีเซีย มาเลเซีย เป็นต้น ทำไมเขาทิ้งประเทศไทย เพราะเขาเห็นว่าประเทศไทย ณ ปัจจุบัน มองไม่เห็นอนาคตเพราะมีระบบการเมืองที่ไม่ชอบธรรม ส่งผลให้การเมืองไม่มีเสถียรภาพ ใครจะกล้ามาลงทุน เราจึงเห็นการปิดกิจการครั้งแล้วครั้งเล่า เห็นคนงานกอดคอกันร้องไห้ เมื่อตกงาน บัณฑิตจบใหม่ตกงานกันปีละนับแสนเป็นที่น่าเศร้าใจ จากเหตุผลโดยสังเขป ดังกล่าว จึงมีผู้มาชุมนุมเรียกร้องให้ พลเอก ประยุทธ์ลาออกเพิ่มขึ้น ๆ ท่านประธาน ที่เคารพครับ สถานการณ์ถึงจุดสูงสุดเมื่อมีการสลายการชุมนุมโดยใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง และน้ำนั้นผสมสารเคมี ซึ่งเป็นวิธีการที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ เกินกว่าจะดำเนินการกับเยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ซึ่งชุมนุมโดยสันติ ไม่มีอาวุธ มีแต่ร่ม สังคมจึงรับไม่ได้ ส่งผลให้มี จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมมากขึ้นเป็นทวีคูณและกระจายเป็นดอกเห็ดไปทั่วประเทศ ถ้าไม่หา ทางออกที่ดี ที่เหมาะสม และตรงจุด ประเทศก็จะยิ่งขาดความเชื่อมั่นไปมากกว่าเดิม ท่านประธานที่เคารพครับ สถานการณ์ปัจจุบันทางออกทางการเมืองที่ดีที่สุด ณ ขณะนี้คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรเสียสละลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เวลากว่า ๖ ปี พิสูจน์ได้แล้วว่าท่านอาจเหมาะสมกับการทำงานในช่วงเวลาหนึ่งซึ่งเป็นรอยต่อในระยะ เปลี่ยนผ่าน แต่ ณ เวลานี้ความเชื่อมั่นประเทศ ความเชื่อมั่นในตัวท่านนายกรัฐมนตรีลดลง ๆ จึงควรถึงเวลาที่ทำให้บ้านเมืองเข้าระบบที่ชอบธรรม ถึงจะนำพาประเทศออกจากปัญหาได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ในท้ายที่สุดของการอภิปรายเพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมือง ในวันนี้ ถ้าไม่ส่งผลให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตัดสินใจทางการเมืองด้วยการลาออก กระผมขอเสนอทางเลือกอีก ๒ ทาง คือ

๑. ถามประชาชน ถามอย่างไร กกต. มีมติให้เลือกนายก อบจ. ทั่วประเทศ ในวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๓ ก็ควรให้มีบัตรสอบถามประชาชนว่าประชาชนเห็นควรให้ พลเอก ประยุทธ์บริหารประเทศต่อหรือไม่ จะได้พิสูจน์กันจะ ๆ ว่าประชาชนต้องการให้ท่าน บริหารประเทศอยู่ต่อหรือไม่

๒. ในวันนี้กระผมต้องถามหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลว่าท่านจะกอดคอกัน จนเรือจมน้ำหมดทั้งลำด้วยกันหรือจะโดดออกจากเรือ เหมือนอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังลาออกอย่างกะทันหัน แล้วออกมาช่วยประชาชนเพื่อร่วมกันรักษาระบอบ ประชาธิปไตยไว้ ขอเรียนว่าประชาชนเฝ้าติดตามการอภิปรายในวันนี้อย่างใกล้ชิดว่า พรรคการเมืองแต่ละพรรคมีวิสัยทัศน์ สนใจทุกข์สุขประชาชนในระยะยาวด้วยระบบ คุณธรรม หรือสนใจยศ ลาภ วาสนาระยะสั้นที่ไม่ยั่งยืน ประชาชนรอพิสูจน์ติดตาม การถ่ายทอดทางทีวี (TV) อยู่อย่างใกล้ชิด

สำหรับประเด็นจุดยืนของพรรคเพื่อไทยที่เกี่ยวกับสถาบัน พรรคยึดมั่น การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ที่ปรากฏเป็น ลายลักษณ์อักษรอยู่ในข้อบังคับ ข้อ ๙ (๑) ซึ่งเป็นคัมภีร์ของพรรค และที่เป็นหลักฐาน เชิงประจักษ์ ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย แก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ตั้ง ส.ส.ร. ไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ หลักฐานเชิงประจักษ์นี้ก็จะชี้ให้เห็นว่านี่ละสิ่งที่ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยมีความยึดมั่นในสิ่งที่เป็นอุดมการณ์ของพรรคและอุดมการณ์ของชาติอย่างไร ขอกราบขอบพระคุณครับ