เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หารือสถานการณ์การเมืองภายหลังการชุมนุมของนักศึกษาที่เรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญและให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง โดยวิพากษ์การล่าช้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการตั้งกรรมาธิการศึกษาต่ออีก 30 วันว่าเป็นการถ่วงเวลา จนนำไปสู่ความไม่พอใจและเกิดการชุมนุมเรียกร้อง พร้อมเสนอให้รัฐบาลเปิดทางเจรจาอย่างสันติ หยุดใช้กฎหมายปราบปรามผู้ชุมนุม และยอมรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามเจตนารมณ์ของประชาชน เพื่อคลี่คลายวิกฤติทางการเมืองอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรีพิศุทธ์ พรรคเสรีรวมไทย ประเด็นที่ ผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานที่จะอภิปรายในวันนี้นะครับ ก็สืบเนื่องมาจากการที่ นักศึกษาได้ชุมนุมกันเรียกร้องให้คุณประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนกระทั่ง นำมาสู่การเปิดสภาสมัยวิสามัญในวันนี้นะครับ ประเด็นที่คณะรัฐมนตรีเสนอมายัง ท่านประธานที่จะพิจารณาในวันนี้ก็มีสาระ ๓ ประเด็นด้วยกัน ซึ่งผมจะขออนุญาตให้ ลูกพรรคของผมเป็นผู้อภิปราย ส่วนผมก็จะขออนุญาตอภิปรายเป็นกรอบกว้าง ๆ ดังนี้ เมื่อวันที่ ๒๓ วันที่ ๒๔ กันยายนที่ผ่านมา สภาได้มีการเปิดอภิปรายญัตติเพื่อแก้ไข รัฐธรรมนูญ ซึ่งฝ่ายรัฐบาลได้เสนอมา ๑ ญัตติ ฝ่ายค้าน ๕ ญัตติ รวม ๖ ญัตติด้วยกัน ในวันนั้นที่ผมอภิปราย ผมได้มีข้อเสนอต่อสภา ซึ่งหลายท่านอาจจะลืมไปแล้ว ๔ ข้อด้วยกัน
ข้อแรก คือคุณประยุทธ์จะต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเสียก่อน สาเหตุทำไมที่ผมจะต้องให้คุณประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีล่ะครับ ก็เพราะว่า ถ้าหากคุณประยุทธ์ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คงจะเป็นไป ได้ยาก
ข้อ ๒ ที่ผมเสนอไว้ก็คือว่าเมื่อคุณประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีแล้ว สภาก็จะต้องให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ ตามที่ได้มีการเสนอบัญชีรายชื่อไว้ และเมื่อได้บุคคล ที่สมควรจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว
ประการที่ ๓ ก็ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญไป โดยขอให้นำร่างของ ประชาชนซึ่งยื่นมาพร้อมรายชื่อ ๑๐๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อเป็นร่างในการที่จะแก้ไข และเมื่อแก้ไขเสร็จแล้วประการสุดท้ายก็ดำเนินการยุบสภา จัดให้มีการเลือกตั้งภายใต้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมเสนอไว้อย่างนี้นะครับ นอกจากนั้นผมยังให้คำแนะนำไปด้วยว่า อย่างไรผมก็เชื่อว่าคุณประยุทธ์ไม่ลาออกแน่ ๆ ผมจึงเรียกร้องให้คุณอนุทิน หัวหน้า พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีบัญชีรายชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี หรือคุณจุรินทร์ ถึงแม้จะไม่มีบัญชี รายชื่อ ก็ขอให้ลาออกเสีย จะสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาจนถึง บัดนี้ก็เป็นเวลา ๑ เดือนเต็ม ก็ไม่มีการได้รับการตอบสนองจากคุณประยุทธ์ ไม่มีการได้รับ การตอบสนองจากคุณอนุทิน คุณจุรินทร์ แต่อย่างใด แต่ในวันดังกล่าวแทนที่สภาแห่งนี้จะมี มติรับหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ได้เสนอไปทั้ง ๖ ญัตติ สภากลับยินยอมให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาการแก้รัฐธรรมนูญนี้ต่อไปอีก ๓๐ วัน ตรงนี้ก็เป็นเหตุให้นักศึกษามีการชุมนุมมากยิ่งขึ้น ถามว่าทำไม ใครก็รู้ ใครก็อ่านกฎหมาย เป็นว่าที่ยืดเวลาออกไป ๓๐ วันเพราะอะไร ผมก็ฟัง ๆ เขามา ก็มากราบเรียนท่านประธานว่า เขาคิดอย่างนี้ครับ เขาคิดว่าเมื่อยืดเวลาออกไป ๓๐ วัน จนกระทั่งสภาจะมาเปิดประชุม สมัยสามัญในวันที่ ๑ พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ๓๐ วัน พอสภาเปิดปุ๊บก็เอาญัตติแก้ไข รัฐธรรมนูญนี้เข้า สรุปแล้วก็คือว่าไม่ให้แก้ เพราะฝ่ายรัฐบาลมีเสียงมากกว่า มีเสียงสนับสนุน จากคณะรัฐมนตรี จากสมาชิกวุฒิสภาอีก ก็ไม่ยอมให้แก้ไขแน่ เพราะฉะนั้นญัตติที่ประชาชน เสนอเข้ามา ๑๐๐,๐๐๐ กว่าชื่อก็ต้องตกไปตามข้อบังคับ ที่ห้ามไม่ให้นำญัตติอันเดียวกันมา เสนอใหม่ในที่ประชุมเดียวกัน ก็ต้องไปเปิดสภาใหม่ประมาณกลางปีหน้าโน่นถึงจะสามารถ นำญัตติของประชาชนเข้ามาพิจารณาได้ เขาคิดอย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นจึงมีการชุมนุม เรียกร้องให้คุณประยุทธ์ลาออกมากยิ่งขึ้น เมื่อมีการชุมนุมมากเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ประมาณตีสี่ คุณประยุทธ์ก็ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง มีการจับกุม และดำเนินคดีผู้ชุมนุมหรือนักศึกษากันเป็นจำนวนมาก ฝ่ายค้านเองไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยท่านสมพงษ์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านทั้งหมด เข้าร่วมประชุมเพื่อหาทางที่จะเสนอต่อท่านประธานขอให้สภาเปิดสมัยวิสามัญเพื่อแก้ไข ปัญหานี้ให้กับพี่น้องประชาชน ให้กับนักศึกษา ในวันนี้ผมต้องขอกราบขออภัยท่านสมพงษ์ ด้วยว่าท่านเชิญมาแต่ผมไม่ได้ไป เหตุที่ผมไม่ได้ไปก็เพราะผมเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ก็สืบเนื่องมาจากฝ่ายรัฐบาล และสภาไม่ยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญนั่นละ แล้วฝ่ายค้านมีเสียง เท่าไร จะไปขอเปิดสภาสมัยวิสามัญก็ต้องไปเสียฝ่ายรัฐบาลอีก ถ้าเขาไม่ยอมอายเขาเปล่า ๆ ก็ปล่อยให้ฝ่ายรัฐบาลเขาเสนอเองก็หมดเรื่อง เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมไม่ได้ ไปประชุมนะครับ ผมต้องขอกราบขออภัยท่านสมพงษ์ไว้ ณ ขณะนี้นะครับ
ต่อมาท่านประธานเองก็เชิญประชุมหัวหน้าพรรคทุกพรรคทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลเพื่อหารือในเรื่องการเปิดวิสามัญในครั้งนี้ ผมก็ต้องกราบขออภัย ท่านประธานด้วย ผมก็ไม่ได้มา เพราะผมเห็นว่าไม่มีประโยชน์ในการที่จะมาเปิดประชุมสภา สมัยวิสามัญในครั้งนี้ ไม่มีประโยชน์ เพราะอะไร เพราะเราพูดกันทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล สมาชิกวุฒิสภา พูดไปข้างเดียว นิสิต นักศึกษา ฝ่ายผู้ชุมนุมเขาไม่ได้มีโอกาสมาแสดง ความคิดเห็นได้ผมจึงไม่ได้มาร่วมประชุมด้วย ต่อมาวันที่ ๒๑ ตุลาคมที่ผ่านมา คุณประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็ออกมาแถลงการณ์เพื่อให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย โดยการเรียกร้อง ให้ถอยคนละก้าวแล้วทุกคนต้องเคารพกฎหมาย ก็ดูดีแล้วนะครับ เหมือนกับ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านยอมถอยก้าวหนึ่ง แต่ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย รุ่งขึ้นวันที่ ๒๒ คุณประยุทธ์ก็มีหนังสือถึงท่านประธานรัฐสภาขอให้เปิดประชุมสมัยวิสามัญร่วมกัน ของรัฐสภา ซึ่งมีการประชุมในวันนี้และวันพรุ่งนี้ วันที่ ๒๖ และวันที่ ๒๗ ตุลาคม ซึ่งความจริงแล้ววันที่ ๑ พฤศจิกายน ก็จะมีการเปิดประชุมสมัยสามัญอยู่แล้ว มันใกล้ เหลือเกิน ทำไมจะต้องรีบเปิดประชุมสมัยสามัญด้วย สาระก็มี ๓ ประเด็นตามที่ทุกท่าน ทราบแล้ว แล้วเวลาที่แบ่งกันก็แบ่งให้ฝ่ายค้าน ๘ ชั่วโมง รัฐบาล ๕ ชั่วโมง คณะรัฐมนตรี ๕ ชั่วโมง สมาชิกวุฒิสภา ๕ ชั่วโมง ของท่านประธาน ๒ ชั่วโมง ดู ๆ แบ่งกันมันก็ดี เหมือนกับเป็นธรรมนะครับ แต่ถ้าพิจารณาให้รอบคอบ ความคิดความเห็นของรัฐบาลก็ดี คณะรัฐมนตรีก็ดี ฝ่ายค้านก็ดี ฝ่ายรัฐบาลก็ดี ส.ว. ก็ดี หรือแม้กระทั่งทางสภา ผมก็คิดว่า มันไปในทิศทางเดียวกันหมด ตรงข้ามกับฝ่ายค้าน เพราะฉะนั้นการแถลงความคิดเห็น ในที่ประชุมสภาในครั้งนี้ก็จะกลายเป็นฝ่ายหนึ่ง ๑๗ ชั่วโมง อีกฝ่ายหนึ่ง ๘ ชั่วโมง ดูแล้ว ท่านประธาน การเปิดสภาครั้งนี้จะเป็นเวทีให้รัฐบาลเข้ามาแก้ตัวมากกว่าการที่จะมุ่งเข้ามา แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ผมคิดว่าไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย แล้วอย่างที่บอกไว้ เราก็ พูดกันไปพูดกันมา ๒ วันจบนะครับ แล้วอะไร นักศึกษาทำอะไร เขาไม่มีโอกาสมาฟัง ฟังอยู่ นอกสภาโน่น มีโอกาสพูดไหม ไม่มีโอกาสพูด มีโอกาสแสดงความคิดเห็นไหม ไม่มีนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะกลายเป็นว่าสภาเรากับคณะรัฐมนตรีคิดทำฝ่ายเดียว จึงไม่ได้ข้อยุติ หรอกครับ เสียเวลาเปล่า ๆ เสียเงินจำนวนมหาศาล เสียอย่างไรครับ การประชุมรัฐสภา ๒ วัน วันนี้กับพรุ่งนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งสมาชิกวุฒิสภาด้วย มี ๗๕๐ คน เอากลม ๆ นะครับ ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ต่างจังหวัดสัก ๕๐๐ คน ๕๐๐ คนนี้จะต้องขึ้นเครื่องบินมา ไปกลับเสียค่าที่พัก เสียค่ารถแท็กซี่จากสนามบินมายังสภา สภาต้องจัดอาหารเลี้ยงวันละ ๓ มื้อ ๒ วันเต็ม เป็นเงินมหาศาลนะครับ แล้วไม่ได้ข้อยุติผมว่ามันเสียเวลาเปล่า ๆ นะครับ แล้วประเทศไทยเรายิ่งเงินทองไม่พอใช้อยู่แล้ว เอาเงินไปใช้ให้เป็นประโยชน์ดีกว่าที่จะมาให้ รัฐบาลฟอกตัวแก้ตัวไม่ดีกว่าหรือครับ อีกไม่กี่วันก็จะเปิดประชุมสภาสมัยสามัญแล้ว อยากจะแก้ตัวก็แก้กันไปในตอนนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราควรจะใช้สันติวิธี มาเจรจากันเพื่อให้ได้ข้อยุติดีกว่า ก็ตั้งคณะทำงานร่วมกันสิครับ รัฐบาลกับนักศึกษา จะตั้ง กี่คนก็แล้วแต่ ตกลงกัน มาเจรจากัน คุยกันให้จบว่าจะเป็นอย่างไรดี จะยุติอย่างไร เพื่อให้ บ้านเมืองสงบเรียบร้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องมีจิตใจเป็นธรรม เสียสละ เพื่อให้บ้านเมืองเดิน ไปได้ด้วยดี
ท่านประธานครับ วันที่คุณประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีแถลงการณ์ในวันดังกล่าว ก็ใช้เวลาพอสมควร ผมก็สกัดประเด็นออกมาได้ ๒ ประเด็น ก็คือคุณประยุทธ์ขอให้ถอย คนละก้าว ๑. ถอยคนละก้าว ๒. ต้องเคารพกฎหมาย ผมก็ติดตามดูคำว่าถอยคนละก้าว ของคุณประยุทธ์หมายถึงอะไร ผมก็สรุปอย่างนี้ว่าจะถูกหรือผิดก็ขออภัยด้วยนะครับ ถอยคนละก้าวของคุณประยุทธ์ก็หมายความว่ายกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ยกเลิก ประกาศให้ ปล่อยแกนนำให้ เปิดสภาสมัยวิสามัญให้ ๓ ประการนี้ผมสกัดออกมาอย่างนี้ แล้วจะให้นักศึกษาเขาถอยอย่างไรคุณประยุทธ์ไม่ได้บอก จะให้เขาหยุดชุมนุมหรือ คุณประยุทธ์ก็ไม่ได้พูด เพราะฉะนั้นก็คาราคาซังอยู่อย่างนี้นะครับ มันถอยอย่างไร
๒. ต้องเคารพกฎหมาย นักศึกษาต้องหยุดชุมนุม ห้ามกระทำผิดกฎหมาย ฝ่าฝืนประกาศคำสั่งของรัฐบาล นี่ละครับถอย นี่ถอยของคุณประยุทธ์ ใครจะรับได้ครับ คุณประยุทธ์เดินมา ๖ ปีเต็ม นี่ย่างเข้าปีที่ ๗ แล้วนะครับท่านประธาน เดินมาแสนก้าว ล้านก้าวแล้ว ถอยไป ๑ ก้าว มันจะถอยไปแค่ไหน ๑ ก้าว มันก็นิดเดียวเท่านั้นใช่ไหมครับ ถอยไป ๑ ก้าว แล้วยังเหลืออีกกี่ก้าวครับ มันถูกต้องเป็นธรรมแล้วหรือที่จะใช้วิธีการ เพียงแค่นี้เพื่อจะยุติปัญหา แล้วจะยุติปัญหาได้อย่างไร ถ้าท่านประธานมีใจเป็นธรรม ผมคิดว่าท่านประธานก็คิดได้เช่นเดียวกับผมนะครับ
เอาอย่างนี้สิครับท่านประธาน ผมฝากเรียนผ่านไปท่านนายกรัฐมนตรีด้วย สมมุติว่า สมมุตินะครับ ผมสมมุติ รัฐบาลถอยไปอยู่ในสถานภาพก่อน ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ก่อนยึดอำนาจโน่น ตอนนั้นคุณประยุทธ์ก็ยังเป็นผู้บัญชาการทหารบกอยู่ ผมก็ยังไม่ได้เป็น หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ก็ยังเป็นอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถอยไปตอนโน้น เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น ไม่มีนายกรัฐมนตรีขณะนี้ คณะรัฐมนตรี ขณะนี้ ไม่มีสภาที่นั่งอยู่ ไม่มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่มี ส.ส. ส.ว. สมมุตินะครับ แล้วก็ เลือกตั้งใหม่ ตอนนั้นอยู่ภายในปี ๒๕๕๗ ผมขออนุญาตใช้เวลาของผมนะครับ เลือกตั้งใหม่ ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถ้าเลือกปี ๒๕๕๐ พรรคเสรีรวมไทยก็ยังไม่มี ยังไม่เกิด พรรคก้าวไกล พรรคใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่มี ยุบทิ้งไปให้หมด แล้วไปเลือกตั้งกัน ผมโอเค (OK) นะครับ คุณประยุทธ์โอเค (OK) ไหม แต่มันเป็นไปไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ยังไม่ได้แก้ ยังมีอยู่ แล้วจะเอาอย่างไรครับ ถ้าคิดไม่ออกผมก็คิดมาแล้ว ก็เสนอ อย่างนี้ครับ การที่รัฐบาลบอกว่าถอยคนละก้าว คือก้าวแรกอย่างนี้ครับ ให้รัฐบาลถอย ๑ ก้าวก่อน ถอยอย่างไรครับ ก็ยอมให้แก้รัฐธรรมนูญโดยนำร่างของประชาชนมาเป็นหลัก ในการพิจารณา แก้ไขกันไป แต่ที่ผมจะขอนักศึกษาทั้งหลายทั้งปวง ก็ในเมื่อรัฐบาลเขายอม ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วนักศึกษาถอยได้ไหม โดยแก้ให้หมดตามที่เสนอ ยกเว้นเรื่อง การปฏิรูปสถาบันเท่านั้น ก็ฝากทั้งรัฐบาล ฝากทั้งนักศึกษาลองไปคิดกันดูนะครับ
ส่วนก้าวที่ ๒ ผมก็กราบเรียนด้วยความจริงแล้วก็อย่างชัดเจนว่าแม้จะยอมให้ แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างที่ผมกราบเรียนมาเมื่อสักครู่นี้ก็จริง แต่หากคุณประยุทธ์ยังยืนทะมึน อยู่เบื้องหลังท่านว่าจะแก้ได้ไหมครับ ผมว่าไม่มีทาง เพราะคุณประยุทธ์ก็ยังคุมคณะรัฐมนตรีอยู่ คุมพรรคฝ่ายรัฐบาลอยู่ คุม ส.ว. อยู่ มันจะไม่มีทางแก้ไขปัญหาได้หรอกครับ เพราะฉะนั้น คุณประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีตามระบอบประชาธิปไตยเขาเป็นได้แค่ ๔ ปี แล้วก็ต้องเลือกตั้งใหม่ แล้วส่วนใหญ่ก็จะอยู่ไม่ครบ ๔ ปีด้วย แต่คุณประยุทธ์เป็นมา ๖ ปีเต็มแล้ว ขึ้นปีที่ ๗ แล้ว คุณรู้จักพอได้ไหม อิ่มหรือยังกับการเป็น นายกรัฐมนตรี ยังไม่อิ่มอีกหรืออำนาจนี้ ถ้าคุณรู้จักพอคุณต้องเสียสละ ต้องลาออก อย่าเสพติดอำนาจ บ้านเมืองมันจะได้สงบเรียบร้อยยิ่งขึ้น ถ้าคุณประยุทธ์ลาออก นักศึกษา เอาไหม หยุดชุมนุม เอากันแฟร์ ๆ (Fair) อย่างนี้นะครับ ผมแถมไปด้วย คุณประยุทธ์ลาออก ใช่ไหม สภายังอยู่ ผมลาออกด้วยอีกคนก็ได้ เอาไหมคุณประยุทธ์ ผมเสนอมาอย่างนี้ มันก็จะเวียนกลับมาสู่ข้อเสนอเดิมของผม ๔ ข้อที่เรียกร้องให้คุณประยุทธ์ลาออก ให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรดำรงนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ แก้ไขรัฐธรรมนูญ และนำร่างของประชาชนมาพิจารณา แล้วก็ยุบสภาจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ตอนนี้ คุณประยุทธ์พร้อมจะลาออกไหมครับ ถ้าลาออกเราก็จะเดินหน้าประเทศเราไปได้ ถ้าคุณประยุทธ์ไม่ลาออก คุณอนุทินล่ะครับ คุณจุรินทร์ยังนั่งอยู่หรือเปล่า ลาออกกันเสีย วันนี้เลย เดี๋ยวผมจะให้คนไปยื่นหนังสือให้ เอาไหม บ้านเมืองจะได้สงบสุข จะได้ไปได้ เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ ส.ส. ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลได้ศึกษาสุนทรพจน์ สุนทรพจน์ ของใคร ของอดีตประธานาธิบดีแห่งแอฟริกาใต้ นายเนลสัน แมนเดลา ซึ่งผมเคยเสนอไว้ ในการอภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญครั้งที่แล้ว เขาพูดไว้อย่างนี้ครับ คุณจะไม่รู้สึกว่าเผด็จการนั้น เลวร้าย ตราบเท่าที่คุณอยู่ฝ่ายเดียวกับผู้มีอำนาจ ขอย้ำอีกทีนะครับ คุณจะไม่รู้สึกว่า เผด็จการนั้นเลวร้าย ตราบเท่าที่คุณอยู่ฝ่ายเดียวกับผู้มีอำนาจ เป็นอย่างไรครับ ต้องเข้าใจ สิครับ เข้าใจง่าย ๆ ฝ่ายรัฐบาลเองมีอำนาจในการบริหารประเทศ ผมกราบขออภัยนะครับ มีผลประโยชน์ กินอิ่มนอนหลับ ก็เลยมีความรู้สึกว่าคุณประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี ที่เหมาะสมแล้วนะครับ เหมาะสมที่สุด ไม่มีใครอีกแล้วที่จะมาแทนคุณประยุทธ์ได้ ต้องคุณประยุทธ์เท่านั้น ท่านสมาชิกวุฒิสภาก็เหมือนครับ ท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภามาอย่างไร ท่านก็ทราบดี ท่านได้สิทธิเท่ากับผมซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกประการ แต่ท่าน ไม่ต้องลงทุนเหนื่อยยากอย่างผม ผมต้องลงทุนหาเสียง ต้องเดินไปกราบไหว้ประชาชน ต้องใช้เงินจัดทำป้ายโฆษณาหาเสียง แผ่นพับต่าง ๆ ทำอะไรมากมายนะครับ