จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ย้ำจุดยืนสนับสนุนการประชุมวิสามัญเพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและหลักประชาธิปไตย โดยเน้นบทบาทของรัฐสภาในการแก้ปัญหาประเทศอย่างสันติ พร้อมยืนยันความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เสนอให้มีการตั้ง ส.ส.ร. จากการเลือกตั้งประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยไม่แตะต้องหมวด ๑ และหมวด ๒ พร้อมเรียกร้องให้พิจารณาร่างทันทีโดยไม่ยื้อเวลา และเสนอให้ตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ระดับชาติและคณะกรรมการร่วมจากทุกฝ่ายเพื่อถอยคนละก้าวผ่านการพูดคุยสร้างสรรค์ คลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองและสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นขออนุญาตกราบเรียนกับ ท่านประธานว่าผมจะขอใช้เวลาการอภิปรายในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์โดยไม่ไป รบกวนเวลาของฝ่ายอื่น ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าทั้งกระผม และพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้หนึ่ง และพรรคการเมืองหนึ่งที่เห็นด้วยกับการที่จะให้รัฐบาล เป็นเจ้าภาพขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ และเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะได้เป็นเจ้าภาพ ในการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามมาตรา ๑๖๕ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ เหตุว่าทั้งหมดนี้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ชอบตามรัฐธรรมนูญ และเป็นวิถีทางประชาธิปไตย อารยะที่ทุกประเทศในโลกประชาธิปไตยเขาก็ทำกัน ที่สำคัญก็คือเพื่อจะได้ให้รัฐสภาได้เป็น เวทีในการหาทางออกให้กับประเทศ เพราะฉะนั้นการเปิดรัฐสภาเที่ยวนี้เพื่อพิจารณา มาตรา ๑๖๕ ตามข้อเสนอของรัฐบาลนั้นจึงมีวัตถุประสงค์สำคัญในการที่จะหาทางออก อย่างสร้างสรรค์ และไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการสร้างเวทีโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่มีเป้าหมาย สำคัญเพื่อให้รัฐสภาได้เป็นที่พึ่ง เป็นเวทีสำหรับสะท้อนความคิดเห็น และเป็นเวทีในการแสวงหาทางออกให้กับประเทศ ร่วมกันให้ได้อย่างแท้จริง และเพื่อพิสูจน์ว่าเราเชื่อมั่นในระบบรัฐสภาได้ เพราะว่าการใช้ เวทีอื่นอาจจะก่อให้เกิดความสุ่มเสี่ยงนำไปสู่การใช้ความรุนแรง หรืออาจจะนำไปสู่ทางออก นอกระบบที่สังคมประชาธิปไตยไม่ต้องการได้ ผมเชื่อว่าสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น ในการประชุมตลอด ๒ วัน คือวันนี้กับวันพรุ่งนี้นั้น ประชาชนต้องการเห็นการอภิปราย ที่สร้างสรรค์ ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความจริงใจ และที่สำคัญ เหมือนกับที่ท่านประธานรัฐสภา ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านั้น คือต้องเป็นการอภิปรายที่ไม่ซ้ำเติมสถานการณ์ สิ่งที่ประชาชน อยากเห็นเพิ่มเติมไปจากนี้ก็คือการที่อยากเห็นรัฐสภาแห่งนี้ได้ร่วมกันเสนอทางออกที่เป็น รูปธรรมให้กับประเทศ อันเป็นทางออกที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับได้ร่วมกันของทุกฝ่าย ผมขออนุญาตกราบเรียนจุดยืนของกระผม และจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่กระผม สังกัดว่า
ประการที่ ๑ พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนชัดเจนในการยึดมั่นในการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเรามีจุดยืนชัดเจนที่จะ เทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะนี่คืออุดมการณ์ของ พรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่เราเริ่มก่อตั้งพรรคมาตั้งแต่ปี ๒๔๘๙ และยังยึดมั่นเสมอมา จนกระทั่งถึงวันนี้ไม่เปลี่ยนแปลง ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือว่าการที่เราได้มีจุดยืนชัดเจน อย่างที่กราบเรียนกับท่านประธานเมื่อสักครู่นั้น คือการทำหน้าที่ในฐานะปวงชนชาวไทย ที่ระบุไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๐ (๑) ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรานี้ได้พูดถึงหน้าที่ ของปวงชนชาวไทยไว้ว่า บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
จุดยืนประการที่ ๒ ก็คือพวกกระผมสนับสนุนการใช้แนวทางสันติ ในการแก้ไขปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใด
และประการที่ ๓ ที่สำคัญเช่นเดียวกันก็คือว่าทุกฝ่ายจะต้องช่วยกัน ลดเงื่อนไขที่เป็นเงื่อนปมแห่งความขัดแย้ง หรือที่สังคมเรากำลังดูเหมือนจะพูดเห็นคล้อยไป ในทางเดียวกันว่าทุกฝ่ายต้องช่วยกันชักฟืนออกจากกองไฟไม่ให้ลุกลามเพิ่มเติมต่อไป โดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเร่งเปิดสภาสมัยวิสามัญ และการพิจารณาญัตติ การอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามที่รัฐบาลเสนอตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ที่ต้องถือ โอกาสนี้ขอบคุณรัฐบาลและทุกฝ่ายที่ได้ร่วมกันสนองตอบต่อความเห็นและข้อเสนอนี้ จนนำมาสู่การประชุมในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสวงหาทางออกที่เป็นรูปธรรม ประการหนึ่งในสถานการณ์นี้ก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น ซึ่งกระผมและพรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนชัดเจนแต่ต้น เพราะอย่างน้อยที่สุดการแก้ไข รัฐธรรมนูญถือเป็นเงื่อนไข ๑ ใน ๓ ข้อก่อนตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล ต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่ได้รับเงื่อนไขนี้ และกรุณาบรรจุการแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและได้เสนอต่อรัฐสภาไปแล้ว จนกระทั่งมาถึง วันนี้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลก็ได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ การพิจารณาของรัฐสภาแล้ว โดยมีเนื้อหาสำคัญในการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ให้มีการตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมามาจากการเลือกตั้งจากประชาชน และมีเงื่อนไขสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือว่าการแก้ รัฐธรรมนูญเที่ยวนี้จะต้องไม่แตะหมวด ๑ กับหมวด ๒ ที่ต้องไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ ก็เพราะว่าทั้ง ๒ หมวดมีความสำคัญยิ่ง
หมวด ๑ ก็คือหมวดที่ว่าด้วยรูปแบบของรัฐและรูปแบบการปกครองของ ประเทศ ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันเดียวแบ่งแยกมิได้ และระบุ ไว้ชัดเจนว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข
สำหรับหมวด ๒ ที่เป็นเงื่อนไขว่าจะต้องไม่แตะต้องก็คือเป็นหมวดที่ว่าด้วย สถาบันพระมหากษัตริย์ นี่คือร่างของพรรคร่วมรัฐบาลที่ได้เสนอเข้าสู่การพิจารณา ของสภาแล้ว อย่างไรก็ตามในช่วงที่มีการพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณา ก่อนรับหลักการนั้น พรรคประชาธิปัตย์ลงมติไม่เห็นด้วย ที่ไม่เห็นด้วยเพราะไม่ประสงค์จะให้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นยืดเยื้อต่อไป และต้องการเห็นการแก้รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นโดยเร็ว เพราะถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่เสนอต่อรัฐสภาไปแล้ว อย่างไรก็ตามถัดจากนี้ไป สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์และกระผมมีความเห็นในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คือว่าควรจะได้ มีการนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการในทันที ที่ทำได้ ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือว่าไม่ควรจะมีเงื่อนไขใด ๆ เพิ่มเติมนำไปสู่การทำให้เกิด ความเข้าใจจากสังคมว่าเป็นการยื้อเวลาอีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำประชามติ ก่อนรับหลักการหรือเงื่อนไขอื่นใด เพราะในเรื่องการทำประชามตินั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุไว้ชัดเจนว่าถ้าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ให้ทำประชามติหลังจากรัฐธรรมนูญผ่านรัฐสภาและก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ เท่านั้น ซึ่งมีความชัดเจนในตัวของมันอยู่แล้วว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปทำประชามติ เพิ่มเติมอีกก่อนรับหลักการในวาระที่หนึ่ง และทำให้สังคมเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ว่า ต้องการยื้อเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเพื่อให้การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่หนึ่ง เป็นไปด้วยความราบรื่น ผมขออนุญาตท่านประธานตรงนี้เสนอขอให้วิป (Whip) ๓ ฝ่าย ซึ่งประกอบด้วยทั้งวิป (Whip) รัฐบาล วิป (Whip) ฝ่ายค้าน และวิป (Whip) วุฒิสภา ได้หาคำตอบร่วมกันว่าเราจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยพิจารณาเฉพาะ ๖ ร่างที่มี การบรรจุอยู่ในวาระปัจจุบันไปก่อน หรือจะรอร่างของไอลอว์ (iLaw) ที่เป็นร่างที่ได้ชื่อว่า เป็นของภาคประชาชน เพราะการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างทางเลือก ๑ กับทางเลือก ๒ นั้นมีนัยสำคัญ ถ้าสมมุติว่าเราตัดสินใจพิจารณา ๖ ร่างที่บรรจุวาระไปก่อน ก็อาจจะถูกข้อกล่าวหาได้ว่ามีวัตถุประสงค์ต้องการทิ้งร่างของภาคประชาชนคือไอลอว์ (iLaw) หรือไม่ หรือถ้าเรารอให้ร่างของไอลอว์ (iLaw) บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมเสียก่อนโดยยัง ไม่พิจารณา ๖ ร่าง ก็จะต้องรอไปอย่างน้อยก็หลังวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน เพราะต้องรอ ขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบรายชื่อ ซึ่งก็อาจจะถูกครหาได้เช่นกันว่ารอไปเพื่อซื้อเวลาอีก หรือไม่ ตรงนี้จึงเป็นโจทย์ที่ผมคิดว่าวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ควรจะได้ร่วมกันหาทางออกเพื่อทำให้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สามต่อไปนั้นเป็นไปด้วยความราบรื่น ต่อไป
สำหรับการเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติในมาตรา ๑๖๕ วันนี้นั้น กระผมมี ความเห็นเพิ่มเติมว่าควรจะได้มีการหาข้อยุติ และมีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมเพื่อนำไปสู่การหา ทางออกของประเทศร่วมกัน นั่นก็คือว่าผมประสงค์จะเห็นที่ประชุมรัฐสภาได้มีการตั้ง กรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ซึ่งอาจจะลงนามโดยประธานรัฐสภา เพราะในอดีตก็เคยมีตัวแบบ ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นมาแล้วในปี ๒๕๕๒ ตัวแบบที่ว่านั้นก็คือในยุคนั้นได้มีการหารือร่วมกัน ระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และผู้นำทางสังคม กระทั่งนำมาสู่ความเห็นร่วมกันว่า ควรจะได้มีการตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งที่มีชื่อสั้น ๆ ว่า คณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปและการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือจะเรียกย่อ ๆ ว่า คณะกรรมการ สมานฉันท์ก็ได้ โดยมอบให้ประธานรัฐสภาได้เป็นเจ้าภาพ เป็นผู้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการ ระดับชาติชุดนี้ขึ้นมา ประกอบด้วยทั้งผู้แทนฝ่ายรัฐบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรต่าง ๆ ทำหน้าที่ในการแสวงหาแนวทาง สร้างความสมานฉันท์ในบ้านเมืองให้เกิดขึ้นให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ข้อเสนอของกระผมวันนี้ ก็คือให้มีการตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยถือหลัก ๓ ข้อ
ข้อ ๑ ก็คือว่าสำหรับองค์ประกอบนั้นอย่างน้อยควรจะประกอบด้วย ผู้เกี่ยวข้องทั้งในและนอกสภา ไม่น้อยกว่า ๗ ฝ่าย ประกอบด้วย
๑. ผู้แทนของรัฐบาล
๒. ผู้แทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาล
๓. ผู้แทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายค้าน
๔. ผู้แทนวุฒิสมาชิก
๕. ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม
๖. ฝ่ายที่เห็นต่างกับผู้ชุมนุม
๗. ฝ่ายอื่น ๆ เช่น อาจจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ หรืออื่นใดที่เห็นสมควร เป็นต้น
หลักข้อที่ ๒ ก็คือให้คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ในการแสวงหาคำตอบที่เป็น ทางออกที่เป็นรูปธรรมให้กับประเทศ อะไรที่เห็นพ้องต้องกันได้ก็ให้ผู้ที่มีหน้าที่รับข้อสรุป ที่เห็นพ้องนั้นไปดำเนินการในทันทีโดยไม่ชักช้า ซึ่งผมก็คาดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ น่าจะเป็นประเด็นหนึ่งที่เห็นพ้องต้องกันได้
ประการที่ ๒ ส่วนอะไรก็ตามที่ยังมีความเห็นที่ต่างกันอยู่ก็แขวนไว้ก่อน แล้วก็เร่งหารือร่วมกันเพื่อหาจุดร่วมที่อาจจะยังมีประเด็นเพิ่มเติมที่เห็นตรงกันได้ต่อไป โดยเน้นรูปแบบของการจับเข่าคุยกันอย่างสร้างสรรค์ อะไรที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถอยได้ก็อาจจะ ต้องถอยคนละก้าว หรือคนละ ๒ ก้าวอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เสนอความเห็นไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้สามารถดำรงเป้าหมายที่จะมุ่งหาคำตอบและทางออกให้กับประเทศ ด้วยความปรารถนาดีให้กับบ้านเมืองให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
หลักข้อที่ ๓ ก็คือขอให้ดำเนินการด้วยความรวดเร็ว ผมหวังว่าที่ประชุมนี้ จะได้กรุณารับข้อเสนอของผมไปพิจารณาและไตร่ตรองอย่างรอบคอบจริงจังต่อไป และเพื่อให้ข้อเสนอนี้เป็นจริงได้ ก็ขอเรียกร้องให้วิป (Whip) ทั้ง ๓ ฝ่ายอีกครั้งหนึ่งครับ เพราะท่านคือตัวแทนของพวกเราที่เป็นสมาชิกรัฐสภาได้หารือกัน ทั้งวิป (Whip) รัฐบาล วิป (Whip) ฝ่ายค้าน และวิป (Whip) วุฒิสภา ซึ่งสำหรับพรรคประชาธิปัตย์นั้นผมได้ มอบหมายให้วิป (Whip) ของพรรคได้รับความเห็นนี้ไปหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลและผู้ที่ เกี่ยวข้องมาระดับหนึ่งแล้ว ส่วนผลการหารือหรือรูปแบบของคณะกรรมการจะตั้งชื่อว่า อย่างไร จะแตกต่างไปจากที่ผมเสนอเมื่อสักครู่มากน้อยแค่ไหน อย่างไร ผมไม่ติดใจ แล้วก็ ยินดีที่จะให้การสนับสนุน เพียงเพื่อให้เราได้มีคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งร่วมกันแสวงหา ทางออกให้กับประเทศ ซึ่งหากทำได้ ผมหวังว่าอย่างน้อยที่สุดสถานการณ์บ้านเมืองก็จะ คลี่คลายไปได้ระดับหนึ่งแม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม เพราะว่าบางเรื่อง บางประเด็นผมทราบดีว่า อาจจะต้องใช้เวลาและต้องใช้ความจริงใจต่อกัน ที่สำคัญต้องตกผลึกร่วมกันจึงจะสามารถ นำไปสู่การได้คำตอบที่เห็นพ้องต้องกันได้ และที่สำคัญเราประสงค์ให้มีกรรมการชุดนี้เพื่อให้ คนทั้งประเทศได้เห็นแสงสว่างแห่งความหวังรำไรถูกจุดขึ้นมาตรงปลายอุโมงค์โดยรัฐสภา ของเรา เพื่อให้รัฐสภาได้เป็นความหวังและสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบอบ ประชาธิปไตยของประเทศเราได้อย่างยั่งยืนต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ