พิจารณ์ ชี้แจงชุมนุมไม่แพร่โรค วิจารณ์ฉุกเฉินไร้มนุษยธรรม ยันต้องปล่อยผู้ถูกจับ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๓

พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ตั้งข้อสังเกตการณ์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง โดยชี้ว่ารัฐบาลบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการชุมนุมและขบวนเสด็จ พร้อมวิพากษ์การใช้มาตรการสลายม็อบด้วยรถฉีดน้ำแรงดันสูงว่าไร้มนุษยธรรมและขัดหลักสิทธิมนุษยชน รวมถึงตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของประกาศดังกล่าวที่ขาดเหตุผลตามกฎหมาย จึงเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศ ปล่อยตัวผู้ถูกจับ และยุติการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมทั้งหมด พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทบทวนบทบาทในการบริหารประเทศ หยุดผูกโยงสถาบันกับอำนาจทางการเมือง และเปิดทางให้ผู้นำใหม่ที่เคารพความเสมอภาคและประชาชนเป็นศูนย์กลางเข้ามานำการปฏิรูปเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญและคืนอำนาจให้กับปวงชน

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ผมกำลังชี้แจงถึงว่าด้านการควบคุมการแพร่ระบาด ของโรค การชุมนุมครับท่านประธาน ไม่ว่าใครจะใส่เสื้อสีใดก็ตามมาร่วมชุมนุม หรือแม้กระทั่งการรวมตัวกันเพื่อเฝ้ารับเสด็จไม่ได้ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคครับ ท่านประธาน เพราะเราเห็นแล้วครับ ตลอด ๔ เดือนที่ผ่านมาในการชุมนุม ๔๔ จังหวัด วันที่ มากที่สุดทั่วประเทศนับล้านคน เรายังไม่พบนะครับว่ามีผู้ติดเชื้อจากการไปชุมนุม

ประการที่ ๒ ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจนั้นจะเกิดขึ้นได้ ประชาชน ในประเทศ นานาประเทศ เขาต้องเชื่อมั่นแล้วครับว่าความขัดแย้งได้ถูกแก้ไขลง แต่ถ้าหาก ความขัดแย้งในสังคมนั้นสงบลงแบบจอมปลอมเพราะใช้กฎหมายปิดปากประชาชน ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจลดลงแน่นอนครับ

ในญัตติข้อที่ ๒ ครับท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีได้พยายามที่จะให้ เหตุผลถึงการออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยท่านระบุถึงเหตุการณ์ ที่มีการชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลคืนวันที่ ๑๔ ว่าอาจจะมีความต่อเนื่องในวันต่อ ๆ ไป ผมก็ต้องเรียนว่าเหตุผลนี้ฟังไม่ขึ้นนะครับ เพราะในวันนั้นผู้ชุมนุมได้มีการประกาศชัดเจนว่า จะยุติการชุมนุมในเช้าวันที่ ๑๕ เวลา ๐๖.๐๐ นาฬิกา นอกจากนั้นเหตุผลในการออก ประกาศท่านยังให้อีกครับ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผมรู้สึกเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง ในญัตติระบุครับว่า ผู้ชุมนุมมีการขวางและหยุดขบวนเสด็จพระราชดำเนิน ซึ่งในข้อเท็จจริงท่านประธานครับ รัฐบาลนั้นมีหน้าที่ในการถวายอารักขาให้ขบวนเสด็จไม่ผ่านในเส้นทางที่มีการพิพาทอยู่แล้ว และในข้อเท็จจริงผู้ชุมนุมเองก็ได้มีการเคลื่อนย้ายมวลชนจากบริเวณถนนราชดำเนินกลาง เพื่อไม่ให้กีดขวางขบวนเสด็จจากการที่มีการประกาศเป็นหมายกำหนดการไว้ก่อนหน้านี้ ดังนั้นท่านประธานครับ จากที่ท่านนายกรัฐมนตรีระบุในญัตติสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลนั้น มิได้สำนึกถึงความผิดพลาดในการถวายการอารักขาของตนเองเลย แต่กลับโยนความผิด ให้กับประชาชน นำไปสู่การดำเนินมาตรา ๑๑๐ ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต การใส่ร้ายป้ายสีดังกล่าวครับท่านประธาน มีแต่จะเป็นการเติมเชื้อไฟ เติมความรุนแรง และเพิ่มความรู้สึกอยุติธรรมในใจของประชาชน นอกจากนั้นครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ก็อาศัยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฉบับนี้เพื่อสลายการชุมนุมในค่ำวันที่ ๑๖ ตุลาคม บริเวณสี่แยกปทุมวัน ใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง ซึ่งผมยืนยันกับท่านประธานว่านี่ไม่เป็นไปตาม หลักสากล อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเกลียดชังให้ผู้ชุมนุมมีต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ

มาดูในข้อที่ ๓ ของญัตติครับท่านประธาน มีการระบุถึงข้อเรียกร้องต่าง ๆ แล้วก็เขียนว่ามีการดำเนินการตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมบางเรื่องแล้ว ผมต้องขออนุญาต ตั้งคำถามต่อท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าขอให้ท่านช่วยกรุณาตอบชัด ๆ ที่ว่าบางเรื่องดำเนินการแล้วมีเรื่องใดบ้าง ดำเนินการแล้วความคืบหน้าเป็นอย่างไร มิฉะนั้นแล้ว ผมอ่านญัตติแล้วผมก็ต้องสรุปครับท่านประธานว่าญัตตินี้ การเปิดประชุมสภา ในครั้งนี้ท่านนายกรัฐมนตรีมีเจตนาเพื่อปัดความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่ท่านเป็น ศูนย์กลางของปัญหา แล้วกำลังใช้เวทีสภาแห่งนี้เพื่อฟอกขาวตนเอง เพื่อกล่าวหา กลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อปกปิดความผิดและปกป้องความล้มเหลวของตนเอง แทนที่จะเป็น การหาทางออกของประเทศ เอาละครับ ทีนี้เรามาดูที่ไปที่มาของการออกประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน ก่อนอื่นผมต้องเรียนท่านประธานผ่านไปทางท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ว่าท่านต้องทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุมเสียใหม่ ถ้าท่านยังอยู่บนฐานคิดนะครับว่าประชาชน เยาวชน นักศึกษา นักเรียนเหล่านี้ สามารถที่จะมีใครมาชักนำได้ สามารถมีใครที่จะมา ชี้นำได้ ท่านคิดผิด เยาวชนเหล่านี้ เด็กรุ่นนี้ ฉลาดเกินกว่าที่ใครจะมาชี้นำครับ มิฉะนั้นแล้วค่านิยม ๑๒ ประการ ที่ท่านเพียรใส่เข้าไปในสมองเขาเหล่านั้นมันคงจะอยู่ ตรงนั้นนะครับ ท่านประธานฝากเรียนไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ฉบับนี้แม้ว่าจะถูกยกเลิกไปแล้วตั้งแต่เที่ยงของวันที่ ๒๒ ตุลาคม แต่ก็จำเป็นที่จะต้องพูดถึง ความไม่ชอบธรรม ผมต้องเรียนครับว่าผมไม่พบองค์ประกอบในการที่จะประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงตามมาตรา ๙ และมาตรา ๑๑ ของ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน บัญญัติไว้อย่างนี้ว่า เป็นการก่อการร้าย การประทุษร้าย หรือมีเหตุที่เชื่อได้ว่ากระทบ ความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล ขีดเส้นใต้คำว่า กระทบความมั่นคงของรัฐ รัฐบาลนี้มักใช้คำนี้บ่อยครั้ง ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเข้าใจนะครับ ความมั่นคงของรัฐนั้นไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐบาล ท่านจะออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อความอยู่รอดของรัฐบาลท่านไม่ได้ นอกจากนั้นประกาศฉบับนี้สร้างความกังวลในระดับ นานาชาติครับ แม้แต่กระทั่งโฆษกข้าหลวงใหญ่แห่งสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ก็ออกมาแสดงความกังวลต่อการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนรวมไปถึงการจับกุม เพราะว่าเป็นการขัดต่อหลักการการรับรองสิทธิในระดับสากลที่ประเทศไทยนั้นเป็นภาคีอยู่ ทีนี้หากเราย้อนกลับไปครับท่านประธาน เมื่อปี ๒๕๕๗ สมัยนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขณะนั้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ท่านเคยออกมา ให้ความเห็นที่ไม่เห็นด้วยถ้ารัฐบาลจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ท่านให้เหตุผลว่า เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ที่จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ผมก็อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ซึ่งขณะนั้นเป็น ผบ.ทบ. เมื่อปี ๒๕๕๗ นั่งไทม์แมชชีน (Time machine) มาหา ท่านนายกรัฐมนตรีวันนี้เพื่อมาเตือนท่านให้หยุดคุกคามประชาชนด้วยกฎหมายพิเศษ ท่านประธานครับ ผมเรียนว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในอดีตแต่ละครั้งที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่มีสถานการณ์ที่แตกต่างจากปัจจุบันทั้งสิ้น ใน ๖ ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งผมเรียนว่า ผมไม่ได้บอกว่าประกาศที่ผ่านมาชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม แต่ผมกำลังเปรียบเทียบ สถานการณ์ว่าที่ผ่านมานั้นมีการชุมนุมที่ยืดเยื้อต่อเนื่องยาวนาน มีการยึดสถานที่ราชการ สถานที่สาธารณะ มีการทำลายทรัพย์สินของเอกชน ทรัพย์สินของสาธารณะ ซึ่งนำไปสู่ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ปรากฏในปัจจุบันครับ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาการชุมนุมเป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธ ยอมรับว่ามีอยู่บ้างที่มี การปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ มีการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม มีการทำลายทรัพย์สินราชการอยู่บ้าง แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ท่านจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง กฎหมายที่มีอยู่เดิม สามารถที่จะใช้ควบคุมการชุมนุมให้เป็นไปโดยปกติเรียบร้อยได้ ดังนั้นผมเรียกร้อง ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านบอกว่าถอยคนละก้าว แต่ท่านก้าวเกินมาแล้ว ๓ ก้าวนะครับ ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไม่เท่ากับเพิกถอน ผมเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรี เพิกถอนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ปล่อยตัว และยุติการดำเนินคดีทุกข้อกล่าวหา ผมย้ำว่า ทุกข้อกล่าวหาต่อประชาชนทั้งหมดที่ใช้เสรีภาพในการแสดงออก ที่พูดมาทั้งหมดครับ ท่านประธาน ผมกำลังจะเรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นคนที่เสพติดอำนาจครับ ท่านใช้อำนาจพิเศษมาตลอดตั้งแต่การเข้าสู่อำนาจผ่านการรัฐประหาร ท่านก็ใช้อำนาจ ตามมาตรา ๔๔ มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อมาถึงสมัยรัฐบาลนี้ท่านไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ เหล่านั้นแล้วที่มันจะค้ำจุนอำนาจของท่าน ท่านแทบจะบริหารประเทศไม่ได้ พอเกิด โรคระบาด เข้าทางครับ ท่านก็ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ต่อเนื่องมาวันนี้ครบ ๗ เดือน แล้วนะครับ พอมีการประท้วง ท่านก็ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงอีก นี่คือการเสพติดอำนาจ นี่คือพฤติกรรมของผู้นำประเทศที่ลุแก่อำนาจและเสพติดอำนาจ โดยแท้ครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ถ้าเราจะบอกเหตุผลที่นักเรียน นักศึกษา เยาวชน ประชาชนเหล่านี้ออกมาชุมนุม ก็ต้องบอกว่าอำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชน ชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจฝ่ายบริหาร อำนาจฝ่ายตุลาการนั้น ล้วนแล้วแต่บิดเบี้ยว บิดเบือน และไม่ตอบสนองความยุติธรรมในสังคม ไม่ตอบสนองอนาคต ที่ดีกว่าให้กับสังคมโดยรวม คำถามที่ท่านนายกรัฐมนตรีถามว่าผมผิดอะไร ผมคิดว่าท่านไม่ควรจะถามคำถามในเวลานี้ เพราะคำตอบมันชัดเจนอยู่แล้ว ความแตกแยก ความยากจน ความสิ้นหวัง ความลำบาก ของพี่น้องประชาชนในห้วงเวลานี้คือคำตอบที่ชัดเจนครับ ทางออกของประเทศต้องเริ่มจาก การที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องยอมรับว่าท่านคือต้นตอของปัญหา คนเรานะครับท่านประธาน ทำงานมากยิ่งผิดมากเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่ความผิดที่ร้ายแรงและน่าเป็นห่วงที่สุดคือ การที่ท่านนายกรัฐมนตรีไม่รู้ตัวว่าทำผิด ท่านปฏิเสธที่จะยอมรับความจริง ปฏิเสธที่จะ สำรวจและแก้ไขพัฒนาในสิ่งที่ตัวเองผิดพลาด พลเอก ประยุทธ์มีความผิดทั้งในพฤติกรรม ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการลุแก่อำนาจ พูดจาคุกคามประชาชน ในด้านการบริหารแสดงให้เห็น แล้วว่าจัดการกับโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) โดยเสียสมดุลระหว่างด้านสาธารณสุข กับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อีกทั้งท่านผิดในฐานะที่ท่านเป็นผู้สร้าง และเป็น ผู้กอบโกยสิ่งที่เรียกว่าระบอบประยุทธ์ ตั้งแต่การเข้ามาสู่อำนาจด้วยการรัฐประหาร จนวันนี้ ท่านประธานครับ ระบอบประยุทธ์นั้นเต็มไปด้วยการครอบงำและแทรกแซงองค์กรอิสระ ใช้อำนาจพิเศษที่ไร้การตรวจสอบ ไม่มีการรับผิด รับชอบ ซ้ำยังละเมิดสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนที่เห็นต่างอย่างไม่หยุดหย่อน

ผมสรุปอย่างนี้ครับท่านประธาน ด้วยเวลาที่เหลืออยู่ ถึงเวลาแล้วที่ พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลต้องทบทวนท่าทีของท่านในการร่วมรัฐบาล สมการที่ได้ผลลัพธ์ว่า ระบอบประยุทธ์นั้นจะไปต่อไม่ได้หากไม่มีพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ในนั้น ถึงเวลาแล้วที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องหยุดเอาความจงรักภักดีมากอดไว้กับตนเอง หยุดผูกมัด สถาบันพระมหากษัตริย์กับปัญหาที่ตัวท่านเองเป็นผู้ก่อเพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจและปกปิด ความล้มเหลวของท่าน วันนี้ผมหวังว่าเราจะพบทางออก เพราะประชาชนต้องการ ความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมายครับท่านประธาน เขาไม่ต้องการเป็นผู้ถูกปกครองที่ ยอมจำนนต่ออำนาจพิเศษของ พลเอก ประยุทธ์ ท่านหยุดสะกดจิตตัวเองได้แล้วนะครับ หยุดสะกดจิตตัวเองว่าผมไม่ผิด ผมไม่ผิดได้แล้ว และยอมลาออกเถอะครับ เปิดทางให้คนที่ เห็นคนเท่าเทียมกันเข้ามาเป็นผู้นำในการพูดคุยกับทุกฝ่าย เพื่อนำไปสู่ทางออกที่สังคม มีฉันทามติร่วมกัน นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และคืนอำนาจแก่ประชาชนครับ ขอบพระคุณครับ