พิสิฐ ลี้อาธรรม ตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าของไทยในการเข้าร่วมกรอบการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน พร้อมแสดงความกังวลต่อความไม่สมดุลในการกำหนดเกณฑ์จากประเทศร่ำรวย และตั้งคำถามถึงความโปร่งใสทางการคลัง ระบบภาษี และการเข้าถึงข้อมูลในบริบทสากล โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีให้ทันกับยุคดิจิทัล โดยเฉพาะในภาคอีคอมเมิร์ซและบริษัทโซเชียลมีเดียที่ดำเนินธุรกิจในไทยแต่ไม่เสียภาษี พร้อมเสนอร่างกฎหมายภาษีอีคอมเมิร์ซเพื่อสร้างความเสมอภาคในการแข่งขัน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกรัฐสภา พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนว่าผมเห็นด้วยในหลักการที่ประเทศไทยจะได้มีการ เข้าร่วมกับนานาประเทศในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน โดยมีการสงวนในสิ่งที่เราอาจจะยังมี ความไม่พร้อมหรือยังมีคำถามอยู่นะครับ ผมตรวจดูว่าในบรรดาประเทศอาเซียน (ASEAN) ด้วยกัน ๑๐ ประเทศมีประเทศใดที่ได้มีการเข้าร่วมไปแล้ว ปรากฏว่าบรรดาเพื่อน ๆ เรา ที่อยู่ในระดับเดียวกันตั้งแต่ประเทศอินโดนีเซียเข้าไปตั้งแต่ปี ๒๐๑๑ ก็คือเมื่อประมาณ ๙ ปีที่แล้ว ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศมาเลเซียและประเทศบรูไนก็ได้เข้าไปแล้ว ที่ยังไม่เข้า ก็คือประเทศที่อยู่ทางเหนือของเรา สิ่งที่ผมยังติดอยู่ในใจก็คือว่าทำไมเราถึงได้ช้ากว่าที่อื่น ช้าไปหลายปี เราได้เรียนรู้ประสบการณ์ของประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ไหม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในแวดวงของอาเซียน (ASEAN) ว่าในการเข้าร่วมนี้เราได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์อย่างไร ไม่แน่ใจว่าทางกระทรวงการคลังหรือกรมสรรพากรได้อาศัยกรอบของอาเซียน (ASEAN) ในการที่จะแลกเปลี่ยนหารือกับเขาหรือไม่ ในสิ่งที่ผมได้เห็นร่างนี้แล้วรู้สึกสะท้อนใจก็คือ เรื่องของการที่โออีซีดี (OECD) ซึ่งเป็นสมาคมของประเทศที่ร่ำรวยแล้ว ประเทศที่เป็น สมาชิกโออีซีดี (OECD) ได้จะต้องมีจีดีพี (GDP) ต่อหัวไม่น้อยกว่า ๑๕,๐๐๐ เหรียญต่อปี ต่อคน ซึ่งประเทศไทยยังไม่ถึงครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นประเทศไทยยังไม่มีสิทธิที่จะได้เป็น สมาชิกโออีซีดี (OECD) ขณะนี้ก็มีอยู่กว่า ๓๐ ประเทศที่ได้เป็นสมาชิกแล้ว ผมเรียนนะครับ นี่เป็นเพียงสมาคม แต่สมาคมของประเทศร่ำรวยนี้มาออกเกณฑ์ให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศอียู (EU) ที่เป็นตัวจักรสำคัญในการออกเกณฑ์นี้ แล้วก็เขียนในลักษณะเหมือนกับตนเองเป็นผู้กำหนดโลก ถ้าข้อตกลงนี้เป็นเรื่องของยูเอ็น (UN) ผมจะดีใจมาก แต่การที่เราต้องอยู่ในกรอบของประเทศที่ร่ำรวย เขาเขียนเกณฑ์แล้ว เราก็ปฏิบัติโดยที่เราไม่มีสิทธิที่จะไปดูว่าเกณฑ์ที่เขียนไว้ก็ดีหรือหลักเกณฑ์อื่น ๆ ที่อาจจะ ซ่อนเร้นไว้ที่เราไม่ทราบ สิ่งเหล่านี้ผมขอฝากผู้เกี่ยวข้องด้วยครับว่าในอนาคตหากมีลักษณะนี้เกิดขึ้นลองคำนึงถึง ประเด็นนี้บ้างว่าเราสมควรไหมที่โลกจะอยู่ในกรอบนี้ อันนี้เป็นประเด็นที่ผมรู้สึกสะท้อนใจ ทุกวันนี้เราทราบดีว่าโลกอยู่ในภาวะที่มีการขยายตัวโดยธุรกิจที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่เรียกว่ามัลติแนชันนัล (Multinational) บริษัทข้ามชาติ ซึ่งเป็นบริษัทที่ผู้ถือหุ้น จะประกอบไปด้วยประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่เฉพาะแต่ประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น ประเทศ ยากจนก็อาจจะไปลงทุนด้วยก็ได้ แล้วก็มีการใช้ความพยายามในการที่จะเสียภาษีให้ น้อยที่สุด มีการตั้งเขตที่เรียกว่าปลอดภาษีต่าง ๆ อันนี้คือ ๑๐ ประเทศที่ถูกขึ้นชื่อว่าเป็น เขาใช้คำว่าสวรรค์ของธุรกิจ ก็คือเสียภาษีน้อยที่สุด ๑๐ ประเทศ ท่านดูนะครับ ประเทศ เหล่านี้เป็นแหล่งที่ทำให้รายได้ของประเทศอย่างพวกเรานี้ขาดหายไป เพราะเขาไป จดทะเบียนที่นั่นแล้วก็ใช้วิธีการต่าง ๆ ทรานส์เฟอร์ ไพรซิง (Transfer Pricing) ให้รายจ่าย มาตกกับเรา แต่รายได้ไปตกกับที่โน่น เป็นต้น นี่คือสิ่งที่ผมเชื่อว่าเป็นที่มาของการที่อียู (EU) พยายามจะผลักดันเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สุดท้ายก็คงจะจำเป็นให้เกิด คำถามที่อยู่ในใจผม ก็คือว่าถ้าเราไปเซ็นสัญญากับเขาแล้วเราจะมีสิทธิที่จะได้ข้อมูลจากประเทศเหล่านี้ไหม ความเท่าเทียมในการได้ข้อมูลมีเพียงพอไหม อันนี้คือคำถามหนึ่ง
ขอไปอีกตารางหนึ่งนะครับ อันนี้เป็นอีกตารางหนึ่งที่แสดงถึงความโปร่งใส ทางด้านการคลังในระบบภาษี ประเทศไทยเราติดอันดับที่ ๑๗ พูดง่าย ๆ ก็คือที่เพื่อนสมาชิก ท่านหนึ่งได้กล่าวไปว่าเป็นสีเทา เพราะฉะนั้นการที่เราเข้าสู่กติกาสากลนี้อาจจะทำให้เรา ไม่มีการขึ้นจอแบบนี้ แต่ท่านดูในบรรดาประเทศต่าง ๆ ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ทั้งหลายอยู่ในนี้หลายประเทศ คำถามที่ผมเป็นห่วง แล้วก็อยากจะฝากไปยังผู้ปฏิบัติว่า เวลาที่ท่านทำสัญญากับเขาแล้วความเท่าเทียมในการได้ข้อมูลมีแค่ไหน ถ้าเราร้องขอนี้ เขาจะให้ความสำคัญกับเราแค่ไหน อันนี้คือคำถามใหญ่ที่เราต้องคำนึงถึง แล้วก็ในการปฏิบัติ ผมเชื่อว่าจะมีประเด็นเกี่ยวกับความแตกต่างที่อาจจะเกิดขึ้น ผมอยากจะให้กรมสรรพากร เมื่อได้ลงนามในสัญญานี้แล้วได้ใช้ความพยายามในการไปขอข้อมูลต่าง ๆ แล้วก็ปรับปรุง ระบบภาษีภายในของเราให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เราสามารถที่จะเป็นแหล่งที่เขาจะมา เสียภาษีได้อย่างสะดวกหากภาษีเท่าเทียมกัน แต่เรามีความไม่สะดวกเพราะว่าเจ้าหน้าที่ หรือระบบเราไม่มีความพร้อม เขาจะไปเสียที่อื่น เป็นต้น อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่ขออนุญาตเรียนฝากไว้
แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งที่ได้มีเพื่อนสมาชิกพูดถึงเรื่องของการเสียภาษี อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ก็อยากจะกราบเรียนที่ประชุมว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่เกี่ยวกับภาษีอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ที่ได้เข้าสู่วาระที่หนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร มาแล้ว ผมในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญก็ได้พิจารณาร่างนี้เสร็จแล้ว แล้วก็ จะนำเสนอสภาต่อไป ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการในประเทศไทยมีความเท่าเทียมกัน กับผู้ประกอบการในต่างประเทศที่จะเสียภาษีแวต (VAT) ส่วนประเด็นของภาษีที่เรายังไม่มี โอกาสที่จะได้รับหรือจัดเก็บจากบริษัทโซเชียลมีเดีย (Social Media) ทั้งหลายที่มา ประกอบการแล้วได้ประโยชน์ ได้รายได้จากประเทศไทย ได้กำไรจากประเทศไทย แต่ไม่มา เสียภาษีในประเทศไทย อันนี้ผมคิดว่าเป็นโจทย์ที่ทางกรมสรรพากรคงต้องดูแลต่อไป ซึ่งเป็น ที่น่าสังเกตว่าสัปดาห์ที่แล้วประเทศฝรั่งเศสได้รับการจ่ายภาษีจากเฟซบุ๊ก (Facebook) ๑๒๐ ล้านเหรียญ อันนี้ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น ว่าโอกาสที่ภาษีอิเล็กทรอนิกส์จะมีการจ่าย อย่างเท่าเทียมกัน อย่างทั่วถึงก็จะเกิดขึ้น ขออนุญาตกราบเรียนครับ