เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ชี้แจงความเชื่อมโยงการเข้าร่วมความตกลงพหุภาคีด้านการบริหารภาษีกับยุทธศาสตร์ชาติ ย้ำความจำเป็นในการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีระหว่างประเทศเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล ป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมผลักดันการใช้บิ๊กดาต้าและปรับปรุงกฎหมายภาษีให้สอดคล้องกับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้แนวทางโออีซีดีและกรอบ G20 โดยเน้นเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีโดยไม่ขยายไปถึงการจัดเก็บหรือติดตามเพิ่มเติม
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติครับ ผม เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร ขออนุญาตรับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ตอบคำถาม ผมขออนุญาตสรุปเป็นประเด็นนะครับ เพราะว่ามีหลายคำถาม
ประเด็นที่ ๑ เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็นโยบายของรัฐบาลว่าในการ เข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงพหุภาคีว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษีนั้น มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับยุทธศาสตร์ชาตินะครับ
ผมต้องเรียนว่าอันนี้เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ชาติในการสร้างความสามารถ ทางการแข่งขันของประเทศนะครับ ขออนุญาตอธิบายในรายละเอียดว่าการที่เราต้องเข้าร่วม เป็นภาคีความตกลงพหุภาคีว่าด้วยความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี โดยเฉพาะ การแลกเปลี่ยนข้อมูล ถ้าเราไม่เข้าร่วมความตกลงนี้สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือว่าประเทศสมาชิก ซึ่งมีทั้งหมด ๑๓๗ ประเทศสามารถที่จะมองประเทศไทยเป็นแหล่งในการหลบภาษี และสามารถจะออกมาตรการกีดกันทางการค้าต่าง ๆ ได้ ซึ่งขณะนี้มีตัวอย่างของประเทศ ในกลุ่มสหภาพยุโรปได้ระบุให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มสีเทา ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมา ให้ความร่วมมือในเรื่องของภาษีนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือว่าเขาสามารถจะออกมาตรการกีดกัน ทางการค้าไม่ให้ประเทศเขา บริษัทในประเทศกลุ่มเขามาลงทุนในประเทศไทย สามารถที่จะ เก็บภาษีสูงขึ้นสำหรับกลุ่มประเทศที่จะมาลงทุนในประเทศไทย ขณะเดียวกันประเทศไทย ที่จะไปลงทุนในกลุ่มประเทศเหล่านั้นก็จะถูกกีดกัน เช่นถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย และกีดกัน ทางการค้าต่าง ๆ ซึ่งทำให้ประเทศไทยขาดความสามารถในการแข่งขัน อันนี้ก็คือเป็น ประเด็นที่ ๑ ที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ชาติในเรื่องขีดความสามารถทางการแข่งขันนะครับ
นอกจากนั้นผมต้องเรียนว่าเหตุผลตามที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังได้กล่าวไปว่าเหตุผลที่ประเทศต่าง ๆ ได้ร่วมมือกันแลกเปลี่ยนข้อมูลนี้ จริง ๆ แล้วในอดีตนั้นประเทศไทยก็ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อน ซึ่งมีการ แลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นคู่ ๆ กับประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ ๖๑ ประเทศ แต่โลกในปัจจุบันและในอนาคตที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แล้วก็ เกิดการโยกย้ายแหล่งลงทุนไปหลบภาษีตามที่ต่าง ๆ ตามที่ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ได้อภิปรายหลายท่านว่าใช้เป็นแหล่งหลบภาษี ตรงนี้การที่ประเทศทั้งหมด ๑๓๗ ประเทศ ในขณะนี้มาร่วมกันก็คือสามารถร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ขยายขอบข่ายมากขึ้น ซึ่งการแลกเปลี่ยนข้อมูลจะเป็นในลักษณะเดียวกันคือทำภายใต้กฎหมายประมวลรัษฎากร ภายใต้กฎหมายเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้จะทำให้เราสามารถเพิ่มความโปร่งใส ในการจัดเก็บภาษี ขณะเดียวกันเราสามารถที่จะใช้ข้อมูลต่าง ๆ เนื่องจากโลกในอนาคต เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปจะทำให้ประเทศต่าง ๆ ใช้ช่องทางการเคลื่อนย้ายการลงทุน การให้บริการข้ามชาติต่าง ๆ ไปหลบภาษีตามที่ต่าง ๆ ได้ เราสามารถใช้ช่องทางนี้ในการ แลกเปลี่ยนข้อมูล ในการได้ข้อมูลตรงนี้มาด้วยนะครับ อันนี้ก็เป็นประโยชน์กับประเทศไทย ซึ่งจะสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ แล้วก็เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปนะครับ
ผมขออนุญาตกราบเรียน ในประเด็นต่อไปก็คือมีประเทศไหนบ้างที่อยู่ใน กลุ่มนี้ ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่าประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่มจีทเวนที (G20) อยู่ทั้งหมด ประเทศในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ก็อยู่ทั้งหมด ยกเว้นประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา และประเทศไทย เพราะฉะนั้นอันนี้ประเทศอื่น ๆ ตามที่ท่านสมาชิกสภา ผู้ทรงเกียรติได้กราบเรียน เราได้มีการแลกเปลี่ยนกับกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) ที่เข้าไป ร่วมแล้วนะครับ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศเวียดนาม ประเทศบรูไน พวกนี้ได้มีเวทีอาเซียน เทรด ฟอรัม (ASEAN Trade Forum) ในการแลกเปลี่ยนเพื่อเรียนรู้ ตรงนี้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยมาก ซึ่งจะทำให้สามารถเราตามจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องการหลบภาษี ขณะเดียวกันผมขอกราบเรียนว่ากฎหมายตามที่ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังได้ชี้แจงไปแล้วว่าอันนี้เป็นการเข้าร่วมเป็นภาคี ความตกลงพหุภาคีว่าด้วยความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี ในรายละเอียดเราจะต้อง นำเสนอการแก้ไขประมวลรัษฎากรเพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศคู่สัญญา ตรงนี้เป็นการขยายมาตรา ๑๐ ตรี ซึ่งในรายละเอียดจะนำเสนอรัฐสภาอีกครั้ง
สำหรับในประเด็นต่อไปก็คือว่ากระทรวงการคลังโดยกรมสรรพากร ได้คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศไทยเป็นที่ตั้ง จึงนำเสนอทางกระทรวงการคลัง คณะรัฐมนตรีและรัฐสภาว่าเราจะต้องคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิของประชาชนคนไทย เป็นสำคัญ อำนาจในการแลกเปลี่ยนข้อมูลนี้จะต้องเป็นไปตามประมวลรัษฎากรและจะต้อง ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด นั่นคือเหตุผลที่ทำไมกรมสรรพากรและกระทรวงการคลัง ถึงได้เสนอในรายละเอียดก็คือรูปแบบที่เราจะแลกเปลี่ยนข้อมูลตามอาร์ติเคิล ๓๐ (Article 30) ของโออีซีดี (OECD) ว่าเราจะแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีเท่านั้น ไม่รวมการให้ ความช่วยเหลือในการติดตามการจัดเก็บภาษี ไม่รวมการให้บริการในเรื่องการจัดหาเอกสาร ต่าง ๆ ซึ่งฐานข้อมูลต่าง ๆ นี้จะเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่กรมสรรพากรมีอยู่เท่านั้น นอกจากนี้การแลกเปลี่ยนข้อมูลตามที่ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติได้กราบเรียนว่าจะมีอยู่ ๓ ประเภทตามการร้องขอ ซึ่งอันนี้เป็นประเภทที่เราทำอยู่แล้วกับประเทศสมาชิกที่เรามี อนุสัญญาภาษีซ้อนด้วย แต่การเข้าเป็นความตกลงพหุภาคีจะขยายจาก ๖๑ ประเทศ เป็น ๑๓๗ ประเทศ สำหรับการแลกเปลี่ยนโดยอัตโนมัติซึ่งจะเป็นแนวโน้มในอนาคต จะเป็น ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่กรมสรรพากรประเทศต่าง ๆ สามารถมาแชร์ร่วมกันได้ ตรงนี้ ทางกรมสรรพากรได้เตรียมพร้อมโดยการเตรียมทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ที่เรียกว่าบิ๊กดาตา (Big Data) แล้วก็การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อวิเคราะห์ในการสร้างความเป็นธรรม ให้กับผู้ประกอบการไทย ให้กับคนไทย แล้วก็ป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีในประเทศที่ หลบเลี่ยงภาษีต่าง ๆ ซึ่งเราสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้มาเป็นประโยชน์ให้กับประเทศไทย ให้เกิดความโปร่งใสทางภาษีและเป็นประโยชน์กับประชาชนและผู้ประกอบการไทย ขอบคุณครับ