สถิตย์ เปิดประเด็นร่วมความตกลงภาษีสากล ห่วงแลกข้อมูล-ต้องเตรียมพร้อมทุกด้าน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑ กันยายน ๒๕๖๓

สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ หารือเรื่องการเข้าร่วมความตกลงพหุภาคีว่าด้วยความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี โดยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีและขอบเขตของความตกลง เพื่อย้ำจุดยืนของประเทศไทยในการส่งเสริมความโปร่งใสและการร่วมมือทางภาษีระหว่างประเทศ พร้อมเสนอให้กระทรวงการคลังเตรียมความพร้อมทั้งด้านกฎหมาย บุคลากร เทคโนโลยี และแผนงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีจากบริษัทข้ามชาติอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และส่งเสริมความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีระหว่างผู้ประกอบการทุกระดับ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อประเทศไทย ได้ก้าวย่างเข้าไปสู่การค้าระหว่างประเทศมากขึ้นกับนานาประเทศ มิติทางด้านภาษี ระหว่างประเทศได้เกิดขึ้นตามมา ในบริบทแรกคือการมีความตกลงว่าด้วยภาษีซ้อน ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นความตกลงที่เป็นการขจัดการเก็บภาษีซ้ำซ้อนระหว่างกัน เป็นความตกลงแบบทวิภาคีคือ ๒ ฝ่ายว่าถ้าจัดเก็บภาษีในประเทศหนึ่งแล้วก็จะไม่เก็บภาษี ในอีกประเทศหนึ่ง หรือถ้าจัดเก็บภาษีในประเทศหนึ่งมากกว่าอีกประเทศหนึ่ง ประเทศที่ จัดเก็บภาษีได้น้อยกว่านั้นก็อาจจะมีการมาร้องขอเพื่อเป็นเครดิตภาษีสำหรับที่จะต้องชำระ ภาษีในประเทศที่ต้องชำระภาษีได้มากกว่า วิวัฒนาการในเรื่องของการขจัดการจัดเก็บภาษี ซ้ำซ้อนได้นำไปสู่แนวความคิดในเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีระหว่างกัน เพราะในขณะที่ขจัดความซ้ำซ้อนของภาษีนั้นถ้าหากได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษี ระหว่างกันก็อาจจะนำไปสู่การจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้เองความตกลงว่าด้วย การภาษีซ้อนนั้นก็จะได้มีบทบัญญัติหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านภาษี รวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ตามก็เป็นข้อตกลงหรือความตกลง ๒ ฝ่ายที่เป็นแบบทวิภาคี ซึ่งประเทศไทยได้มีความตกลงเช่นนี้รวมด้วยกัน ๖๑ ประเทศ รวมถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีความตกลงทวิภาคีแบบพิเศษแยกต่างหากออกไป แต่เพื่อที่จะให้มิติที่เกี่ยวกับ การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านภาษีขยายขอบเขตออกไปมากขึ้น องค์กรระหว่างประเทศ ว่าด้วยเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือโออีซีดี (OECD) ได้จัดเอาฟอรัม (Forum) ที่เรียกว่า โกลบัล ฟอรัม (Global Forum) ในการจัดทำมาตรฐานในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้าน ภาษีขึ้นมา ซึ่งประเทศไทยก็ได้เข้าไปเป็นสมาชิกด้วยเช่นเดียวกัน ตามมติของ ครม. เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๙ การเป็นสมาชิกของฟอรัม (Forum) นี้เพื่อที่จะได้แลกเปลี่ยน ข้อมูลศึกษาช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการจัดทำมาตรฐานในเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูล ถัดจากนั้นเป็นเรื่องของวันนี้ เป็นเรื่องของความตกลงพหุภาคีว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือ ด้านการบริหารภาษีซึ่งเป็นความตกลงหลายฝ่ายหรือพหุภาคี ทำให้ขอบเขตการแลกเปลี่ยน ข้อมูลแทนที่จะเลือกเป็นประเทศแบบทวิภาคี กลายเป็นเรื่องของตกลงหลายฝ่ายในแบบ พหุภาคี ในขณะเดียวกันถ้าขยายขอบเขตในการแลกเปลี่ยนข้อมูลนอกเหนือไปจากเป็น การแลกเปลี่ยนข้อมูลประเภทร้องขอซึ่งเป็นประเภทปกติที่ได้ตกลงกันในความตกลง แบบทวิภาคีแล้ว ก็ยังมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบอัตโนมัติ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล แบบไม่ร้องขอหรือแบบสมัครใจ เห็นว่าควรจะให้ก็ให้ไปได้ ซึ่งถือว่าเป็นอีกก้าวย่างที่สำคัญ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านภาษีระหว่างกัน ซึ่งในเรื่องนี้เองคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้เข้าร่วมความตกลงนี้ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ซึ่งจำเป็นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภานี้ ผมเห็นว่าเรื่องนี้ ทางกระทรวงการคลังผ่านทางคณะรัฐมนตรีได้มีความระมัดระวังในการเข้าร่วมเป็นภาคี ความตกลงพหุภาคีในเรื่องนี้ด้วยการตั้งข้อสงวนที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๐ เกือบทุกข้อ ตั้งแต่ มาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง (ก) จนถึง (ฉ) แต่ผมอยากเรียนถามเพื่อที่จะได้บันทึกไว้เป็นหลักฐาน ว่าการที่ตั้งข้อสังเกตไว้ตามบทบัญญัติ มาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง (ก) นั้น เมื่อไปดูที่มาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง (ก) แล้วจะมีข้อความภายใต้เงื่อนไขว่าประเภทภาษีของรัฐนั้นไม่ปรากฏอยู่ใน รายการตามภาคผนวก ก ของความตกลง ก็อยากเรียนถามว่ารายการตามภาคผนวก ก ที่ว่านี้คืออะไร แต่โดยรวมแล้วการตั้งข้อสงวนไว้เป็นเรื่องที่ดี แล้วก็ได้ดำเนินการเฉพาะ ในเรื่องข้อมูลภาษี ไม่รวมถึงเรื่องการจัดเก็บภาษีค้างชำระ ไม่รวมถึงเรื่องการให้บริการ ทางด้านเอกสาร การเข้าไปเป็นภาคีความตกลงพหุภาคีในเรื่องนี้นอกจากเหตุผลอื่นใดแล้ว ผมเห็นว่าเป็นการแสดงถึงจุดยืนและภาพลักษณ์ที่สำคัญของประเทศไทยในการบริหารภาษี ว่าเป็นประเทศที่คำนึงถึงความโปร่งใสในการบริหารภาครัฐ ความโปร่งใสในการจัดเก็บภาษี ความโปร่งใสในการให้ความร่วมมือระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตามผมอยากจะขอเรียนผ่านทางท่านประธานสภาไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าเมื่อได้เข้าไปเป็นความตกลงพหุภาคีนี้แล้วก็น่าจะเตรียม ความพร้อมในเรื่องของการมีกฎหมายรองรับที่เหมาะสม และที่สำคัญต้องเตรียมความพร้อม ในเรื่องของแผนงาน เรื่องหน่วยงาน เรื่องบุคลากร เรื่องเทคโนโลยี เพื่อที่จะใช้ประโยชน์ จากความตกลงนี้ จากการได้ข้อมูลจากความตกลงนี้ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมถึง ๑๓๗ ประเทศ และ การที่ทำให้ข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์ในการบริหารภาษีนั้นก็อยากจะให้มุ่งไปที่ประโยชน์ ที่จะได้ ๒ ประการด้วยกัน

ประการแรก ก็คือทำให้การจัดเก็บภาษีจัดเก็บได้มากขึ้น เพราะว่า การแลกเปลี่ยนข้อมูลเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับข้อมูลของบริษัทข้ามชาติ ซึ่งมีภาระในเรื่องของ ภาษีจำนวนมาก และบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ยังใช้ช่องทางในการถ่ายโอนราคาในช่องทาง อื่น ๆ ที่จะทำให้ชำระภาษีในประเทศไทยน้อยลง ต้องใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้ เพื่อที่จะทำให้การจัดเก็บภาษีนั้นจัดเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยและเป็นการจัดเก็บภาษี จากรายใหญ่ ซึ่งจะทำให้จำนวนการจัดเก็บภาษีมีมากขึ้นตามสถิติของการจัดเก็บภาษี ของประเทศกำลังพัฒนาระดับสูงอย่างประเทศไทยควรจะจัดเก็บภาษีได้ประมาณ ร้อยละ ๒๐ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ในขณะที่ปัจจุบันเรายังจัดเก็บได้อยู่ ประมาณร้อยละ ๑๗ กว่า ๆ ก็หวังว่าความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การบริหารการจัดเก็บที่ทำให้ การจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น

ประการถัดไป หวังว่าการจัดเก็บภาษีจะเกิดความเป็นธรรมมากขึ้น จากการ แลกเปลี่ยนข้อมูลในการจัดเก็บภาษีนี้สามารถทำให้การจัดเก็บภาษีจากรายใหญ่ได้มากขึ้น เป็นการสร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีระหว่างรายใหญ่ รายกลาง และรายเล็ก ไม่เช่นนั้นจะเป็นเสมือนหนึ่งว่ามีองคาพยพ มีองค์ประกอบในการจัดเก็บภาษีรายกลาง กับรายเล็กได้ดี แต่ว่ารายใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับบริษัทข้ามชาตินั้นยังไม่ได้ เป็นไปอย่างที่คาดหวัง ก็หวังว่าความตกลงนี้คงจะมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ความเป็นธรรม ในการจัดเก็บภาษีได้พัฒนาตามขึ้นไปด้วย ขอบพระคุณครับท่านประธาน