เกียรติ สิทธีอมร อภิปรายสนับสนุนความตกลงพหุภาคีด้านการบริหารภาษี แต่ตั้งข้อสังเกตและแสดงความกังวลต่อร่างกฎหมายเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีข้ามประเทศ โดยเฉพาะในประเด็นการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล ความโปร่งใสในการใช้อำนาจอธิบดี การขาดหลักประกันที่เพียงพอ และความพร้อมของเทคโนโลยีและกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงแนวทางชัดเจน ทบทวนการใช้ดุลพินิจ และพิจารณาจัดเก็บดิจิทัลแทกซ์อย่างเป็นธรรม รวมถึงวางกลไกควบคุมเช่นหมายศาลเพื่อป้องกันการละเมิดข้อมูลและคุ้มครองผู้เสียภาษีที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ก็ขออภิปรายในเรื่องความตกลงพหุภาคี ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี พูดง่าย ๆ ระหว่างประเทศตอนนี้ มีธุรกรรมโยงกันไปโยงกันมา ไม่รู้ว่าภาษีที่เกิดขึ้นจากรายได้หรือจากธุรกรรมในแต่ละ ประเทศนั้นมีการจ่ายภาษีครบถ้วนหรือไม่ ง่าย ๆ คืออย่างนี้ครับ ข้อตกลงนี้เป็นเรื่อง ความร่วมมือระหว่างประเทศเมื่อร้องขอ เดี๋ยวจะมีกรณีอัตโนมัติซึ่งผมจะพูดต่อไป ทีนี้เราไปทำก็ชัดเจนในเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูล ประเทศไทยสงวนไว้เพียงแค่ภาษีเงินได้ เท่านั้น อันนั้นถูกต้อง สนับสนุนครับ แล้วเราก็สงวนว่าเราไม่มีหน้าที่ไปติดตาม ช่วยจัดเก็บ ภาษีให้กับเขา และเราก็สงวนไว้ด้วยว่าเราไม่มีหน้าที่ไปให้บริหารหาเอกสารให้เขา อันนี้ กระผมคิดว่าถูกต้องแล้วครับ ไปพอดี ๆ ในบางเรื่องที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ทีนี้เหตุผลที่ให้ไว้ กระผมก็คงไม่ไปลงรายละเอียด ไม่พูดซ้ำ แต่กระผมสนับสนุนในหลักการ เพียงแต่กระผม อยากจะเห็นในแง่ของความร่วมมือระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อนำไปสู่ การเก็บภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมายของแต่ละประเทศนั้นเป็นเรื่องดี ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ในขณะเดียวกันต้องรอบคอบ และต้องไม่ให้กระทบกับคนดีหรือคนที่เสียภาษีแล้ว แต่กลับได้รับผลกระทบจากมาตรการหรือการร้องขอที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของบางประเทศ อันนี้ต้องระมัดระวัง ก็ขึ้นอยู่กับว่าในที่สุดแล้วจะแก้กฎหมายอย่างไร หรือจะมีการออก กฎระเบียบตามมาอย่างไร
ท่านประธานครับ ในข้อตกลงฉบับนี้เขาเขียนไว้ชัดเจน ๒ ประเด็น ที่ชัดเจนมาก ๆ ก็คือว่าจะปฏิบัติอย่างไร เขียนเป็นกฎหมายภายใน เผอิญเราไม่เคยเห็น กฎหมายภายในที่ท่านกำลังจะปรับปรุงแก้ไข ท่านไม่ได้แนบมาด้วยครับ ก็เลยต้องเดาเอา ประเด็นที่ ๒ ที่เขียนไว้ในมาตรา ๒๑ ของข้อตกลงฉบับนี้ก็คือว่าไม่มีส่วนใดเลยในข้อตกลง ฉบับนี้ที่จะกระทบต่อสิทธิและความคุ้มครองอันเป็นของบุคคลตามกฎหมาย พูดง่าย ๆ การร้องขอความร่วมมือเหล่านี้จะไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนั้นย่อมไม่ได้ แต่ทั้งหมดนี้จะเป็น หลักประกันได้ก็ต่อเมื่อท่านแนบกฎหมายที่ท่านจะแก้ไขมาด้วย สภาไม่ได้รับครับ แต่เผอิญ กระผมก็ขะมักเขม้นพอจะทราบว่าเคยเข้า ครม. ไปแล้ว เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคมที่ผ่านมา สมาชิกหลายท่านคงได้มีโอกาสเห็น แต่ผมได้เห็น พอได้เห็นก็ต้องเรียนท่านครับ กระผม มีข้อกังวลหรือข้อสังเกตอยู่ ๕ เรื่อง แล้วเดี๋ยวรบกวนท่านช่วยตอบให้ความมั่นใจ ในแต่ละเรื่องด้วย
ประการแรก การกระทบสิทธิพื้นฐานนั้นท่านต้องไม่กระทบ อย่างที่กระผม อภิปรายไปแล้ว มาตรา ๔ ของบททั่วไป (๓) พูดไว้ชัดเจนว่าประเทศเราเอง กรมสรรพากร ถ้าจะดำเนินการตามที่เขาร้องขอสามารถที่จะแจ้งให้คนที่ถูกถามหรือถูกขอข้อมูลนั้น ล่วงหน้าก่อน เขียนชัดเจนในข้อตกลงนี้ บังเอิญในสรุปของท่านไม่ได้เขียนมา ถ้าท่านบอกว่า ประเทศใดก็แล้วแต่จะขอข้อมูลกับคนใดคนหนึ่ง คนไทยคนใดคนหนึ่งหรือนิติบุคคลใด บุคคลหนึ่ง ท่านมีหน้าที่ต้องแจ้งให้เขาทราบก่อนว่าประเทศนั้นประเทศนี้ร้องขอแล้ว ทำเถอะครับ แต่ต้องระบุในกฎหมายถึงจะเป็นหลักประกัน มีหลายเรื่องในร่างกฎหมาย ของท่านบอกว่าต้องไปอ้างอิงระเบียบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด แต่วันนี้ท่านยังไม่มี หรอกครับ พอไม่มีก็ไม่รู้จะเดาอย่างไร นั่นคือข้อกังวลประการที่ ๑
ประการที่ ๒ เสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรของท่าน มาตรา ๑๐ ตรี คือท่านให้อธิบดีเป็นคนใช้ดุลพินิจ กระผมว่ากฎหมายสมัยนี้เลิกแล้วนะครับ อธิบดีคนเดียวใช้ดุลพินิจทุกเรื่อง แล้วไม่ได้พูดถึงอธิบดีที่ชื่อเอกนิติคนเดียว อธิบดีคนไหน ก็แล้วแต่ ในหน้าที่ตรงนี้ไปโยงเกี่ยวกับอธิบดีที่ดูแลการให้ข้อมูลสืบเนื่องจากสนธิสัญญา ภาษีซ้อน แต่การแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้ง ๒ แบบต่างกันนะครับ สนธิสัญญาภาษีซ้อนกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นคุณกับคนที่เสียภาษี แต่การแลกเปลี่ยนข้อมูลตามข้อตกลงฉบับนี้ อาจเป็นโทษกับคนที่เสียภาษี แล้วทำถูกต้องแล้ว แต่กรมสรรพากรของประเทศต้นทาง ที่ร้องขอไม่เชื่อ ทีนี้จะหาข้อยุติอย่างไร
เรื่อง ๒ เรื่องคนละแบบเลยนะครับ แล้วการให้ข้อมูลไปอาจะเป็นโทษ ไม่ใช่ เป็นคุณกับผู้เสียภาษี ถึงแม้ว่าเขาจะทำถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ เพราะฉะนั้นในข้อนี้ ต้องมีหลักประกันที่ชัดเจนว่าการใช้อำนาจขออธิบดีหรือการใช้ดุลพินิจของอธิบดีนั้น ไม่มีการละเมิดหรือไม่สุ่มเสี่ยงต่อการที่จะกลายเป็นว่าหน่วยงานรัฐไทยได้ช่วยเหลือรัฐ ในต่างประเทศ ในการที่จะทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อผู้ที่เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย อันนี้ต้องระมัดระวัง ทีนี้คำว่าถูกต้องตามกฎหมายคืออะไรครับ สมัยนี้แต่ละคนพำนักอยู่ ในบางประเทศเกิน ๖ เดือน หรือน้อยกว่า ๖ เดือน สิทธิของการเก็บภาษีของแต่ละรัฐ แต่ละประเทศขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่พำนักอยู่ในประเทศนั้น ๆ ท่านรู้ข้อมูลหรือครับ แล้วประเทศต้นทางรู้หรือครับว่าคนที่เขาสอบถามนั้นถ้าเป็นบุคคลจะเก็บภาษีได้ก็ต่อเมื่อ ระยะเวลาที่อยู่ในประเทศนั้น ๆ มีมากเกินกว่าตามที่กฎหมายกำหนด ถ้าสหภาพยุโรปนี่คือ ๑๘๐ วัน ตรงนี้เองก็ต้องถามว่าในแง่ของภาษีเงินได้เราจะแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เราทราบ หรือไม่ว่าการร้องขอนั้นชอบด้วยกฎหมาย อันนี้คือข้อกังวลประการที่ ๒
ประการที่ ๓ สิ่งที่ร้องขอ อย่างที่ผมเกริ่นไว้เมื่อสักครู่ ชอบด้วยกฎหมายจริง หรือไม่ การพิสูจน์ว่าเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีและประเทศที่ร้องขอนั้นทำกันอย่างไร เวลาเขา ร้องขอมาเขาต้องพิสูจน์ไหมครับว่าเขามีสิทธิในการเก็บภาษีบุคคลนั้น ๆ หรือนิติบุคคลนั้น ๆ ตรงนี้เผอิญในร่างกฎหมายท่านไม่เขียนรายละเอียดไว้เลยครับ พอไม่เขียนเราก็ไม่อยาก คาดเดา เลยต้องตั้งไว้เป็นข้อกังวลให้ท่านตอบว่าแนวของท่านจะเป็นอย่างไร
ประการที่ ๔ ท่านได้มีการไปทำสำรวจความคิดเห็น ซึ่งท่านไม่ได้รวมอยู่ ในเอกสาร พอดีกระผมไปหาเจอในเว็บไซต์ (Website) ของท่าน คนหารือประมาณ ๒๐๐ กว่าคนไม่มีใครคอมเมนต์ (Comment) เลยหรือ แล้วข้อที่เขากังวลก็คือว่า ๑. ภาษาอังกฤษอ่านไม่ออก ส่วนใหญ่ไม่รู้ภาษา ๒. ยังไม่ทราบกลไกว่ากรมสรรพากร หรือกระทรวงการคลังจะปฏิบัติอย่างไร เพราะว่าท่านไม่ได้แนบกฎหมายลูก หรือการปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่แล้วเพื่อให้สอดคล้องกับข้อตกลงฉบับนี้ จึงเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นความพร้อมในการปฏิบัติตามข้อ ๑ ที่ผมเป็นข้อกังวลประการที่ ๔ นะครับ
เซกชัน (Section) หนึ่งของข้อตกลงฉบับนี้พูดถึงเรื่องการแลกเปลี่ยน โดยอัตโนมัติ ผูกพันนะครับ แต่กระผมไม่ทราบท่านปฏิบัติได้ไหม ท่านชี้แจงหน่อยครับ เพราะในการที่ท่านสัมมนากับผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายเล็ก ผู้เข้าร่วมสัมมนาพูดชัดเจน ว่าเทคโนโลยีก็ยังไม่พร้อม การพิสูจน์แม้กระทั่งบัญชีของคนไทยเองที่อยู่ในบัญชีธนาคาร หรือสถาบันการเงิน ณ วันนี้ไม่มีทางรู้เลยว่าพำนักอยู่ในประเทศไทยเกิน ๑๘๐ วันหรือไม่ หรือประเทศต้นทางมีสิทธิที่จะเก็บภาษีบุคคลเหล่านั้นหรือไม่ที่เขาร้องขอข้อมูล ตรงนี้ พิสูจน์อย่างไรผมไม่แน่ใจ เดี๋ยวท่านช่วยอธิบาย
ประการสุดท้าย ถ้าเจ้าของบัญชีไม่เห็นด้วย ไม่ยินยอม ท่านทำได้ไหม ฉะนั้นถ้าท่านไม่มีเหตุย่อมทำไม่ได้ ถูกไหมครับ ก็โยงไปประเด็นข้อห่วงประการที่ ๒ ของกระผมเมื่อสักครู่นี้ว่าต้องมีเหตุผลเพียงพอ แล้วต้องผ่านกระบวนการ ถ้าเป็นอย่างนั้น ถ้าท่านมีหลักฐานเพียงพอขอหมายศาลเพื่อเปิดเผยข้อมูลจะดีไหมครับ ก็เป็นวิธีหนึ่ง ที่จะสามารถทำได้ถ้าท่านเขียนไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน และสิ่งเหล่านั้นจะเป็นหลักประกัน ที่จะคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของแต่ละคนและของนิติบุคคลว่าท่านจะไม่ละเมิดสิทธิเหล่านั้น
ประการสุดท้ายที่เป็นข้อห่วงครับ อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) วันนี้ท่าน เพิ่งทำร่างที่พิจารณาอยู่ในสภา ที่ให้ไปขึ้นทะเบียนแพลตฟอร์ม (Platform) ในต่างประเทศ ขึ้นทะเบียนเพื่อจ่ายภาษีแวต (VAT) แต่ท่านไม่มีทางรู้เรื่องรายได้เลยครับ ตรงนี้เอง จะมีคำตอบอยู่ว่าในที่สุดแล้วท่านต้องทำอย่างไร มีกรณีทั้งแพลตฟอร์ม (Platform) ในประเทศ แพลตฟอร์ม (Platform) ในต่างประเทศ และการค้าบริการผ่านออนไลน์ (Online) อย่างเดียวล้วน ๆ ไม่ใช่ค้าสินค้านะครับ อันนี้จับยาก อันนี้ลงรายละเอียดยาก ท่านต้องบอกให้เราทราบว่ามาตรการท่านจะเป็นอย่างไร
ท่านประธานครับ กระผมสรุป ๕ ข้อนะครับ ประการแรก กระผมเห็นชอบ กับกรอบความตกลงพหุภาคี อันนี้ไม่ติดใจ ประการที่ ๒ กระผมขอหลักประกันจากรัฐบาล จากท่าน จากกระทรวงการคลัง ว่าการดำเนินการของท่านจะไม่กระทบกับสิทธิพื้นฐาน ของประชาชนในร่างกฎหมายที่ท่านยื่นเข้า ครม. วันนี้ต้องเรียนท่านเลยครับ ไม่เพียงพอเลย ไม่มีหลักประกันอะไรเลย และยังไม่สอดคล้องกับความตกลงแมค (MAC) ที่เราพูดถึง ยังไม่มี รายละเอียดครบถ้วน เช่นการแจ้งล่วงหน้า ไม่มีครับ ไม่มีพูดถึงเลยครับ ประการที่ ๓ ขอให้ ทบทวนการใช้อำนาจของอธิบดีและระเบียบที่จะประกาศกำหนดให้มีการถ่วงดุล ให้โปร่งใส ให้ตรวจสอบได้ และต้องเป็นธรรมกับผู้ที่เสียภาษีทุกคน เป็นธรรมนะครับ ประการที่ ๔ ท่านต้องชัดเจนนะครับ การเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการที่จะต้องดำเนินการ แลกเปลี่ยนข้อมูลโดยอัตโนมัติ ที่ท่านพูดถึงในเซกชัน (Section) ที่ ๑ ท่านไม่ได้แตะเลยครับ ว่าต้องปรับโครงสร้างอย่างไร จะมีทรานซิชัน พีเรียด (Transition Period) ไหม มีช่วงเวลา การปรับตัวไหม ภาคเอกชนจะทำอย่างไร จะใช้งบประมาณอย่างไร จะใช้เทคโนโลยีของใคร หรือต่างคนต่างทำ ตรงนี้ไม่ชัด
และข้อสุดท้าย ในเรื่องอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) กระผมเสนอครับ ถึงเวลาที่ท่านจะต้องคิดถึงดิจิทัลแทกซ์ (Digital Tax) ประเทศอื่นเขาไปไกลหมดแล้วครับ เพราะดิจิทัลแทกซ์ (Digital Tax) เป็นตัวที่มาทดแทนและสร้างความเป็นธรรมให้ ผู้ประกอบการที่เป็นแพลตฟอร์ม (Platform) ในประเทศไทยที่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย ณ วันนี้ ดิจิทัลแทกซ์ (Digital Tax) ในหลายประเทศเก็บ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ สอดคล้องกัน แนะนำอย่างนี้ครับ และขอฟังคำตอบจากทางรัฐบาลด้วยครับ ขอบคุณครับ