สมชาย แสวงการ สนับสนุนร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดเพื่อแก้ปัญหาความไม่ชัดเจนของกฎหมายเดิม แต่แสดงความกังวลต่อความซับซ้อนของกฎหมายและประเด็นความสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงการนิยามยาเสพติดประเภท 5 และบทกำหนดโทษที่ยังไม่สอดรับกับการใช้กัญชาและพืชกระท่อมทางการแพทย์ พร้อมเรียกร้องให้มีการชี้แจงผลการประเมินการใช้กัญชาทางการแพทย์อย่างโปร่งใส และกำหนดมาตรการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการแพร่กระจายในกลุ่มเยาวชน ขณะเดียวกันรักษาระบบการเข้าถึงยาของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ ผม มชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอขอบคุณ ทางรัฐบาลที่ได้เสนอร่างกฎหมายประมวลยาเสพติดเข้ามาในส่วนของการปฏิรูปประเทศ ตามหมวด ๑๖ ต่อที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งผมเห็นด้วยในหลักการของร่างกฎหมายดังกล่าว เพราะว่าเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นผลจากการที่ความพยายามตั้งแต่ในยุคท่านรัฐมนตรี พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แล้วก็ต่อเนื่องมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง มีความพยายามที่จะเข้าสู่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติในขณะนั้นซึ่งใช้เวลานานพอสมควร แล้วก็เป็นที่ถกเถียง เพราะว่า แม้ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่ ทำให้กฎหมายหลายฉบับ การดำเนินการกฎหมายตามหน้าที่ที่มีหลากหลายองค์กรให้เกิด ความสอดคล้อง แล้วก็บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นรูปธรรมได้ชัดเจน ไม่สับสน การลงโทษ ในความผิดบางเรื่องที่เด็ดขาดรุนแรงเกินไปก็จะกระทำให้เหมาะสมกับความผิด แล้วก็ส่งผล ให้ผู้กระทำความผิดบางราย เช่น ผู้เสพเป็นผู้ป่วย หรือแม้กระทั่งการที่คนติดคุกมากกว่า ความเป็นจริง ในลักษณะของการนำเข้ายาเสพติดบางประเภทแค่จำนวนน้อยแต่กลายเป็น การนำเข้า อย่างนี้เป็นต้น จะต้องได้รับการแก้ไข ซึ่งอันนี้ผมเห็นด้วย เพียงแต่ว่า ประมวลกฎหมายยกเลิกกฎหมายหลายฉบับ ๒๔ ฉบับอย่างน้อย รวมถึงกฎกระทรวงต่าง ๆ ทำให้เกิดความยุ่งยาก สภานิติบัญญัติแห่งชาติใช้เวลาพิจารณาเป็นปีก็ยังไม่แล้วเสร็จ รัฐบาลก็ได้นำกลับมาแล้วก็ปรับปรุงหลายประการ ซึ่งผมคิดว่าสิ่งที่ท่านได้ชี้แจงแล้วก็ได้ ดำเนินการนั้นจะต้องสอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านยาเสพติดที่เกี่ยวข้อง ๓ ฉบับ ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ. ๑๙๖๑ อนุสัญญาว่าด้วย วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ค.ศ. ๑๙๗๑ และอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้าน การลักลอบค้ายาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ค. ศ. ๑๙๘๘ ด้วย เพราะว่า ปัญหายาเสพติดของประเทศไทยนั้นนับวันจะมีปัญหาทวีคูณมากขึ้น แล้วก็อย่างที่ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วก็คือคนล้นคุกส่วนใหญ่มาจากปัญหายาเสพติด ซึ่งผมคิดว่า เราแก้เรื่องการปราบเท่าไรก็ไม่หมด แต่ถ้าเราแก้ด้วยการใช้กฎหมายที่ประมวลแล้วรวมกัน แล้วก็รวมหน่วยต่าง ๆ ที่จะช่วยกันแก้ไขจะดำเนินการได้สำเร็จนะครับ ก็ขออนุญาต เป็นกำลังใจให้ในการสนับสนุน เพียงแต่ผมต้องเรียนว่าในการทำประมวลกฎหมายยาเสพติด และร่างกฎหมายดังกล่าวนั้นมีปัญหาซับซ้อนมากมายเนื่องจากเกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในสายของตำรวจ อัยการ ป.ป.ส. ปปง. ราชทัณฑ์ รวมถึงศาล เพราะฉะนั้น ก็ยังมีปัญหาที่คณะกรรมาธิการต้องพิจารณาให้ละเอียดถึงความสอดคล้อง ต้องเรียนว่า มีทั้งในส่วนของสายยาเสพติดที่ดูแลในลักษณะของสายเหยี่ยวกับสายพิราบซึ่งมีความเห็น แตกต่างกัน แล้วก็มีข้อถกเถียงมากมาย ผมคิดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้กว่าจะผ่านออกมาใช้ได้ คงใช้เวลาในคณะกรรมาธิการร่วมไม่น้อยกว่า ๓ เดือน ๖ เดือน แต่ทั้งหมดก็ให้กำลังใจ และผมคิดว่ามีข้อท้วงติงบางประการที่ผมยังสงสัยและยังไม่มั่นใจว่าจะอยู่ครบถ้วน ในกฎหมายฉบับนี้และสอดคล้องกัน
ประการแรก คือร่างกฎหมายที่ท่านไปยกเลิกร่างพระราชบัญญัติยาเสพติด ให้โทษ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ ร่างนี้มีความสำคัญอย่างไร ก็คือการทำให้กัญชามาใช้ในการ รักษาโรค ซึ่งต้องกราบเรียนว่าขณะนั้นผมเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และได้ร่วมกับ เพื่อนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จำนวน ๔๔ ท่าน ได้เสนอความเห็นต่อสภา และได้ทำ กระบวนการรับฟังความคิดเห็น ตามมาตรา ๗๗ วรรคสอง ซึ่งใช้เวลาดำเนินการ และมี ผู้รับฟังความคิดเห็นมากถึงจำนวน ๑๖,๔๓๓ คน ในจำนวนนี้เห็นด้วยกับร่างกฎหมาย ดังกล่าว ๙๙.๑๓ เปอร์เซ็นต์ และยังมีผู้ที่ติดตามรับชมทางสื่อออนไลน์ (Online) ถึงการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ ๙๒๙,๑๗๙ คน ร่างกฎหมายฉบับนี้ใช้เวลารับหลักการ ในสภาในวาระที่หนึ่ง ผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการทุกวันครับ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ แปดโมงเช้าถึงหกโมงเย็น ใช้เวลาพิจารณาผ่านสภา ๓๐ วัน เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับ ประชาชนที่รอคอยการใช้แคนนาบิส ออยล์ (Cannabis oil) หรือน้ำมันจากกัญชา ในการรักษาโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับทางสมอง อาการชักกระตุก หรือบำบัดบรรเทา ในกรณีผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง ซึ่งมีการใช้ในแพทย์แผนไทย แพทย์แผนปัจจุบัน และ แพทย์พื้นบ้านแล้วนะครับ กฎหมายดังกล่าวใช้เวลา ๓๐ วันในการพิจารณา แล้วเป็น ของขวัญผ่านสภา เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๑ ขณะที่ประมวลกฎหมายยาเสพติด ทั้ง ๒ ฉบับนี้ไม่สามารถผ่านสภาได้ทัน มาวันนี้ผมได้ตรวจดูร่างที่กระทรวงยุติธรรม และรัฐบาลได้ดำเนินการนั้นได้นำบางส่วนเข้าไปใส่ไว้ในร่างกฎหมายดังกล่าว โดยมี บางประการที่เป็นที่น่ายินดีนะครับ เช่นคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดซึ่งอยู่ในร่างประมวล กฎหมายยาเสพติด ท่านก็กรุณาใส่สิ่งที่เคยอยู่ในกฎหมาย (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ ก็คือ คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด ท่านเพิ่มตามที่ได้แก้ไขไว้เดิมคือปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก อธิบดีกรมโรงงาน อุตสาหกรรม อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ อธิบดีกรมสุขภาพจิต นายกแพทยสภา นายกสภาการแพทย์แผนไทย และนายกสภาเภสัชกรรม โดยตำแหน่ง ร่วมกับ คณะกรรมการอื่น ซึ่งหมายความว่าท่านยังยอมรับเรื่องกรมการแพทย์แผนไทย แพทย์ทางเลือก และสภาการแพทย์แผนไทยเข้าไปอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ มีหลายมาตราครับ ที่ได้เพิ่มในเรื่องของการกระทำที่เกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมายดังกล่าว อย่างเช่นมาตรา ๕๘ ที่ยังคงให้ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้าน ตามวรรคหนึ่งนะครับ ดำเนินการรักษาผู้ป่วยได้ในกรณีที่ต้องใช้ยาเสพติดให้โทษ ประเภท ๕ หรือกัญชา อย่างที่ผมกราบเรียนนะครับ มาตราอื่นก็ยังพบเห็นได้บ้างบางมาตรา ว่าได้กำหนดให้ใส่ไว้ อย่างเช่นมาตรา ๓๙ อาจอนุญาตให้ผู้ป่วยซึ่งเดินทางระหว่างประเทศนำยาเสพติดให้โทษ ซึ่งต้องใช้ในการรักษาโรคเฉพาะตัวติดตัวเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร พร้อมใบอนุญาตด้วย โดยมีใบสั่งยาหรือหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพทันตแพทย์ ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพ การแพทย์แผนไทยประยุกต์หรือหมอพื้นบ้าน ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์ แผนไทยซึ่งเป็นผู้ให้การรักษา ทั้งนี้การขออนุญาตและการออกใบอนุญาตให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกำหนด ที่ผมยกตัวอย่าง ทั้งหมดมาถือว่าต้องขอบคุณที่ท่านไม่ได้ทิ้งกฎหมายฉบับนี้ที่มีทั้งหมด ๒๘ มาตรา พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ ผมกับเพื่อนสมาชิก ซึ่งมีทั้ง กรรมาธิการที่เป็น สนช. ด้วยกัน มีทั้งกรรมาธิการที่เป็นเภสัชกร ตัวแทนของ ป.ป.ส. ตัวแทนของอาจารย์แพทย์ด้านสมอง ตัวแทนของแพทย์แผนไทยต่าง ๆ เข้ามาช่วยกันทำ กฎหมายในขณะนั้น แล้วก็เอามาใช้เป็นประโยชน์ต่อการรักษาผู้ป่วย ซึ่งผมทราบดีครับว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการรกระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการ อย. ป.ป.ส. ต่าง ๆ ก็พยายามที่จะดำเนินการให้ใช้กัญชาเพื่อทางการแพทย์ ต่อไป แต่มีข้อกังวลและความสงสัยบางประการที่อยากฝากกรรมาธิการไปพิจารณา เพราะว่า ในร่างกฎหมายฉบับนี้มีการแก้ไข ซึ่งผมคิดว่ายังไม่มีความชัดเจนและจำเป็นต้องชี้แจงต่อ พี่น้องประชาชน ยกตัวอย่างเช่นคำนิยามของยาเสพติดให้โทษ ประเภท ๕ ซึ่งท่านได้ตัดเรื่อง กัญชา พืชกระท่อมออกไปหมดแล้ว แต่ก็ยังเหลือพืชฝิ่น ซึ่งผมคิดว่าการดำรงเรื่องพืชฝิ่น ไม่มีปัญหา แต่ว่าในบทต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับบทกำหนดโทษ บทการใช้ ยังคงมีทั้งลงโทษ และอนุญาตเกี่ยวกับการใช้ยาเสพติดให้โทษ ประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ ยกตัวอย่างเช่นมาตรา ๑๕๘ ยังมีโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งผมกราบเรียนว่าเมื่อ ๒ อย่างนี้ปนกันอยู่ระหว่างยาเสพติดให้โทษ ประเภท ๕ ซึ่งถูกยกเลิกคำนิยามไปส่วนหนึ่ง แล้วนำไปใช้ทางการแพทย์ เช่นกัญชา หรือพืชกระท่อม ซึ่งได้กำหนดไว้ในกฎหมายฉบับที่แล้วเพื่อให้กำหนดเขตพื้นที่ปลูก พื้นที่เสพได้ กับยาเสพติดให้โทษ ประเภท ๕ เช่นพืชฝิ่นยังอยู่ การกำหนดโทษที่เขียนไว้ อาจจะยังไม่สอดคล้อง และการใช้อาจจะเกิดดุลพินิจและสับสนได้ในอนาคต ก็ขออนุญาต ฝากกรรมาธิการ อันนี้เป็นเรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ สิ่งที่กังวลและหายไป และผมคิดว่าอาจจะเกิดปัญหาที่อยากให้ ผู้แทนคณะรัฐมนตรี ผู้แทน ป.ป.ส. หรือผู้แทนของกระทรวงสาธารณสุขได้ชี้แจงไปยัง พี่น้องประชาชน รวมถึงแพทย์พื้นบ้าน แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ รวมถึง ผู้ป่วยนับล้านคนที่ได้ผลพวงจากแคนนาบิส ออยล์ (Cannabis oil) หรือยากัญชารักษาโรค ซึ่งได้มีการอนุญาตให้ใช้ตามบทเฉพาะกาลไปส่วนหนึ่ง แล้วก็ได้ใช้ในการรักษาผู้ป่วยมาแล้ว ในห้วงระยะเวลาหนึ่ง ส่วนที่หายไปก็คือในเรื่องของบทเฉพาะกาล ซึ่งความจริงถือว่าเป็น บทบังคับอยู่ใน พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวซึ่งมี ๒ ประเด็น คือในมาตรา ๒๐ เดิมบอกว่าภายใน ระยะเวลา ๓ ปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด ให้โทษประเมินผลการดำเนินงานเกี่ยวกับการอนุญาตให้ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษ ประเภท ๕ เฉพาะกัญชา ทุก ๖ เดือน สิ่งเหล่านี้ ผมไม่เห็นในรายงานฉบับที่รัฐบาลเสนอ และผมไม่เคยเห็นรายงานว่าทุก ๖ เดือนหน่วยงาน ที่ทำหน้าที่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษได้ดำเนินการประเมิน สิ่งเหล่านี้ตามกฎหมายไว้หรือไม่ ถ้าเห็นก็จะเกิดประโยชน์ ก็คือว่าในกฎหมายเขียนว่า ในกรณีที่เห็นสมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอนุญาตดังกล่าวให้คณะกรรมการ ควบคุมยาเสพติดให้โทษเสนอต่อรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ การอนุญาตให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ และปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์ เกี่ยวกับการอนุญาตต่อไป สิ่งที่ผมกราบเรียนก็คือว่าไม่ได้เห็นรายงานฉบับนี้ และไม่แน่ใจว่า ตอนพิจารณาทำกฎหมายได้เสนอเรื่องนี้ต่อท่านรัฐมนตรีในการที่จะทำกฎหมายให้รอบคอบ รัดกุม และเห็นปัญหาจากการใช้กฎหมายหรือไม่
เรื่องที่ ๓ ที่เห็นว่าขาดไปอีกก็คือในมาตรา ๒๑ ซึ่งเขียนไว้ขณะนั้นเป็นการ พยายามที่จะประคับประคองเรื่องการใช้ยาเสพติดคือกัญชามารักษาโรค ขณะเดียวกัน ก็ต้องดูแลทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแพร่ระบาด การค้ายาเสพติด เด็ก และเยาวชน รวมถึงการเข้าถึงง่าย เพราะฉะนั้นจึงได้เขียนว่าภายในระยะเวลาเริ่มแรก ภายใน ๕ ปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ การขอรับใบอนุญาตผลิต นำเข้า หรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษ ประเภท ๕ เฉพาะกัญชา เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ หรือการรักษาผู้ป่วยตามมาตรา ๒๖/๒ ให้อนุญาตเฉพาะกรณีที่ผู้ขออนุญาตเป็นหน่วยงาน ของรัฐ ตามมาตรา ๒๖/๕ (๑) และหรือเป็นผู้ขออนุญาตตามมาตรา ๒๖/๕ (๒) (๓) (๔) หรือ (๗) ดำเนินการร่วมกับผู้ขออนุญาตที่เป็นหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา ๒๖/๕ (๑) ที่ผมต้องกราบเรียนถามตรงนี้เพราะอะไรครับ เพราะในบทที่เขียนไว้ ๕ ปีนั้นเป็นบท เปลี่ยนผ่าน เรายังไม่ได้เปิดให้เอกชนหรือบุคคลทั่วไปทำการในเรื่องของการปลูก และผม ก็ได้ทราบว่าทางท่านรัฐมนตรีมีแนวคิดหรือนโยบายของพรรคการเมืองว่าจะให้ปลูก ๖ ต้น ก็ต้องดูว่าการปลูก ๖ ต้นเพื่อการรักษา ไม่มีปัญหาครับ แต่การปลูก ๖ ต้นแล้วทำอย่างไร ที่จะครอบคลุมไม่ให้เกิดการระบาดของยาเสพติดเพิ่มขึ้น หรือไปใช้ในหมู่เยาวชน มีมาตรการเงื่อนไขอย่างไร เพราะในมาตรา ๒๖/๕ เขียนชัดเจนว่าหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ ศึกษา วิจัย หรือจัดการเรียนการสอนทางการแพทย์ เภสัชกรรม วิทยาศาสตร์ เกษตร หรือมี หน้าที่ให้บริการทางการแพทย์ เภสัชกรรม วิทยาศาสตร์ หรือมีหน้าที่ให้บริการ ทางเกษตรกรรม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์หรือเภสัชกรรม หรือหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขยาเสพติด หรือสภากาชาดไทย ทั้งหมดตาม (๑) สามารถไปดำเนินการทั้งปลูก นำเข้าต่าง ๆ ได้หมด ส่งออก จำหน่ายได้ แต่ว่าในหมวด ๒ หมวด ๓ หมวด ๔ และหมวด ๗ ที่ต้องมาร่วมกับ ราชการนั้นยังมีเรื่องที่เป็นข้อห่วงใย แล้วก็เขียนไว้ใน ๕ ปี ก็คือไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบ วิชาชีพเวชกรรม การแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ หมอพื้นบ้าน รวมถึงสถาบัน การอุดมศึกษา ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเราส่งเสริมให้เป็นวิสาหกิจชุมชนว่าด้วย กฎหมายส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคมตามกฎหมาย หรือสหกรณ์การเกษตร ทั้งหมดจะต้องไปร่วมมือกัน บทเหล่านี้คือบทที่ป้องกันการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่มี มาตรการรัฐควบคุม ในร่างประมวลที่เสนอเข้ามาสู่สภาผมตรวจดูแล้วทั้ง ๑๘๒ มาตรา และตรวจทั้ง ๒๔ มาตรา แล้วอีกฉบับหนึ่งไม่พบว่าเรื่องนี้ยังคงอยู่หรือไม่ ซึ่งผมคิดว่า ในมาตรการ ๓ ปีกับ ๕ ปีที่เขียนไว้นั้นเป็นมาตรการสำคัญ จริงอยู่ครับท่านอาจจะปรับ กฎหมายประมวลยาเสพติดให้ดีขึ้น แต่ผมกราบเรียนว่ามันมีความจำเป็นที่จะต้องมี บทเฉพาะกาลหรือมีบทเปลี่ยนผ่านเพื่อให้ประชาชนที่เป็นผู้ป่วย แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือแพทย์แผนปัจจุบันที่ใช้หรือรับการรักษาอยู่ที่ต้องใช้กัญชา ใช้ยาเสพติดให้โทษ ประเภท ๕ ที่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงนั้นมีบทที่เขายังต้องสามารถใช้อยู่ ต่อไปได้ ก็ขออนุญาตกราบเรียนถามเพื่อให้ได้มีการชี้แจงผ่านไปยังพี่น้องประชาชนให้เกิด ความเข้าใจและสบายใจได้ว่าหลังกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้แล้วเขาไม่ต้องกลายเป็น ผู้ที่กลับมาเริ่มต้นใหม่ กลายเป็นผู้เสพแล้วเป็นผู้ที่ถูกจับกุมคุมขังและลงโทษต่อไป ขออนุญาตฝากท่านประธานกราบเรียนไปยังคณะที่เสนอกฎหมายได้ชี้แจงให้ พี่น้องประชาชนได้รับทราบอย่างเข้าใจด้วยครับ ขอบพระคุณครับ