วิษณุ แจงขั้นตอนร่างกฎหมาย-เน้นรับฟังทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๔ สิงหาคม ๒๕๖๓

วิษณุ เครืองาม ชี้แจงที่มาและกระบวนการปรับปรุงร่างกฎหมาย โดยย้ำถึงความสำคัญของการรับฟังข้อเสนอจากสมาชิกรัฐสภา และความจำเป็นในการพิจารณาอย่างรอบด้านเพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างเจตนารมณ์ของกฎหมายกับข้อจำกัดในการปฏิบัติ โดยเฉพาะในกรณีร่างกฎหมายการเงินที่ต้องผ่านการรับรองจากนายกรัฐมนตรี พร้อมเน้นบทบาทของหน่วยงานสนับสนุน เช่น สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและสถาบันพระปกเกล้า รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร งบประมาณ และเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อรองรับกระบวนการออกกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 และมาตรา 270 วรรคสาม โดยยืนยันว่าการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายควรทำหลังมีผลบังคับใช้ และเรียกร้องให้มีการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ขอบพระคุณมากนะครับสำหรับความคิดเห็น ข้อเสนอแนะหลายอย่างของท่านสมาชิกรัฐสภา ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ แล้วก็นำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขในชั้นกรรมาธิการหากรัฐสภานี้ รับหลักการ การแก้ไขนั้นจะทำให้ดีขึ้นหลายอย่าง ร่างนี้มีที่มา อย่างที่ท่านสมาชิกบางท่าน อาจจะได้อภิปรายไปแล้ว กฎหมายเดิมก็มีของมันอยู่ ฉบับปี ๒๕๕๖ เมื่อจะมีการปรับปรุง ก็มีที่มา ทางที่ ๑ คือจากร่างที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติคือสภาชุดที่แล้วได้มอบให้สำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจัดทำขึ้น ทางที่ ๒ คือเมื่อรัฐบาลได้รับร่างจากสภานิติบัญญัติ แห่งชาติก็ได้มอบให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายพิจารณาปรับปรุงแก้ไข เกิดเป็นอีกฉบับหนึ่งขึ้นมา ต่อจากนั้น ๒ ฉบับนี้เราก็ส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณา ในจังหวะนั้นเองสถานการณ์หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลได้สดับตรับฟังข้อเสนอแนะ คำปรารภของท่านสมาชิกรัฐสภาในการประชุม หลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อมีการเสนอรายงานการปฏิรูปประเทศ รัฐบาลเห็นว่าควรจะต้อง ปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยขึ้นอีกก็มอบให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปตรวจซ้ำใหม่ อีกครั้งหนึ่ง เมื่อเสร็จเรียบร้อยจึงได้นำเสนอมา เพราะฉะนั้นอาจจะมีบางจุดที่ท่านสมาชิก รัฐสภามีประสบการณ์จากการใช้กฎหมายนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ แล้วก็อาจจะมองเห็นว่าครั้งนี้ ยังไม่ได้แก้ไขให้ดีขึ้นหรือจุใจเท่ากับที่ท่านกังวลอยู่ ก็จะเป็นโอกาสให้คณะกรรมาธิการ ได้ตรวจพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลไม่มีข้อขัดข้องใด ๆ หรอกครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง กำหนดวัน กำหนดเวลา ๓๐ วัน ๖๐ วัน ๙๐ วัน สั้นไปจะต้องยืดอย่างไร เพียงแต่ขอความกรุณา ต้องคำนึงถึงสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะเป็นฝ่ายปฏิบัติ เพราะว่าสำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเองก็มีข้อจำกัดของตัวอยู่เหมือนกัน ผมใคร่ที่จะกราบเรียน ท่านประธานว่าข้อสังเกตบางจุดนั้นมีเรื่องที่จะขอเรียนชี้แจงดังต่อไปนี้ครับ

ประเด็นแรก การออกกฎหมายครั้งนี้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ หลายท่านได้อภิปรายว่าเมื่อจะให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ทั้งทีทำไมจึงจำกัดอยู่แต่ เฉพาะหมวด ๓ หมวด ๕ น่าจะไปที่หมวดอื่นด้วย ก็เป็นข้อสังเกตที่ดีนะครับ แต่ว่าความที่ไป ผูกไว้กับหมวด ๓ หมวด ๕ นั้นมาจากรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่เรื่องกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน ซึ่งท่านก็มีความวิตกกังวลว่าทำไมจะต้องส่งไปให้นายกรัฐมนตรีรับรอง แล้วถ้านายกรัฐมนตรี ไม่รับรองจะทำอย่างไร ร่างกฎหมายหลายฉบับเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน ตรงนี้ ก็เป็นข้อจำกัดในรัฐธรรมนูญอีกเหมือนกัน เพราะในที่สุดตามมาตรา ๑๓๔ จะเป็นร่าง พระราชบัญญัติที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หากเป็นกฎหมาย เกี่ยวด้วยการเงินก็ต้องส่งไปที่นายกรัฐมนตรีให้รับรองทั้งนั้น แล้วการจะรับรองหรือไม่ก็เป็น ดุลพินิจของนายกรัฐมนตรีและฝ่ายบริหาร ส่วนที่สมาชิกบางท่านได้อภิปรายว่าแล้วถ้าเกิดมี ข้อสงสัยว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ ทำอย่างไร ทำไมไม่เขียนเอาไว้เสียด้วย ในร่างพระราชบัญญัติที่เสนอมาในครั้งนี้ ตรงนี้ต้องเรียนว่าในเบื้องต้นท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรนั่นละครับที่จะต้องใช้ดุลพินิจว่าร่างนั้นเป็นร่างเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ เมื่อเห็นว่าใช่ก็ต้องส่งไปให้นายกรัฐมนตรีรับรอง จนในที่สุดถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นก็ส่งไปให้ คณะกรรมการร่วมซึ่งรัฐธรรมนูญได้กำหนดกลไกไปแล้ว แม้แต่ร่างที่ประชาชนเข้าชื่อ เสนอกันครั้งแรกอาจจะไม่ได้เป็นร่างกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน พอเข้าไปในสภาไปถึงวาระที่ ๒ คณะกรรมาธิการไปแปรญัตติ ไปแก้จนกลายเป็นร่างที่เกี่ยวด้วย การเงินก็มีกระบวนการที่จะไปตรวจสอบตรงนั้นอีกอยู่ดี เพราะว่าไปผูกไว้กับรัฐธรรมนูญ ก็ต้องเดินไปอย่างนั้น หลายท่านปรารภห่วงใย ซึ่งที่จริงรัฐบาลเองก็ห่วงใยในเรื่องที่ว่า มอบภาระนี้ให้แก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลัก แต่ในที่สุดโดยกลไก ก็ต้องมอบให้องค์กรนี้ละครับ จะไปมอบให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็น ฝ่ายรัฐบาลก็อาจจะเกิดปัญหา จะไปมอบให้หน่วยงานอื่นซึ่งเป็นฝ่ายบริหารก็อาจจะเกิดปัญหา ความหวาดระแวงคลางแคลงใจกัน ทางที่ดีที่สุดก็คือสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้รับภาระอันนี้ไป แล้วก็เป็นภาระจริง ๆ โปรดสังเกตนะครับว่าไม่ได้มอบภาระนี้ให้แก่ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา แต่แน่นอนโดยกลไกแล้วท่านประธานรัฐสภาเป็นหัวหน้าใหญ่ ของรัฐสภาท่านก็สามารถที่จะใช้ไหว้วานขอให้กลไกต่าง ๆ เข้ามาให้ความร่วมมือได้ด้วย แต่ตัวที่จะมาสนับสนุนหลักกฎหมายก็ไปกำหนดไว้แล้วว่าคือสถาบันพระปกเกล้า เพราะว่า สถาบันพระปกเกล้านั้นเป็นหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐสภามากที่สุด โดยไม่ได้เป็น หน่วยงานทางฝ่ายบริหาร การช่วยเหลือจะช่วยเหลืออย่างไรก็สุดแท้แต่ แต่ปัญหาที่ได้พูดกัน มาตลอดในระยะปีสองปีที่ผ่านมา นั่นก็คือว่ามาตรการที่จะให้ประชาชนเสนอร่างกฎหมาย ได้นั้นขึ้นอยู่กับ ๑. บุคลากร ๒. งบประมาณ ๓. เทคโนโลยีสารสนเทศ ในกรณีบุคลากร เป็นอย่างที่ท่านสมาชิกรัฐสภา ขออภัยที่เอ่ยนาม คุณสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ได้กล่าวถึง ใคร่จะกราบเรียนท่านประธานว่าในเวลานี้ได้มีระเบียบ ก.ร. ที่ว่าด้วยนักกฎหมายนิติบัญญัติ โดยแบ่งออกเป็นนักกฎหมายนิติบัญญัติ ชั้นที่ ๑ ชั้นที่ ๒ เขาเตรียมไว้นานแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ เพื่อจะช่วยทำหน้าที่ในการยกร่างกฎหมายให้แก่ประชาชนนี่เอง เพราะฉะนั้นก็เชื่อว่า บุคลากรนั้นได้พัฒนาขีดความสามารถและจำนวนมาถึงระดับหนึ่งแล้ว ส่วนงบประมาณนั้น จะเป็นอย่างที่ท่านสมาชิกบางท่านได้อภิปรายเมื่อสักครู่ว่าได้มีการเตรียมจัดสรรงบประมาณ ให้แก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรต่อเนื่องกัน ๓ ปี ส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศ แน่นอนก็ต้องใช้งบประมาณไปซื้อหามา ขณะเดียวกันก็ต้องใช้เป็น ตรงนี้เป็นเรื่องที่ทาง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะต้องพัฒนาในส่วนนี้ต่อไป

มีประเด็นที่ท่านสมาชิกได้กล่าวถึงเรื่องการเสนอกฎหมายใด ๆ ก็ตามเข้าสู่สภา ไม่ว่าสภาใดก็ตามจะต้องมีการดำเนินการตามมาตรา ๗๗ ซึ่งร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอ ก็ต้องดำเนินการตามมาตรา ๗๗ แต่เพื่อไม่ต้องเป็นภาระของประชาชนในการไปรับฟัง ความคิดเห็น ซึ่งก็จะยุ่งยากมากขึ้นไปอีกหากปล่อยให้ประชาชนไปทำกันเอง ร่างพระราชบัญญัติ ที่เสนอมาในวันนี้ก็เลยฝากไว้ตรงนี้ว่าท่านผู้เสนออาจจะขอให้สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรไปช่วยจัดรับฟังความคิดเห็นได้ และแน่นอนก็คงจะต้องเป็นอย่างที่ท่าน สมาชิกรัฐสภาท่านสุดท้ายได้อภิปรายเมื่อสักครู่ว่าเวลาไปฟังนั้นก็อย่าฟังแต่เฉพาะสำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไปเปิดฟังอยู่ฝ่ายเดียว ก็แน่นอนก็ต้องทำร่วมกันกับผู้เสนอ เพื่อที่จะได้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม ชี้แจงทำความเข้าใจกัน แต่ท่านสมาชิกรัฐสภา บางท่านได้กล่าวว่าตามมาตรา ๗๗ นั้นต้องมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ด้วย เหตุใดในร่างนี้ จึงไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการประเมินผลสัมฤทธิ์ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า การประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ได้เขียน เรื่องการประเมินผลสัมฤทธิ์ไว้ว่าเมื่อได้มีการใช้เป็นกฎหมายแล้วให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ ของกฎหมายนั้นทุกวงรอบ ซึ่งเรื่องนี้ก็มีกฎหมายออกมารองรับแล้ว เพราะฉะนั้น การประเมินผลสัมฤทธิ์นั้นไม่ได้ทำก่อนที่จะมีการเสนอกฎหมายเข้าสภาหรอกครับ ชั้นนั้น มีแต่รับฟังความคิดเห็น แต่พอผ่านมาเป็นกฎหมายแล้วเป็นหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๗๗ ที่จะต้องไปประเมินผลสัมฤทธิ์ว่าใช้มา ๒ ปี ๓ ปี ได้ผลดีหรือไม่ ควรจะแก้ไข ควรจะยกเลิก หรือควรจะปรับปรุงอย่างไร นั่นเป็นชั้นของการประเมินผลสัมฤทธิ์ซึ่งต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ แล้วก็ทำโดยรัฐ ไม่ได้ทำโดยประชาชน แต่ขณะเดียวกันมาตรา ๗๗ เขาบอกว่าในการประเมิน ผลสัมฤทธิ์ก็ต้องไปรับฟังความเห็นผู้เกี่ยวข้อง ผู้เกี่ยวข้องก็คือคนที่จะถูกกฎหมายนั้นไปใช้ แล้วก็ถ้าหากว่าร่างนั้นเป็นร่างที่ประชาชนเสนอ ประชาชนก็คือผู้เกี่ยวข้องที่จะต้องมาร่วม ให้ความเห็นในการประเมินผลสัมฤทธิ์ด้วยนั่นเอง มีท่านสมาชิกถามว่าถ้าหากว่าประชาชน เข้าชื่อกันเสนอกฎหมายและกฎหมายนั้นเป็นกฎหมายในเชิงปฏิรูปจะไปเสนอที่ไหน อย่างไร ตรงนี้ดูจะไม่มีช่องทางหรอกครับ เพราะถ้าหากว่าเป็นกฎหมายในเชิงปฏิรูปและประสงค์ จะใช้มาตรา ๒๗๐ มาตรา ๒๗๐ ก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้ร่างกฎหมายของประชาชนว่ากัน อันที่จริงแม้แต่จะเปิดโอกาสให้ร่างของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอได้หรือไม่ก็ยังเป็น ปัญหาข้อกฎหมายอยู่ แต่อย่างไรก็ตามโดยความเห็นส่วนตัวผมยังเห็นว่าช่องทางนั้นมี เริ่มต้นก็ขอให้ประชาชนเข้าชื่อกันเสนอกฎหมายที่เป็นไปตามหมวด ๓ หรือหมวด ๕ ก่อน ก็แล้วกัน เพราะถ้าไม่ใช่ก็ตกไป รับไว้ไม่ได้ตั้งแต่แรก ทีนี้เมื่อเสนอเข้ามาเป็นกรณีตามหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หรือหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ จุดเริ่มต้นก็ต้องไปเริ่มต้น ตรงสภาผู้แทนราษฎรนั่นละครับ แต่ถ้าหากว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ที่จริงผมก็ยังมองไม่เห็นว่าสมาชิกวุฒิสภาจะลงมาเกี่ยวเร็วไปได้อย่างไร แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีโอกาสที่จะสัมผัสหรือพิจารณาร่างกฎหมายนั้นก่อนเพื่อน แล้วเห็นว่าร่างกฎหมายนี้ ต่อให้เป็นร่างที่ประชาชนเสนอเป็นร่างที่เกี่ยวกับการปฏิรูป ถ้าเป็นเช่นนั้นผมยังคิดว่า มาตรา ๒๗๐ วรรคสาม จะวิ่งเข้ามาจับตรงนี้ทันที นั่นก็คือท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ต้องแจ้งต่อท่านประธานสภา ประธานสภาก็ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณาตามมาตรา ๒๗๐ วรรคสาม แล้วหากเห็นว่าเป็นกฎหมายในเชิงปฏิรูปก็จะได้ดำเนินการตามขั้นตอนของ มาตรา ๒๗๐ ต่อไป เพียงแต่ก็ต้องเข้าตามตรอกแล้วค่อยไปออกตามประตูอย่างที่ได้ กราบเรียน ขออนุญาตกราบเรียนว่าเป็นความเห็นส่วนตัวว่าเป็นช่องทางที่น่าจะทำได้ แม้แต่ร่างนั้นเป็นร่างของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องเดินมาในทางอย่างที่กราบเรียน นี่ละครับ ผมฟังคำอภิปรายของท่านสมาชิกแล้วก็เห็นว่ามีถ้อยคำหลายคำในร่างที่อาจจะเกิด ปัญหาจริงอย่างที่ท่านตั้ง มีกำหนดเวลาหลายกำหนดที่อาจจะเป็นปัญหาสั้นไป ยาวไป อย่างที่ท่านได้อภิปราย ก็ขออนุญาตสิ่งเหล่านี้อยู่ในชั้นกรรมาธิการที่จะไปปรับปรุง

สุดท้ายนี้ต้องขออนุญาตกราบเรียนรบกวนท่านประธานว่าด้วยเหตุที่ ร่างกฎหมายนี้ไปสร้างสิ่งที่ผมได้ใช้คำว่า เป็นภาระแก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แต่เป็นที่น่ายินดีว่าภายใต้การนำของท่านประธานเวลานี้ก็ได้เตรียมการในส่วนเหล่านี้อยู่ เป็นอันมากแล้ว ก็ใคร่ขออนุญาตให้ท่านผู้แทนสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรใช้เวลา ที่ไม่ยาวนักกราบเรียน เพื่อให้ท่านสมาชิกได้เกิดความอุ่นใจว่าระบบนั้นได้เตรียมและรองรับ ไว้อย่างดีพอสมควร และมีโอกาสจะพัฒนาต่อไปเพื่อที่จะให้บริการแก่ประชาชนได้ ตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญและความประสงค์ของท่านสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตครับ