ศักดิ์ดา ภารา ชี้แจงการปรับบทบาทของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรตามร่างพระราชบัญญัติใหม่ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างและเสนอกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอให้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศแทนระบบกระดาษเพื่อลดความยุ่งยากและเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมย้ำว่ากระบวนการดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบรัฐธรรมนูญและได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 ก่อนส่งร่างให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา โดยจะนำข้อเสนอจากที่ประชุมไปพิจารณาในกรรมาธิการและจัดให้มีผู้เชี่ยวชาญชี้แจงเพิ่มเติมต่อไป
ผม นายศักดิ์ดา ภารา นิติกรชำนาญการพิเศษ สำนักการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตนำเสนอ พาวเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ในส่วนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้มีการเตรียมการ เพื่อรองรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไว้ ก็คือว่าหัวใจของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ อาจจะมีถ้อยคำอยู่ตามรูปนี้คือเชนจ์โรล (Change role) เชนจ์โรล (Change role) คือ การปรับบทบาท การปรับบทบาทของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเดิมท่านสมาชิก ก็ได้ตั้งข้อสังเกตไว้แล้วว่าการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน เมื่อประชาชนเริ่มเข้าชื่อ แล้วสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะไม่ได้มีบทบาทในการช่วยเหลือประชาชน สักเท่าไรนัก แต่ตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ปรับบทบาทให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ต้องช่วยเหลือประชาชนตั้งแต่ในชั้นจัดทำร่าง เมื่อได้ร่างการเข้าชื่อเสนอกฎหมายแล้ว ก็ยังเปิดโอกาสให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เข้ามาช่วยเหลือประชาชนในการรับ และรวบรวมรายชื่อผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย
อีกประการหนึ่งก็คือปรับบทบาทในการเป็นผู้ประชาสัมพันธ์ เดิมที การเข้าชื่อเสนอกฎหมายจะเป็นภาระ เป็นหน้าที่ของผู้ริเริ่มหรือผู้ก่อการก็แล้วแต่นะครับ ที่จะต้องไปประชาสัมพันธ์หาเสียงสนับสนุนในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย แต่ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ก็กำหนดให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ทราบเป็นการทั่วไป การเข้าชื่อเสนอกฎหมายเดิมทีจะต้องเข้าชื่อทางกระดาษ ประกอบ ไปด้วยเอกสารการเข้าชื่อเสนอกฎหมายซึ่งแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้เข้าชื่อเสนอ กฎหมาย แล้วก็ต้องมีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งจะเป็นการสร้างภาระในเรื่องต้นทุน ให้กับประชาชนผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ในเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้การเข้าชื่อเสนอ กฎหมายเป็นสิทธิและเสรีภาพของประชาชนขั้นพื้นฐานในการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในทาง การเมือง การปกครอง แล้วเหตุใดเราจะต้องผลักภาระนั้นให้กับประชาชน ร่างกฎหมายตัวนี้ จึงขอเปลี่ยนรูปแบบจากการเข้าชื่อเสนอกฎหมายที่เดิมใช้แต่กระดาษเพียงอย่างเดียว ได้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้
จากที่พูดมาทั้งหมด กระบวนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนล้วนพบ ความยุ่งยากตั้งแต่ในชั้นริเริ่มเสนอกฎหมาย การรวบรวมรายชื่อ การนำรายชื่อมาริเริ่มเสนอ ต่อประธานรัฐสภา เราจึงต้องเปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย คือเราจะทำให้มีการเข้าชื่อ เสนอกฎหมายด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ขอเรียกตัวนี้ว่าอี-อินิทิเอทีฟ (e-Initiative) อี-อินิทิเอทีฟ (e-Initiative) คือเป็นระบบ การเข้าชื่อเสนอกฎหมายที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะสร้างขึ้นเพื่อรองรับ การเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนให้ทำได้ง่ายและสะดวก สามารถทำได้ทุกที่บนโลกใบนี้ ไม่ว่าท่านจะอยู่ในที่ไหนขอเพียงท่านมีมือถือ แท็บเล็ต (Tablet) หรือคอมพิวเตอร์ที่สามารถ เข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ได้ และที่สำคัญท่านเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การเข้าสู่ ระบบนี้ก็ต้องมีระบบการยืนยันตัวตนเพื่อตรวจสอบความเป็นผู้เข้าชื่อที่แท้จริง และถามว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ไว้อย่างไร สำหรับ ปีงบประมาณ ๒๕๖๓ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้จัดให้มีการออกแบบ แพลตฟอร์ม (Platform) การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยนักศึกษาตั้งแต่ระดับอุดมศึกษา ขึ้นไป ซึ่งเราได้จัดกิจกรรมนี้มาทั้งหมด ๔ ภาค เราจัดที่ภาคใต้คือจังหวัดสงขลามาแล้ว ๑ ครั้ง แล้วล่าสุดที่วันเสาร์ วันอาทิตย์ที่ผ่านมาไปจัดที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้นักศึกษาได้ร่วมกัน ออกแบบแพลตฟอร์ม (Platform) การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เพราะการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังนั้นการที่เราจะออกแบบเครื่องมือให้ประชาชน มีส่วนร่วมแต่แรกฝ่ายราชการก็ไม่ควรที่จะคิดเอง ทำเอง แล้วไม่ตอบโจทย์ของประชาชน เราจึงมีแนวคิดที่จะให้น้อง ๆ นักศึกษาได้ร่วมกันคิดค้นแพลตฟอร์ม (Platform) ขึ้นมา ถามว่าทำไมเราจำเป็นที่จะต้องเอาเทคโนโลยีมาช่วย ๑. การบริหารภาครัฐแนวใหม่ตามแผน ยุทธศาสตร์ชาติ แม้งานจะเพิ่มขึ้นเท่าไร ถ้าเป็นการบริหารราชการแบบเก่าคือพอมีงาน เพิ่มขึ้นเราต้องขอคนเพิ่มขึ้น พอขอคนเพิ่มขึ้นงบประมาณตามตัวคนก็ย่อมตามมา แต่ปัจจุบันนี้กลุ่มงานเข้าชื่อเสนอกฎหมาย สำนักการประชุม มีบุคลากรเพียง ๑๒ คน ที่จะต้องดูแลการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน ดังนั้นถ้าเราอ่านตามรัฐธรรมนูญ แผนปฏิรูปประเทศ หรือแม้กระทั่งตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เห็นได้ว่าเป็นการเพิ่มภาระ ที่ค่อนข้างหนักให้กับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะในส่วนของกลุ่มงาน เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ดังนั้นถ้าเรายังทำงานในรูปแบบเดิมการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ของประชาชนยากที่จะประสบความสำเร็จ จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน ให้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น แล้วก็ตอบโจทย์ของประชาชนได้มากขึ้น
ในส่วนของประเด็นที่สมาชิกได้ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมหลักการของร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ถึงให้ประชาชนเข้าชื่อได้เพียงแค่ ๒ เรื่องคือสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หรือหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ เนื่องจากว่าการกำหนดหลักเกณฑ์ตรงนี้จะต้องเป็นไปตาม กรอบที่รัฐธรรมนูญวางไว้ในมาตรา ๑๓๓ ซึ่งกรอบนี้ก็คือวางมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็ปี ๒๕๖๐ เพียงแต่ในส่วนของปี ๒๕๖๐ จะแปลกตรงที่หมวด ๕ ที่มีการฉีก แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐออกไป เป็นหน้าที่ของรัฐกับแนวพื้นฐานแห่งรัฐ ดังนั้นถ้าเรา เขียนเกินหลักการก็เกรงว่าจะทำให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความขัดหรือแย้งกับ รัฐธรรมนูญได้
ประเด็นที่ ๒ ในการรับฟังความคิดเห็น ว่าทำไมการรับฟังในชั้นคณะกรรมการ กฤษฎีกามีการเข้ามาแสดงความคิดเห็นค่อนข้างน้อย ขอเรียนให้ทราบว่าการจัดทำร่างในชั้น ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ เราจะรับฟังความคิดเห็นมาตั้งแต่ ปี ๒๕๖๑ นอกจากขึ้นอินเทอร์เน็ต (Internet) แล้วยังส่งประเด็นไปยังผู้เกี่ยวข้องที่ได้รับ ผลกระทบโดยตรง และที่สำคัญคือส่งไปยังบรรดาผู้ริเริ่มหรือประชาชนที่เคยเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เพราะพวกเขาเหล่านั้นเคยประสบปัญหา เคยเห็นสภาพว่าการเข้าชื่อเสนอกฎหมายนั้น มีปัญหามาอย่างไร เขาจะได้สะท้อนกลับมา ซึ่งเราได้รวบรวมความเห็นมากรองมาเป็น ตัวร่างแล้วก็ส่งร่างไปยังรัฐบาล แล้วสุดท้ายก็ไปตรวจพิจารณากันที่สำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาจนมาเป็นร่างที่ปรากฏอยู่ที่การประชุม ณ วันนี้
สำหรับในรายละเอียดอย่างอื่นผมขออนุญาตที่จะไม่ใช้เวลาของสภามาก รายละเอียดปลีกย่อยในรายมาตราที่สมาชิกฝากไว้บางประเด็นผมขอรับไปพิจารณาในชั้น กรรมาธิการ แล้วก็บางประเด็นที่สำนักงานรับเป็นภาระได้ผมก็จะขอนำเรียนท่านเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ว่าประเด็นใดที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะได้รับผลกระทบ จากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วเราจะมีแผนในการดำเนินการอย่างไรนั้น ผมขอนำเรียน ท่านเลขาธิการให้ทราบแล้วก็จะนำเรียนต่อไปครับ ในรายละเอียดปลีกย่อยตามรายมาตรา ที่ท่านสมาชิกฝากไว้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๑๒ วรรคสี่ มาตรา ๑๖ ในเรื่องการเงินทั้งหลาย ในเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญเดี๋ยวทางท่านอาจารย์ชื่นสุมนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอชี้แจงให้ท่านประธานและที่ประชุมทราบครับ ขอบคุณครับ